ยาทาเล็บ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยาทาเล็บที่บรรจุใส่ขวดยี่ห้อหนึ่ง

ยาทาเล็บ (อังกฤษ: Nail polish; Nail varnish) คือเครื่องสำอางประเภทหนึ่งที่ใช้ตกแต่งเล็บของมนุษย์ ให้มีความสวยงาม

ประวัติ[แก้ไขต้นฉบับ]

นักประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐานความเป็นมาของยาทาเล็บว่าใน 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้ใช้กัมอารบิก, ไข่ขาว, เจลาติน และขี้ผึ้ง เพื่อทำยาทาเล็บ ต่อมาได้พบหลักฐานว่าชาวอียิปต์ใช้เฮนน่ามาทาเล็บ แล้วในช่วงราชวงศ์โจวเล็บจะเป็นการแสดงฐานะทางสังคม เพราะสีนิยมทำเป็นสีทองและสีเงิน และต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์จึงได้ใช้ยาทาเล็บตามยศทาเป็นสีดำและสีแดง ยกเว้นผู้หญิงที่ได้รับอนุญาตทาสีอ่อน หากทาเล็บไม่ถูกสีตามยศจะถูกลงโทษ[1] จนมาถึงปัจจุบันยาทาเล็บได้มีการพัฒนาเป็นหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น

ยาทาเล็บในปัจจุบัน[แก้ไขต้นฉบับ]

ยาทาเล็บในปัจจุบันมีการเพิ่มสีสันหลากหลายเฉดสีที่แปลกใหม่ พร้อมกับลูกเล่นในยาทาเล็บเพื่อเพิ่มความสวยงาม เช่น การใส่กากเพชร และมีการพัฒนาคุณสมบัติของยาทาเล็บมายิ่งขึ้น

คาเรน แกรนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส จากบริษัทวิจัยตลาด เอ็นพีดี กรุ๊ป ได้เปิดเผยเกี่ยวกับการพัฒนาของยาทาเล็บในปัจจุบันว่า "สินค้าเกี่ยวกับการตกแต่งเล็บทุกวันนี้มาในทุกรูปแบบและรูปลักษณ์ ทั้งยังกลายเป็นเครื่องประดับที่ขาดไม่ได้สำหรับการแต่งตัว ยาทาเล็บเป็นอุปกรณ์เสริมแฟชั่นที่ช่วยเสริมให้ยอดขายของบรรดาผู้ผลิตเครื่องสำอางกระฉูดขึ้นด้วยเช่นกัน"

ปีเตอร์ ฟิลิปส์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของชาแนล ให้ความเห็นว่าเกี่ยวกับยาทาเล็บกับผู้บริโภคว่า "ผู้บริโภคพร้อมที่จะทดลองยาทาเล็บสีสันและลวดลายใหม่ๆมากขึ้น สำหรับผู้หญิงที่ไม่กล้าย้อมผมสีแดงเจิดจ้าหรือไม่กล้าสวมกระโปรงรัดรูปทรงดินสอ เธอมักจะกล้าลองทาเล็บสีเขียวนีออนหรือลวดลายแปลกๆ เพราะมันอยู่ห่างไกลใบหน้า"

นอกจากยาทาเล็บจะมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ยอดจำหน่ายของยาทาเล็บในปัจจุบันนั้นยังดีขึ้น โดยจากข้อมูลการสำรวจของเอ็นพีดีพบว่า ยาทาเล็บโดยรวมในการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำยอดจำหน่ายถึง 710 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2554 มีการเติบโต 67% สำหรับกลุ่มผู้จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า และโตขึ้น 29% สำหรับกลุ่มผู้จำหน่ายในร้านค้าทั่วไป (เป็นอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2553)

ผลต่อสุขภาพ[แก้ไขต้นฉบับ]

ยาทาเล็บมีผลต่อสุขภาพ ต่อไปนี้

รศ. พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาบอกกล่าวเกี่ยวกับโทษของยาทาเล็บเกี่ยวกับการแพ้ของยาทาเล็บ ซึ่งเกิดจากสีที่ผสมในยาทาเล็บจะต้องใช้ชนิดไม่ละลายเข้าในเนื้อเล็บ ในยาทาเล็บส่วนมากมีสารฟอร์มาลินเจืออยู่ เพื่อเพิ่มความแข็งของเล็บ สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้ สำหรับยาทาเล็บแบบสีมุก จะผสมด้วยผงกวานีน ซึ่งได้จากเกล็ดปลา อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ในบางราย แต่ส่วนใหญ่การแพ้ยาทาเล็บจะไม่มีผื่นบริเวณรอบเล็บ เพราะในขณะทาเล็บผู้ทาต้องระมัดระวังไม่ให้ยาทาเล็บโดนผิวหนัง ดังนั้นรอยผื่นแพ้ยาทาเล็บมีลักษณะรอยแดงเป็นทางยาวพบในบริเวณใบหน้า หนังตา แก้ม รอบ ๆ ปาก ด้านข้างคอ หรือบริเวณหน้าอก เพราะในขณะรอให้ยาทาเล็บแห้งผู้ทาเล็บอาจขยับทำกิจกรรมต่าง ๆ ยาทาเล็บที่ยังไม่แห้งสนิทจึงสัมผัสผิวหนังในบริเวณดังกล่าว ส่วนยาทาเล็บเมื่อแห้งสนิทจะไม่ทำให้เกิดการแพ้[3]

อ้างอิง[แก้ไขต้นฉบับ]