วันอาทิตย์ทมิฬ (1972)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วันอาทิตย์ทมิฬ
เป็นส่วนหนึ่งของเดอะโทรเบิล
ไฟล์:Edward Daly Bloody Sunday.jpg
คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด ดาลีที่ีมีเลือดติดผ้าขาวในขณะที่กำลังช่วยแจ็คกี ดุดดีให้ปลอดภัย
สถานที่เดอร์รี, ไอร์แลนด์เหนือ
พิกัด54°59′49″N 7°19′32″W / 54.9969674°N 7.3255581°W / 54.9969674; -7.3255581พิกัดภูมิศาสตร์: 54°59′49″N 7°19′32″W / 54.9969674°N 7.3255581°W / 54.9969674; -7.3255581
วันที่30 มกราคม ค.ศ.1972
16:10 (UTC+00:00)
ประเภทMass shooting
อาวุธL1A1 SLR rifles
ตาย14 (13 คน เสียชีวิตทันที อีก 1 คนเสียชีวิตในหนึ่งเดือน)
เจ็บมากกว่า 14 (12 คนถูกยิง อีกสองถูกรถชน ส่วนคนอื่นถูกเศษกระสุนและของตกจากฟ้าs)
ผู้ก่อการกองทัพบกสหราชอาณาจักร
(กรมพลร่ม)

วันอาทิตย์ทมิฬ (ไอริช: Domhnach na Fola) [1] หรือบางครั้งอาจเรียกว่า การสังหารหมู่บ็อกไซต์[2] เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1972 ในเขตบ็อกไซต์ของเมืองเดอร์รี ไอร์แลนด์เหนือ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องสิทธิพลเมือง 26 คน ถูกยิงโดยกรมทหารพลร่มแห่งกองทัพอังกฤษ ระหว่างการเดินชุมนุมของสมาพันธ์สิทธิพลเมืองไอร์แลนด์เหนือ[3] จนมีผู้เสียชีวิตทันที 13 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นวัยรุ่น 7 คน และยังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนในอีก 4 เดือนครึ่งให้หลัง ผู้ชุมนุม 2 คนได้รับบาดเจ็บ เมื่อพวกเขาถูกไล่ตามโดยพาหนะของกองทัพ[4] มีพยานหลายคน รวมทั้งผู้เห็นเหตุการณ์และนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งระบุได้ชัดเจนว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกยิงนั้นมิได้มีอาวุธ ซึ่งมีผู้ชุมนุม 5 คน ได้รับบาดเจ็บจากการโดนยิงเข้าทางด้านหลัง[5]

รัฐบาลอังกฤษได้จัดตั้งผู้สืบสวน 2 คน โดยบารอน จอห์น วิดเจอรี ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในทันที ได้กล่าวโทษทหารและทางการอังกฤษอย่างกว้างขวาง จอห์นได้อธิบายถึงการยิงดังกล่าวว่าเป็น "เป็นรอยต่อของความบ้าระห่ำ"[6][7][8] รวมทั้งเสนาธิการของนายโทนี่ แบลร์ โจนาธาน โพเวลล์[9] การสืบสวนซาวิลล์ ถูกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1988 เพื่อสืบสวนเหตุการณ์อีกครั้ง และคาดว่าจะได้รับรายงานสรุปเมื่อปลายปี ค.ศ. 2009 แต่ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010[10]

การรณรงค์ของกองทัพสาธารณรัฐนิยมชั่วคราวไอริชเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกไอร์แลนด์ได้เริ่มขึ้น 2 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์วันอาทิตย์ทมิฬ แต่เหตุการณ์วันดังกล่าวได้เพิ่มสถานะขององค์กรและมีประชาชนเข้าเป็นสมาชิกจำนวนมาก[11] เหตุการณ์ดังกล่าวยังนับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในความขัดแย้งทางการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ เนื่องจากผู้ลงมือเป็นทหาร มิใช่กำลังกึ่งทหาร และกระทำในที่เปิดเผย[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. CAIN: Posters - Examples of Bloody Sunday Posters
  2. 2.0 2.1 Eamonn McCann (2006). The Bloody Sunday Inquiry - The Families Speak Out. London: Pluto Press. ISBN 0-7453-2510-6. P. 4-6
  3. "Widgery Report". CAIN. สืบค้นเมื่อ 2007-05-18.
  4. 'Bloody Sunday', Derry 30 January 1972 - Names of the Dead and Injured CAIN Web Service, 23 March 2006. Retrieved 27 August 2006.
  5. Extracts from 'The Road to Bloody Sunday' by Dr. Raymond McClean Retrieved 2007-02-16.
  6. David Granville (28 July 2005). "More 'butcher' than 'grocer'". The Morning Star. สืบค้นเมื่อ 2007-05-18.
  7. Nick Cohen (1 February 2004). "Schooled in scandal". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2007-05-18.
  8. "1972: 'Bloody Sunday' report excuses Army". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2007-05-18.
  9. Nicholas Watt (2008-03-19), McGuinness: there was no need for Bloody Sunday inquiry, The Guardian |access-date= requires |url= (help)
  10. http://news.bbc.co.uk/1/hi/northern_ireland/foyle_and_west/8272031.stm
  11. Peter Pringle & Philip Jacobson (2000). Those Are Real Bullets, Aren't They?. London: Fourth Estate. ISBN 1-84115-316-8. P. 293: "Youngsters who had seen their friends die that day flocked to join the IRA..."