ลียูโนร์แห่งโปรตุเกส จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ลียูโนร์แห่งโปรตุเกส
Hans Burgkmair d. Ä. 006.jpg
ภาพเหมือนซึ่งสันนิษฐานว่าวาดโดยฮันส์ โบร์กไมอาร์ผู้อาวุโส

พระอิสริยยศ จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ราชวงศ์ อาวิช (โดยกำเนิด)
ฮาพสบวร์ค (โดยสมรส)
ครองราชย์ 19 มีนาคม ค.ศ. 1452 – 3 กันยายน ค.ศ. 1467
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 18 กันยายน ค.ศ. 1434
โตรึชแวดรัช
สิ้นพระชนม์ 3 กันยายน ค.ศ. 1467 (32 พรรษา)
วีเนอร์น็อยชตัท
ฝังพระศพ วีเนอร์น็อยชตัท
พระบิดา พระเจ้าดูวาร์ตึแห่งโปรตุเกส
พระมารดา เลโอนอร์แห่งอารากอน สมเด็จพระราชินีแห่งโปรตุเกส
พระสวามี จักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
พระราชบุตร จักรพรรดิมัคซีมีลีอานที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
คูนีกุนเดอ ดัชเชสแห่งบาวาเรีย

ลียูโนร์แห่งโปรตุเกส (โปรตุเกส: Leonor de Portugal) เป็นอิงฟังตาโปรตุเกสแห่งราชวงศ์อาวิชและเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์จากการเป็นพระมเหสีของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3

วัยเยาว์[แก้]

อิงฟังตาลียูโนร์แห่งโปรตุเกสเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1434 ในโตรึชแวดรัช โดยเป็นหนึ่งในพระโอรสธิดาเก้าคนของพระเจ้าดูวาร์ตึที่ 1 แห่งโปรตุเกสกับพระราชินีเลโอนอร์แห่งอารากอน เป็นพระธิดาคนที่สามแต่เนื่องจากพระเชษฐภคินีสองคนแรกสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ยังเล็ก ลียูโนร์จึงเป็นพระธิดาที่มีชีวิตรอดคนโต ทรงอยู่ในราชสำนักโปรตุเกสในยุคที่กำลังเฟื่องฟู พระเจ้าดูวาร์ตึนั้นเป็นหลานชายของจอห์นแห่งกอนต์จึงมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขุนนางอังกฤษ พระองค์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินการ์เตอร์ พระอนุชาของพระองค์คือเอ็งรีกึราชนาวิก นักสำรวจผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่โปรตุเกสขึ้นมาอยู่ในชั้นแนวหน้าจากการออกสำรวจทางทะเล พระเจ้าดูวาร์ตึยังเป็นนักประพันธ์ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามเรื่องทักษะการขี่ม้าและการประลองทวน

พระบิดาของลียูโนร์สิ้นพระชนม์ตอนพระองค์มีพระชนมายุเพียงสามพรรษา ก่อนหน้าวันครบรอบวันเสด็จพระราชสมภพปีที่สี่เพียงห้าวัน อาฟงซู พระอนุชาของพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์คนใหม่โดยมีพระมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทว่าเลโอนอร์แห่งอารากอนไม่เป็นที่นิยมของขุนนางโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1440 พระนางถูกบีบให้ออกจากประเทศไปอยู่ที่กัสติยาหลังพ่ายแพ้ในศึกแย่งชิงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกับอิงฟังตึเปดรู ดยุคแห่งกูอิงบรา โดยพระนางได้ทิ้งพระธิดาคนโตไว้เนื่องจากพระธิดาประชวรอยู่ในตอนนั้น

จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[แก้]

ภาพเอเนอา ซีลวีโอ บาร์โตโลเมโอ ปิกโกโลมีนี (สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 2 ในอนาคต) กำลังฉลองการสมรสของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กับอิงฟังตาลียูโนร์ (จิตรกรรมฝาผนังโดยปินตูริกกีโน)

เมื่อทรงมีพระชนมายุ 15 พรรษาการสมรสที่ดีมากมายเปิดทางให้แก่ลียูโนร์ พระองค์เป็นคู่สมรสที่ดีพอสำหรับผู้ปกครองผู้ทรงอำนาจในยุโรป พระองค์เกือบได้สมรสกับหลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส แต่การตกลงล้มเหลว สุดท้ายพระองค์ได้สมรสกับพระเจ้าฟรีดริชที่ 3 แห่งเยอรมนีจากราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ว่าที่จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โดยได้มีการตกลงไว้ว่าจะให้เงิน 60,000 เหรียญทองฟลอรินเป็นสินเดิมติดตัว การสมรสผ่านตัวแทนเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1451 ที่กรุงลิสบอน เดือนตุลาคมลียูโนร์ออกเดินทางทางทะเลไปอิตาลีเพื่อพบพระสวามี ระหว่างเดินทางเรือของพระองค์สิบลำถูกโจรสลัดโจมตี แต่ลียูโนร์สามารถไปถึงอิตาลีได้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1452 พระเจ้าฟรีดริชที่ 3 กับข้าราชสำนักของพระองค์ได้มาพบพระมเหสีเป็นครั้งแรกที่ซีเอนา ว่ากันว่าพระองค์หน้าซีดขาวเมื่อได้เห็นพระมเหสีอันเนื่องจากความประหม่าหรือไม่พระองค์ก็อาจกังวลว่าอิงฟังตาผู้มีรูปร่างบอบบางอาจคลอดพระโอรสธิดาให้พระองค์ไม่ได้

ไม่กี่อาทิตย์ต่อมาทั้งคณะได้เดินทางไปยังโรม สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ได้ประกอบพิธีสมรสอย่างเป็นทางการให้ทั้งคู่ในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1452 และได้ทำพิธีราชาภิเษกให้แก่จักรพรรดิและจักรพรรดินีในอีกสี่วันต่อมาในวันที่ 19 มีนาคม ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร โดยจักรพรรดิฟรีดริชเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้ายที่ได้รับการสวมมงกุฎในโรมตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิชาร์เลอมาญ สินเดิมของลียูโนร์ถูกนำไปใช้บรรเทาปัญหาด้านการเงินของพระสวามีและช่วยเพิ่มอำนาจให้แก่พระนาง

เมื่อกลับไปยังราชสำนักของจักรพรรดิฟรีดริชในกรุงเวียนนา ลียูโนร์ได้พบว่าดินแดนดังกล่าวช่างขาดสีสันและโดดเดี่ยวเมื่อเทียบกับโปรตุเกสที่กำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรือง ทั้งคู่มีชีวิตสมรสที่ไม่ค่อยชื่นมื่น พระสวามีเป็นคนเงียบขรึม ไว้ตัว และตระหนี่จนเกินควร ทั้งคู่มีรสนิยมที่แตกต่างกันอย่างมาก ลียูโนร์โปรดปรานการเต้นรำ การเล่นเกม และการล่าสัตว์ ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่จักรพรรดิฟรีดริชโปรดปรานเลย แต่กระนั้นทั้งคู่ก็มีพระโอรสธิดาด้วยกัน 5 คน คือ

  • อาร์ชดยุคคริสท็อฟ (ประสูติ ค.ศ. 1455) สิ้นพระชนม์ในวัยเด็ก
  • มัคซีมีลีอาน (ประสูติ ค.ศ. 1459) สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระบิดา
  • อาร์ชดัชเชสเฮเลนา (ประสูติ ค.ศ. 1460) สิ้นพระชนม์ในวัยเด็ก
  • คูนีกุนเดอ (ประสูติ ค.ศ. 1465/1466) สมรสกับอัลแบร์ทที่ 4 ดยุคแห่งบาวาเรีย
  • อาร์ชดยุคจอห์น (ประสูติ ค.ศ 1466) สิ้นพระชนม์ในวัยเด็ก

มีพระราชบุตรเพียงสองคนที่มีชีวิตอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ คือ มัคซีมีลีอานและคูนีกุนเดอ ว่ากันว่าจักรพรรดิฟรีดริชโทษว่าเหตุผลที่ทำให้พระโอรสธิดาหลายคนสิ้นพระชนม์เป็นเพราะลียูโนร์ให้พระโอรสธิดาเสวยอาหารแบบโปรตุเกส พระองค์จึงทำหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงดูพระโอรสธิดาอีกสองคนที่เหลือด้วยตนเอง ทว่าทุกบันทึกต่างกล่าวตรงกันว่ามัคซีมีลีอานรักพระมารดาเป็นอย่างมากมาตั้งแต่เด็ก พระองค์ได้รับความอบอุ่นจากพระมารดาซึ่งพระบิดาไม่เคยมีให้

ลียูโนร์สิ้นพระชนม์ในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1467 ด้วยวัย 32 พรรษาจากภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดบุตร ร่างของพระองค์ถูกฝังที่อารามคณะซิสเตอร์เชียนในน็อยชตัท นอกกรุงเวียนนา

อ้างอิง[แก้]