ว่าน จื่อเหลียง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ว่าน จือเหลียง)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ว่าน จื่อเหลียง
ไฟล์:ว่านจื่อเหลียง.jpg
สารนิเทศภูมิหลัง
เกิด25 กรกฎาคม ค.ศ. 1957 (63 ปี)
ว่าน จื่อเหลียง
คู่สมรสเถียน นิว (ค.ศ. 1992–ค.ศ. 1996)
กัว หมิงหลี (ค.ศ. 2002)
อาชีพนักแสดง
ปีที่แสดงค.ศ. 1979–ปัจจุบัน
ผลงานเด่นเล็กเซี่ยวหงส์ จาก The Return of Luk Siu Fung (ค.ศ. 1986)
ฐานข้อมูล
IMDb

ว่าน จื่อเหลียง หรือ Alex Man (จีนตัวย่อ: 万梓良; จีนตัวเต็ม: 萬梓良; พินอิน: Wàn Zǐliáng; อังกฤษ: Alex Man Chi-Leung , Alex Man) เกิดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1957 ที่มณฑลกวางตุ้ง จีนแผ่นดินใหญ่ นักแสดงชื่อดังระดับเอเชีย เขาเป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของวงการละครชุด-ละครซีรีส์ และวงการภาพยนตร์คนหนึ่งของเกาะฮ่องกง และได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าเป็น "นักแสดงเจ้าบทบาท" แห่งวงการบันเทิงฮ่องกง

ว่าน จื่อเหลียง เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดงในสังกัดสถานีโทรทัศน์เอทีวี(ATV) ในช่วงยุคทศวรรษที่ 70 ต่อมาได้หันมาร่วมงานกับทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบี(TVB) ในช่วงยุคทศวรรษที่ 80 ต่อเนื่องยาวนานถึงยุคทศวรรษที่ 90 เขารับแสดงทั้งบทพระเอกและบทสมทบจนมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของวงการละครชุดฮ่องกง มีผลงานละครชุดที่โดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างสูงหลายต่อหลายเรื่อง อาทิเช่น จางซานฟง ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม , ศึกสายเลือด , ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า , เล็กเซียวหงส์ , ซิ ยิ่นกุ้ย , คู่ทรนง , เจงกิสข่าน ผู้พิชิต , เพลิงรักเพลิงแค้น , ศึกสองตระกูลใหญ่ , มรสุมชีวิต เป็นต้น

ด้านการแสดงภาพยนตร์ เขาหันมาแสดงภาพยนตร์ในช่วงปลายทศวรรษที่ 80s มีผลงานร่วมกับโจว เหวินฟะ อาทิเช่น ภาพยนตร์เรื่อง ต้นตระกูลโหด (Tragic Hero ,1987) บริษัทโหด (Rich and Famous ,1987) ผลงานร่วมกับโจว ซิงฉือ ในเรื่อง โหดแค่แหลก (He Who Chases After The Wind ,1988) ผลงานร่วมกับหลิว เต๋อหัว ในเรื่อง ทะลุกลางอก (As Tears Go By ,1988) แหย่หางไอ้เข้ (Crocodile Hunter ,1989) ฟ้านี้ใหญ่ได้คนเดียว (Casino Tycoon ,1992) เจาะเหลี่ยมคน 2 ตอน ถล่มลาสเวกัส (The Conmen in Vegas ,1999) เป็นต้น

ว่าน จื่อเหลียง เขาได้รับยกย่องในวงกว้างทั่วเอเชียว่าเป็น "นักแสดงเจ้าบทบาท" แห่งวงการบันเทิงฮ่องกง การแสดงแนวโอเวอร์แอ็คติ้ง และการแสดงออกทางสีหน้า แววตา ได้รับการยอมรับไปทั่วเอเชีย เขายังเป็นขวัญใจหรือไอดอล และเป็นต้นแบบการแสดงของนักแสดงชื่อก้องโลกอย่าง โจว ซิงฉือ และ หลิว เต๋อหัว อีกด้วย

ชีวิตส่วนตัว สมรสกับเถียน นิว (恬妞) ซึ่งเป็นนักแสดงเช่นกันในปี ค.ศ. 1992 และต่อมาในปี ค.ศ. 1996 ทั้งคู่ก็ได้หย่าร้างกัน ต่อมาว่าน จื่อเหลียง ได้สมรสใหม่กับ กัว หมิงหลี (郭明黎) ในปี ค.ศ. 2002[1] ปัจจุบัน มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่รับงานแสดงแล้ว

ประวัติ

ว่านจื่อเหลียง  ที่หนึ่งของวงการโทรทัศน์

ความจริงเรื่องราวบางส่วนของ ว่านจื่อเหลียงจะต้องถูกบรรจุอยู่ใน “สงครามโทรทัศน์ กงเล็บมังกรชอว์” แต่เนื่องจากบทความนั้นค่อนข้างจะมีความยาวมากเกินไปจึงถูกดึงออกมา รวมถึงอีกหลายๆส่วนที่จะถูกนำมาขยายเป็นบทความต่อๆไป  

ว่านจื่อเหลียงเกิดวันที่ 25 กรกฎาคม 1957 ที่มณฑลกวางตุ้ง ในวัยเด็กว่านจื่อเหลียงต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก แต่เขาก็เป็นคนที่ขยันและทำคะแนนสอบได้ดี  ในวัย 20 ปี ว่านจื่อเหลียงเด็กหนุ่มที่หลงรักการแสดงได้เข้าสมัครเรียนการแสดงของอาร์ทีวี ในปี 1977 เมื่อเริ่มเรียนด้วยความสามารถที่โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่น  ทางอาร์ทีวีก็เซ็นสัญญาให้เขาเป็นนักแสดงในสังกัดทันที และได้แสดงละครชุด ซาเสียวเอี้ย 三少爺的劍  1977 ในปีเดียวกัน ที่ทำให้ชื่อ ว่านจื่อเหลียงเป็นที่รู้จักของผู้ชม  ในปี 1979 ว่านจื่อเหลียง รับบท เซียนเต็กตี๋ (เจิ้งเต๋อตี้) ใน ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า (Dragon Strikes 1979) ที่กำกับการแสดงโดยเซียวเซิง

แต่ความสำเร็จของว่านจื่อเหลียงในปี 1980 ผลักดันให้เขาขึ้นเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของอาร์ทีวีในขณะนั้น จากการรับบทรับบท องค์ชายสี่ หย่งเจิ้น ใน ศึกสายเลือด (Dynasty 1980) ที่ประกบกับ อู่เว่ยกว๋อ เดวิดเจียง และ หมีเซียะ จางซันฟง ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม (Tai Chi Master 1980) ประกบ หมีเซียะ เฉาต๊ะฮว๋า และ เกาสง ที่ทั้งสองเรื่องต้องต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการสร้างภาคสอง  ซึ่งใน ศึกสายเลือดภาค 2 (Dynasty II  1980) ว่านจื่อเหลียงรับบท เฉียนหลงฮ่องเต้ ประกบกับเลสลี่ จาง และเหวินเซียะเอ๋อ ส่วน ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม2 (Tai Chi Master Ⅱ) 1981 ว่านจื่อเหลียงรับบท จางซานฟงในปัจฉิมวัย

ในปี 1980 ที่ว่านจื่อเหลียงขึ้นมาเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของอาร์ทีวีนั้น ทาง ทีวีบี ความสำเร็จของ โจวเหวินฟะ จากเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ก็โด่งดังขึ้น กลบรัศมีของเขา

ในต้นยุค 80s วงการโทรทัศน์ฮ่องกงในขณะนั้น เซอร์ รัน รัน ชอว์ ได้บริหารสื่อของทีวีบีอย่างเป็นระบบ การปั้นดาราของทางช่อง ล้วนมีรูปแบบชัดเจน จนมีคำกล่าวว่า “ดาราในรายการ 100K ของทีวีบี(รายการโทรทัศน์ที่โด่งดังของทีวีบี ซึ่งแตกไลน์ออกมาเป็นนิตยสารดารา) ยังดังกว่าพระเอกนางเอกของอาร์ทีวีด้วยซ้ำ” เป็นคำกล่าวของสื่อที่เชียร์ทีวีบีในยุคนั้น แม้จะไม่จริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นั่นกลับชี้ให้เห็น ระบบการสร้างดาราของทีวีบี กับ อาร์ทีวี ที่ผู้บริหารขณะนั้นคือ เหลียงซู่อี้ และ หลินเจี้ยนเยี่ย  ที่เน้นต่อยอดความสำเร็จของละครสุดฮิตของทางช่อง เพียงแค่การสร้างภาคต่อ แต่ไม่ได้ส่งเสริมการสร้างฐานแฟนคลับติดตามดาราอย่างต่อเนื่อง

ในปี 1981 ว่านจื่อเหลียงก็ตัดสินใจออกจากอาร์ทีวี ด้วยแรงสนับสนุนของ จงจิ่งฮุย อาจารย์ที่สอนการแสดงของเขา ก้าวสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว หลังจากได้มีโอกาสลองชิมลางมาแล้วจาก 瘋劫 The Secret (1979) ที่กำกับโดย แอน ฮุย

“ในช่วงปี 1982 ถึงปี 1985 เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีกำลังใจ เพราะตอนเข้าวงการเส้นทางของผมค่อนข้างที่จะสบาย จนกระทั่งออกจากอาร์ทีวีเพื่อสร้างชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์คนเดียว 爆棚 The Daring Age (1981) สื่งให้ชื่อผมชิงรางวัลม้าทองคำ ในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปีนั้น ซึ่งมันเป็นรางวัลใหญ่ มากสำหรับผม แต่เมื่อประกาศรางวัล ผมกลับพลาดรางวัล มันเหมือนถูกน้ำแข็งถังใหญ่ราดรดใส่ตัวผม ทำให้ผมท้อแท้และห่อเหี่ยว”

ในช่วงเวลานั้น ว่านจื่อเหลียงยังพยายามกับการแสดงภาพยนตร์อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนเขาคือ เซอร์ รัน รัน ชอว์  จนเขากลับมาแสดงละครชุดทางโทรทัศน์อีกครั้ง ในบทเล็กๆ ในมังกรหยก ภาค 2 ตอน จอมยุทธอินทรี (1983)

“หลังจากที่ออกจากอาร์ทีวีมาทำมาหากินในวงการภาพยนตร์   ทางชอว์ บราเดอร์ก็ให้การสนับสนุนผมมาตลอด  อาหก(เซอร์ รัน รัน ชอว์) ก็รักใคร่เมตตาผมมาก ฉะนั้นเมื่อผมตกลงใจจะกลับมาเล่นละครโทรทัศน์ เป็นธรรมดาที่ผมต้องคิดถึงอาหกก่อน เรื่องนี้ผมว่าทุกคนคงเข้าใจดี”

ในช่วงต้นเพื่อเป็นการตอบแทนความเมตตาของ เซอร์ รัน รัน ชอว์ ว่านจื่อเหลียงเพียงแค่รับบทสมทบเล็กๆ เพราะเขามุ่งมั่นกับบทบาททางภาพยนตร์มากกว่า ในปี 1984 เหมือนโอกาสการรับรางวัลทางการแสดงของเขาจะมาถึงอีกครั้ง เมื่อชื่อของเขาถูกเสนอเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก  Hong Kong Film Award จากเรื่อง อีหนูหมาด หมาด Hong Kong, Hong Kong (1983 ) ของชอว์ บราเดอร์ แต่ก็เป็นอีกความผิดหวัง เมื่อเขาต้องพ่ายให้กับนักแสดงหน้าใหม่ อย่าง เหลียงเจียฮุย จากเรื่อง  Burning of the Imperial Palace ที่สร้างความช้ำใจให้ว่านจื่อเหลียง เพราะนี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เหลียงเจียฮุยแสดงอีกด้วย

ในปีถัดมา โหดผสมโหด Hong Kong 1941 (1984) ภาพยนตร์ที่เขาและโจวเหวินฟะแสดงด้วยกัน ส่งชื่อ โจวเหวินฟะเข้าชิงนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวที Hong Kong Film Award แต่ปีนั้นโจวเหวินฟะไม่ได้รางวัล แต่บนเวทีม้าทองคำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่งชื่อว่านจือเหลียง และ โจวเหวินฟะเข้าชิงรางวัลทั้งคู่ ปรากฏว่า โจวเหวินฟะได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ไปครอง ยิ่งทำให้ ว่านจื่อเหลียง ยิ่งท้อแท้

“ผมแพ้ให้กับดาราขวัญใจ และ เพื่อนสนิทของผม ผมได้แต่บอกตัวเองว่าให้สู้ต่อไป” ว่านจื่อเหลียงให้สัมภาษณ์อย่างท้อแท้

ตัวว่านจื่อเหลียงกับโจวเหวินฟะ ถูกเปรียบเทียบกันตั้งแต่ทั้งคู่โด่งดังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของช่อง อาร์ทีวี และ ทีวีบี จนกระทั่งในวงการภาพยนตร์ นักวิจารณ์มักจะเปรียบเทียบการแสดงของทั้งสองเสมอว่า โจวเหวินฟะจะแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนตัวว่านจื่อเหลียงจะแสดงออกมาตามรูปแบบมากเกินไป ทำให้คนดูรู้สึกว่า เขาพยายามจะแสดงอยู่

ในปี 1985 โจวเหวินฟะจะไม่ต่อสัญญากับทางทีวีบี เชอร์ รัน รัน ชอว์ จึงเรียกตัว ว่านจื่อเหลียงเข้าไปคุย คนที่จะรับคาแรกเตอร์เดียวกับโจวเหวินฟะได้มีบารมีมากพอในวงการตอนนี้ เซอร์ รัน รัน ชอว์ มองว่า คนๆนั้นคือ ว่านจื่อเหลียง เขาจึงประเดิมการแสดงนำละครชุดเรื่อง ซิยิ่นกุ้ยผู้พิชิตตะวันออก The Legend Of The General Never Was (1985)

ในช่วงเวลาเดียวกัน เหลียงซู่อี้ และ หลินเจี้ยนเยี่ย ผู้บริหารเอทีวี ก็พยายามชักจูงให้ว่านจื่อเหลียง กลับไปช่วยเหลือทางเอทีวี ด้วยขอเสนอเป็นเงินก้อนโต แต่ว่านจื่อเหลียงก็ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเกิดมาจากอาร์ทีวี แต่ปัจจุบัน อาร์ทีวีได้เปลี่ยนเป็นเอทีวีแล้ว ผู้บริหารหลายคนที่คุ้นเคยก็ไม่อยู่ บ้านหลังเดิมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และที่สำคัญ คือ เซอร์ รัน รัน ชอว์

“ตอนผมออกมาจากอาร์ทีวีเพื่อทุ่มเทกับงานวงการภาพยนตร์ มีแต่อาหก(เซอร์ รัน รัน ชอว์) ที่ยื่นมือช่วยเหลือ ถามไถ่ผมว่าเป็นอย่างไร ผมไม่อยากให้อาหกไม่สบายใจ ตราบใดที่อาหกยังอยู่กับทีวีบี ผมก็จะไม่ไปอยู่ที่อื่น จนกว่าทางอาหกจะไม่ต้องการใช้งานผมแล้ว”

ว่านจื่อเหลียงรับปากกับทางเซอร์ รัน รัน ชอว์ว่า เขาจะแสดงละครชุดในทางทีวีบี ปีละ 1 เรื่อง เพราะเขาอยากจะเน้นงานภาพยนตร์มากกว่า  นับเป็นสัญญาใจของชายสองคน  รัน รัน ชอว์ก็รับปากและบอกว่าทุกเรื่องที่ ว่าน จื่อเหลียงแสดง จะเป็นละครฟอร์มยักษ์ประจำปีของทีวีบี

หลังจากถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลม้าทองคำถึง 4 ครั้ง ในที่สุด ความสำเร็จในการแสดงภาพยนตร์ของว่านจื่อเหลียงก็มาถึง เมื่อ大頭仔 Gangland Odyssey (1988) ส่งให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ได้สำเร็จ หลังจากปีก่อนเขาก็พลาดรางวัลนี้ให้กับ โจวเหวินฟะ จากภาพยนตร์ดอกไม้และนายกระจอก

เมื่อสำเร็จ ว่านจื่อเหลียงยิ่งทุ่มเทให้กับการแสดงภาพยนตร์ จนแทบจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดของเขากับการแสดงภาพยนตร์ แบบกินนอนในกองถ่ายเลยทีเดียว จนมีหลายคนตักเตือนเรื่องการใช้ชีวิตที่ตึงเกินไป ซึ่งการตึงเกินไปในการทำงาน ของเขาก็ส่งผลต่อนักแสดงรอบตัว อาทิ เหตุการณ์ที่ว่านจื่อเหลียงพ่นสีคำว่า “เจ็บ” บนเสื้อของเขา เดินรอบสตูดิโอของทีวีบี จากปัญหาเรื่องคิวการถ่ายทำที่มีปัญหาจากการประสานงานภายในของทีวีบี ทำให้ผู้บริหารทีวีบีต้องลงมาคุยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขา แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ทีมงานและดาราที่ร่วมแสดงกับเขารู้สึกอึดอัด เพราะตอนนั้น ว่านจื่อเหลียง นับว่าเป็นนักแสดงเบอร์หนึ่งของ ทีวีบี

“อาหก รักผมเหมือนลูกเหมือนหลาน วันที่ผมแต่งงานท่านก็เมตตากับผมกับ เสี่ยวอิ๋ว (เถียนนิว ภรรยาคนแรก) ผมไม่มีญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย จึงถาม อาหกว่า ท่านจะมาเป็นเจ้าภาพได้หรือไม่ ท่านก็รับปากทันที ทั้งชีวิตผมตั้งแต่เริ่มทำงาน 16 ปี ผมผูกพันกับกองถ่าย เลยขออาหกใช้สตูดิโอสำหรับฉลองสมรสได้หรือไม่ ท่านก็ให้ผม พระคุณของอาหกนี้จะอีกกี่ชาติผมก็ใช้ไม่หมด”

ในงานแต่งงานของว่านจื่อเหลียงในวันนั้นมีการถ่ายทอดสดออกอากาศทางช่องทีวีบีอีกด้วย นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของฮ่องกงที่มีการถ่ายทอดสดงานแต่งงานออกทีวี  โดยมี โจวซิงฉือ เป็นแม่งานในการจัดงานแต่งงาน เพราะว่านจื่อเหลียงเป็นคนที่สนับสนุนโจวซิงฉือในการแสดงภาพยนตร์  ซึ่งว่านจื่อเหลียงบอกในภายหลังว่าการถ่ายทอดสดงานแต่งงานนั้นไม่ใช่ความคิดของเขา แต่เป็นทางฝ่ายรายการโทรทัศน์ของช่องได้ประสานมา

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้ ว่านจื่อเหลียง ถูกมองว่าทำอะไรเกินความพอดี แต่นั่นไม่ส่งผลเท่ากับตัว” เถียนนิว” เจ้าสาว ที่รู้สึกว่า ชีวิตการแต่งงานของเธอในครั้งนี้ไม่เป็นส่วนตัว และเหมือนตัวสามี ว่านจื่อเหลียงจะต้องใช้ชีวิตหน้ากล้องตลอดเวลา  การเป็นเจ้าสาวของเธอเหมือนเป็นบทบาทหนึ่งในการแสดงของเขา เพราะตัวว่านจื่อเหลียง เหมือนใช้ชีวิตอยู่แต่กับกองถ่ายและโปรโมตหนัง ละคร ของเขาเท่านั้น ปัญหานี้ส่งผลให้ชีวิตแต่งงานของว่านจื่อเหลียง กับ เถียวนิว ยาวนานเพียงแค่ 4 ปี ก่อนจะหย่าร้างกัน ต่อมาว่านจื่อเหลียง ได้สมรสใหม่กับ กัวหมิงหลี (郭明黎) ในปี 2002 และมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน

ด้านการแสดง หลังจาก แสดงละครชุด ตี๋ใหญ่เลือดมังกร Edge of Righteousness (1993) กับทาง ทีวีบี ว่านจื่อเหลียงก็ได้อัลบั้มเพลง ภาษาฮกเกี้ยนในไต้หวันสองอัลบั้ม และกลับมาแสดง DOWN MEMORY LANE 萬里長情 ในปี 1995 ประกบหมีเซียะ กับทาง ทีวีบี อีกครั้ง ก่อนที่จะข้ามไปแสดง The Golden Pillow 金枕头 ที่สิงคโปร์

ผลงานในยุคหลังๆของว่านจื่อเหลียงที่น่าจดจำ ก็จะมีบทบาทเจ้าพ่อใน ภาพยนตร์ชุด กู๋หว่าไจ๋ และในปี 2016 ว่านจื่อเหลียงประกาศว่า หนังสยองขวัญ Zombiology: Enjoy Yourself Tonight (2017) จะเป็นผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขา และหลังจากนี้จะขอหันไปทำงานเบื้องหลังและธุรกิจของเขาในจีนแผ่นดินใหญ่แทนเนื่องจากปัญหาสุขภาพของเขา

แต่แม้จะประกาศไปเช่นนั้น ในปี 2019 ตัวว่านจื่อเหลียงก็ยังคงมีผลงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง  麥路人 I'm Livin' It (2019) ออกฉาย

ว่านจื่อเหลียง นับว่าเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จในวงการโทรทัศน์อย่างสูงคนหนึ่งของวงการ  และได้เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของทั้ง RTV และ TVB  น่าเสียดาย ที่เส้นทางแสดงและชีวิตส่วนตัวของเขา มักจะถูกเปรียบเทียบกับ โจวเหวินฟะมาโดยตลอด ทั้งช่วงเวลาที่ ทั้งคู่โด่งดังในวงการโทรทัศน์ไล่เลี่ยกัน เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งของช่องพร้อมกัน แต่ในช่วงเวลานั้นทางทีวีบีมีความพร้อมในการโปรโมตนักแสดงสูงกว่ามาก จนว่านจื่อเหลียงยังเคยเปรยว่าหากเขาแจ้งเกิดกับทีวีบี ชื่อเสียงของเขาอาจจะดีกว่านี้  เมื่อเข้าวงการภาพยนตร์ทั้งคู่ก็ยังต้องประชันขันแข่งกันตลอดซึ่งในวงการภาพยนตร์โจวเหวินฟะแสดงหนังได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง(รางวัล) จนวันที่ว่านจื่อเหลียงกลับมาแสดงละครโทรทัศน์ สื่อก็ยังค่อนขอดว่ากลับมาเพื่อเป็นตัวแทนโจวเหวินฟะเสียอีก  แต่ในช่วงยุคกลาง 80s ถึงกลางยุค 90s ว่านจื่อเหลียงก็นับได้ว่าเป็นนักแสดงเบอร์หนึ่งของวงการโทรทัศน์ได้อย่างไร้ข้อกังขา


ผลงานภาพยนตร์(บางส่วน)[แก้]

ผลงานละครชุดทางทีวี(บางส่วน)[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]