ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เซนต์เฮเลนส์
ถ่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550
ถ่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550
ชื่อ
ชื่อไทย ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์
ชื่ออังกฤษ Mount St. Helens
ระบบ
ทิวเขา เทือกเขาคาสเคด
ข้อมูลทั่วไป
ประเภท กรวยภูเขาไฟสลับชั้นมีพลัง
อายุ ต่ำกว่า 40,000 ปี
สูงจากระดับน้ำทะเล 2,549 เมตร
ที่ตั้ง สกามาเนียเคาน์ตี, รัฐวอชิงตัน, สหรัฐอเมริกา
พิกัด 46°12′00″N 122°11′21″W / 46.20000°N 122.18917°W / 46.20000; -122.18917พิกัดภูมิศาสตร์: 46°12′00″N 122°11′21″W / 46.20000°N 122.18917°W / 46.20000; -122.18917
ยอดสูงสุด 1,404 เมตร
ผู้พิชิตฯคนแรก โทมัส เจ ดรายเยอร์ (อเมริกัน, ค.ศ. 1853)
เส้นทางที่ง่ายที่สุด ส่วนลาดเอียงทางทิศใต้ของภูเขาไฟ (บริเวณใกล้จุดปะทุมากที่สุด)
สถานที่สำคัญ
  • อนุสาวรีย์แห่งชาติภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์

ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ หรือ เมานต์เซนต์เฮเลนส์ (อังกฤษ: Mount St. Helens) เป็นภูเขาไฟมีพลังประเภทกรวยสลับชั้น ตั้งอยู่ในสกามาเนียเคาน์ตี รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ห่างจากเมืองซีแอตเทิลไปทางใต้ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพอร์ตแลนด์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 80 กิโลเมตร ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ได้ชื่อจากนักการทูตชาวอังกฤษ ลอร์ดเซนต์เฮเลนส์ คู่หูของนักสำรวจ จอร์จ แวนคูเวอร์ ที่สำรวจพื้นที่ในบริเวณนั้นตั้งแต่ปลายคริสต์วรรษที่ 18 ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาคาสเคด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวภูเขาไฟคาสเคด ส่วนหนึ่งของวงแหวนแห่งไฟ ซึ่งมีภูเขาไฟมีพลังตั้งอยู่กว่า 160 ลูก ภูเขาไฟลูกนี้เป็นที่รู้จักกันดีจากการระเบิดและการพ่นเถ้าถ่านออกมา

ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์โด่งดังมากที่สุดจากการระเบิดครั้งรุนแรง ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) เมื่อเวลา 08:32 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เขตเวลาแปซิฟิก)[1] ซึ่งเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติทางภูเขาไฟที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น 57 ราย บ้านเรือน 250 หลัง สะพาน 47 แห่ง ทางรถไฟยาว 24 กิโลเมตร และทางหลวงยาว 298 กิโลเมตรถูกทำลาย การระเบิดทำให้เกิดแผ่นดินถล่มขนาดใหญ่ ลดความสูงของยอดเขาจาก 2,950 เมตร เหลือ 2,550 เมตร และปล่องภูเขาไฟเปลี่ยนรูปกลายเป็นรูปคล้ายเกือกม้า[2] แผ่นดินที่ถล่มลงมามีปริมาตรมากกว่า 2.9 ลูกบาศก์กิโลเมตร หลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งอนุสาวรีย์แห่งชาติภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ ขึ้นมา เพื่อปกป้อง อนุรักษ์ภูเขาไฟ และให้เป็นที่ศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภูเขาไฟ

เช่นเดียวกันภูเขาไฟส่วนใหญ่ในเทือกเขาคาสเคด ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์มีลักษณะเป็นกรวยปะทุ ประกอบด้วยหินลาวา แบ่งชั้นด้วยเถ้า หินพัมมิซ และหินตะกอนอื่น ๆ ภูเขาประกอบด้วยชั้นของหินบะซอลต์ และหินแอนดีไซท์ ผ่านโดมลาวาที่เป็นหินเดไซท์โป่งออกมา โดยโดมหินเดไซท์ที่ใหญ่ที่สุดก่อตัวใกล้กับยอดเขา และโดมขนาดเล็กกว่าคือ โดมโกทร็อกส์ ตั้งอยู่ข้างภูเขาไฟทางตอนเหนือ ซึ่งโดมทั้งสองแห่งนี้ถูกทำลายไปจากการระเบิดเมื่อ ค.ศ. 1980

อ้างอิง[แก้]

  1. "Mount St. Helens National Volcanic Monument". USDA Forest Service.  (สืบค้นวันที่ 26 พฤศจิกายน 2006)
  2. "May 18, 1980 Eruption of Mount St. Helens". USDA Forest Service. สืบค้นเมื่อ 2007-08-11. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Harris, Stephen L. (1988). "Mount St. Helens: A Living Fire Mountain". Fire Mountains of the West: The Cascade and Mono Lake Volcanoes (1st ed.). Missoula, Montana: Mountain Press Publishing Company. pp. 201–228. ISBN 0-87842-220-X. 
  • Mullineaux, D.R.; Crandell, D.R. (1981). The Eruptive History of Mount St. Helens, USGS Professional Paper 1250. Retrieved on October 28, 2006.
  • Mullineaux, D.R. (1996). Pre-1980 Tephra-Fall Deposits Erupted From Mount St. Helens, USGS Professional Paper 1563. Retrieved on October 28, 2006.
  • Pringle (1993). Roadside Geology of Mount St. Helens National Volcanic Monument and Vicinity, Washington State Department of Natural Resources, Division of Geology and Earth Resources Information; Circular 88.
  • USGS/Cascades Volcano Observatory, Vancouver, Washington. Description: Mount St. Helens Volcano, Washington. Retrieved on October 28, 2006.