วัดแค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ที่ตั้ง[แก้]

ตำบล วัดแค อำเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120

ประวัติ[แก้]

วัดแคตั้งอยู่บริเวณ ตำบลวัดแค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  “วัดแค” มีชื่อเดิมว่า “วัดกัมพูชาราม” ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามเชื้อชาติของผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาเป็นส่วนมาก โดยไม่ปรากฏหลักฐาน ว่าสร้างขึ้นในยุคสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง ตามประวัติแล้วเชื่อว่าน่าจะมีอายุประมาณ 200 ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางศิลปะ และลักษณะความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมของแต่ละยุคสมัย สิ่งที่วัดแค มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากวัดอื่นโดยทั่วไป ก็คือ เครื่องยอดของหลังคาโบสถ์เป็นรูปมังกรแทนที่เครื่องยอดทั่วไปตามสถาปัตยกรมแบบพุทธศาสนาซึ่งมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ มังกรแบบจีนนี้เลื้อยขดอยู่ที่ปลายสุดของสันหลังคาทั้งสองด้าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ศิลปกรรมแบบจีน นอกจากนั้นบริเวณหน้าบันของวิหาร ยังมีเครื่องถ้วยชามทั้งที่เป็นชามลายครามและชาม ซึ่งการใช้ถ้วยชามประดับสถาปัตยกรรม จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ลักษณะทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และข้อสังเกตต่างๆ จึงสันนิษฐานได้ว่า วัดแค น่าจะสร้างขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมกันในสมัยนั้น ซึ่งมักเรียกว่าแบบจีนนี้นิยม ดังเช่นพระอุโบสถวัดเทพธิดาราม พระปรางค์วัดอรุณฯ พระอุโบสถวัดเขายี่สาน อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม เป็นต้น

โดยจากการศึกษาประวัติศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต พบว่านับตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ - ๓ ไทยยังมีสงครามกับเพื่อนบ้านอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้มีการอพยพเชลยศึกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นกำลังพัฒนาประเทศ เชลยศึกเหล่านั้นถูกกำหนดให้นำมาไว้ที่ริมแม่น้ำนครชัยศรี โดยเฉพาะเขตอำเภอนครชัยศรี เช่น ชุมชนชาวลาวที่ใกล้วัดกลางคูเวียง ชุมชนชาวเขมรที่ใกล้วัดแคและวัดสัมปทวน ส่วนแขกฮินดูจากเขมรไว้ที่วัดโคกแขก และ มอญไว้ที่ทางราชบุรี แต่เดินทางผ่านแม่น้ำนครชัยศรีช่วงวัดท่ามอญวัดตรงนั้นจึงชื่อวัดท่ามอญ ซึ่งในช่วงรัชกาลที่ ๓ ได้มีการอพยพย้ายถิ่นของคนจีนจากหลายจังหวัดและมณฑลของจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อหลีกหนีความยากลำบากจากการดำรงชีพในจีน เพื่อหาแหล่งดำรงชีพที่ดีกว่า จึงมุ่งตั้งหลักปักฐานในประเทศไทย โดยรอนแรมมาทางเรือเข้ามายังอ่าวไทยเพื่อที่จะมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งคนจีนเหล่านั้นก็ได้รับการต้อนรับด้วยดี ทำให้คนจีนแทรกตัวอยู่ในชุมชนไทยทุกหนทุกแห่งที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองในภาคกลางรวมถึงที่มณฑลนครชัยศรีแห่งนี้ด้วย

และเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนบริเวณนครชัยศรี พบว่า หลักฐานจากตอนหนึ่งของหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวกับโบราณคดี ในเมืองนครชัยศรี” ซึ่งอาจารย์ชูสิริ จามรมาน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร เรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. 2513 ตอนหนึ่งว่า “เมืองนครชัยศรี สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ใกล้บริเวณอำเภอนครชัยศรีปัจจุบัน ได้ย้ายจากที่นั่น มาอยู่ที่ใกล้บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2440 คือ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5


บุคคลสำคัญของวัดแค[แก้]

หลวงปู่ยิ้ว วัดแค

-เป็นสหธรรมมิก ( สหายธรรม ) รุ่นพี่ ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว โดยได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ก่อนหลวงปู่บุญ และมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับหลวงปู่บุญ บ่อยครั้งที่หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วจะแวะไปกราบนมัสการหลวงปู่ยิ้ว วัตถุมงคลของหลวงปู่ยิ้วนี้ นักสะสมพระเครื่องในสมัยแรกๆ มักเข้าใจว่าเป็นหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื่องจากช่างในการทำ สกุลช่างเดียวกัน และสร้างในยุคเดียวกัน เป็นพระที่เก่งมาก คนนครชัยศรี ต่างเคารพนับถือกันทั่วไป -เป็นอาจารย์ของเจ้าคุณภา วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งท่านอาจารย์ภา วัดระฆัง เดิมเป็นชาวจังหวัดนครปฐม ย่านนครชัยศรี มีความคุ้นเคยและเคารพนับถือกับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงปู่ยิ้ว วัดแค เป็นอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์ภานี้ ท่านได้สร้างพระหล่อเนื้อโลหะ โดยนำรูปแบบของพระสมเด็จระฆังหลังฆ้อนเดิม มาสร้างเป็นพระหล่อเนื้อโลหะ มีขนาดใหญ่กว่า และผิวตึงเรียบกว่า มีชื่อเรียกกันว่า ระฆังหลังเรียบ อาจารย์ภา วัดระฆัง -เป็นพระอุปัชฌาจารย์ ของ หลวงพ่อน้อย คันธโชโต วัดศีรษะทอง จ.นครปฐม ซึ่งได้ทำพิธีอุปสมบทที่วัดแค เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2456 ปีฉลู โดยในพิธีอุปสมบทของหลวงพ่อน้องครั้งนั้น มีพระอธิการเกิด เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระภิกษุมุน เป็น พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า คันธโชโต เป็นพระเกจิดังเจ้าตำรับพระราหูอมจันทร์ เครื่องรางที่ให้คุณ ในด้านของโชคลาภ, การพ้นจากเคราะห์ต่างๆ และเสริมดวงชะตา มีชื่อเสียงในด้านสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของคลังหลายชนิด แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือ "พระราหูอมจันทร์" และ "พระโคสุลาภ" หรือวัวธนู โดยเฉพาะพระราหูอมจันทร์ ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในชุดเบญจเครื่องรางและให้การยอมรับมาช้านาน โดยพระราหูอมจันทร์ของวัดศีรษะทองมีลักษณะและวิธีการสืบมาจากหลวงพ่อไตร แต่ได้มีการสร้างมากที่สุดในสมัยหลวงพ่อน้อย เป็นการสร้างตามตำรับใบลานจานอักขระขอมลาวที่นำมาจากประเทศลาวโดยตรง

หลวงปู่อ่อน วัดแค

-สำเร็จวิชาผงมหาราช เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิชาผงมหาราชให้กับพระอาจารย์สมชาย วัดปริวาส ซึ่งเป็นเกจิที่มีชื่อเสียงในหมู่นักสะสมเครื่องรางของขลัง ในรูปแบบ ของ "เสือ" ทั้งแบบปั๊มและแบบหล่อโบราณ โดยรูปแบบของวัตถุมงคลเครื่องราง เสือ หรือ พยัคฆราชของ พระอาจารย์สมชาย จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตน มีทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง เนื้องา เนื้อ ไม้มงคล รวมทั้ง เขี้ยวพยัคฆ์ โดยไม่สร้างทับรอย เลียนแบบของพระเถราจารย์ที่ผ่านมา แต่ได้ยึดอักขระ หัวใจพยัคฆราช ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ บารมี ความเกรงขาม ความเมตตา และความแคล้วคลาดภัย คุ้มดวง หนุนดวง เป็นสำคัญ