สนธิสัญญาสันติภาพริกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สนธิสัญญาสันติภาพรีกา (อังกฤษ: Treaty of Riga; รัสเซีย: Ри́жский ми́рный договóр (Rízhsky Mírny dogovór) ; ลัตเวีย: Rīgas miera līgums; โปแลนด์: Traktat Ryski) เป็นสนธิสัญญาสันติภาพซึ่งมีการลงนามกันที่เมืองรีกา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1921 ระหว่างโปแลนด์ฝ่ายหนึ่ง กับโซเวียตรัสเซียและโซเวียตยูเครนอีกฝ่ายหนึ่ง สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวนับเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโปแลนด์-โซเวียต

เบื้องหลัง[แก้]

ระหว่างสงครามกลางเมืองรัสเซีย ชาวโปลมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะผนวกดินแดนของเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียจากศัตรูทางประวัติศาสตร์ของตน คือ รัสเซีย ในขณะเดียวกัน พรรคบอลเชวิคต้องการที่จะขยายการปฏิวัติไปสู่ทางตะวันตก และจะใช้กำลังหากมีความจำเป็น หากโซเวียตยึดครองโปแลนด์ โซเวียตก็อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่สามารถช่วยเหลือชาวคอมมิวนิสต์ในเยอรมนีได้ และอาจนำไปสู่การปฏิวัติอันประสบความสำเร็จในเยอรมนี นักประวัติศาสตร์ เจ. เอฟ. ซี. ฟูลเลอร์ อธิบายถึงยุทธการแห่งวอร์ซอ ว่าเป็นยุทธการที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากความปราชัยของโซเวียตในยุทธการครั้งนั้น ฝ่ายโซเวียตจึงหันมาพึ่งการเจรจาแทน[1]

สนธิสัญญา[แก้]

การเจรจาสันติภาพเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1920 ในเมืองมินสก์ แต่เป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้กับการโจมตีโต้กลับของโปแลนด์ การเจรจาจึงย้ายไปยังเมืองรีกา และเริ่มการเจรจาสันติภาพใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้แทนฝ่ายโซเวียตยื่นข้อเสนอให้กับโปแลนด์สองข้อ เมื่อวันที่ 21 และ 28 กันยายน ส่วนผู้แทนโปแลนด์ยื่นความต้องการของตนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ต่อมา ในวันที่ 5 ตุลาคม ฝ่ายโซเวียตเสนอให้โปแลนด์ทบทวนความต้องการของตน ซึ่งโปแลนด์ยอมรับ ดังนั้น การหยุดยิงจึงได้รับการลงนามในวันที่ 12 ตุลาคม]][2] และมีผลในวันที่ 18 ตุลาม

โปแลนด์ยังได้รับค่าทดแทนเป็นทองคำจำนวน 30 ล้านรูเบิล เนื่องจากการนำเศรษฐกิจเข้าสู่จักรวรรดิรัสเซียในช่วงการแบ่งโปแลนด์ รัสเซียยังต้องคืนงานศิลปะและสมบัติของชาติอื่น ๆ ซึ่งเคยได้รับจากดินแดนโปแลนด์ ทั้งสองฝ่ายได้ยกเลิกการอ้างสิทธิ์ของการตอบแทนสงคราม

ปฏิกิริยาตอบสนอง[แก้]

สนธิสัญญารีกาได้เป็นที่ถกเถียงมาเป็นเวลานานแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งอาจกล่าวว่า ประโยชน์ที่โปแลนด์ได้รับเป็นจำนวนมากระหว่างสงครามโปแลนด์-โซเวียตได้สูญเสียไปในการเจรจาสันติภาพ ขณะที่อีกจำนวนมากมองว่าความเห็นดังกล่าวไม่มีวิสัยทัศน์และใจแคบ

เนื่องมาจากความพ่ายแพ้ทางทหารของโซเวียต พรรคบอลเชวิคจึงเสนอต่อคณะผู้แทนเจรจาสันติภาพ โดยมีใจความถึงการยอมรับพรมแดนของคู่เจรจาทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สังเกตการณ์จำนวนมากแล้ว ดูเหมือนว่าพฤติการณ์ของฝ่ายโปแลนด์ในการเจรจาครั้งนั้นดูเหมือนกับว่าโปแลนด์เป็นฝ่ายแพ้สงคราม

ในอีกแง่หนึ่ง การที่การเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกินเวลานานหลายเดือน เนื่องมาจาการลงนามอย่างไม่เต็มใจของฝ่ายโซเวียต อย่างไรก็ตาม คณะผู้นำโซเวียตเผชิญกับความไม่สงบภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 17 มีนาคม ได้เกิดการก่อจลาจลกะลาสี ซึ่งได้ถูกปราบปรามลง และยังเกิดการลุกฮือของชาวชนบทเพื่อต่อต้านอำนาจปกครองของโซเวียต ผู้ซึ่งนำเมล็ดข้าวไปแจกจ่ายให้กองทัพและพื้นที่ของผู้บริโภคที่อดอยาก ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว เลนินจึงสั่งให้ผู้แทนโซเวียตโดยสมบูรณ์ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ

อ้างอิง[แก้]

  1. THE REBIRTH OF POLAND. University of Kansas, lecture notes by professor Anna M. Cienciala, 2004. Last accessed on 2 June 2006.
  2. Geoff Eley, "Forging Democracy"