ภาษีทางอ้อม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาษีทางอ้อม (เช่น ภาษีการขาย(Sales tax) ภาษีต่อหน่วย(per unit tax) ภาษีมูลค่าเพิ่ม(value-added tax, VAT) หรือ ภาษีสินค้าและบริการ(goods and services tax, GST) ภาษีสรรพสามิต(excise) ภาษีการบริโภค(consumption tax) ภาษีศุลกากร(tariff)) เป็นภาษีที่ถูกเรียกเก็บจากสินค้าและบริการก่อนที่จะไปถึงลูกค้าซึ่งเป็นการชำระภาษีทางอ้อมในที่สุด เป็นส่วนหนึ่งของราคาตลาดของสินค้าและบริการที่ได้ทำการซื้อขาย อีกทางเลือกหนึ่ง หากนิติบุคคลที่ได้ชำระภาษีให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีซึ่งไม่ได้ประสบกับรายได้ที่ลดลง กล่าวคือ ผลกระทบและภาระทางภาษีไม่ได้อยู่ในนิติบุคคลเดียวกันซึ่งหมายความว่า ภาษีนั้นสามารถโอนย้ายหรือส่งต่อได้ ภาษีนั้นจึงเป็นทางอ้อม[1]

ภาษีทางอ้อมนั้นจะถูกเก็บโดยคนกลาง(เช่น ร้านค้าปลีก) จากบุคคล(เช่น ผู้บริโภค) ซึ่งได้ชำระภาษีที่ถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ซื้อ ต่อมาคนกลางจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีและส่งต่อภาษีที่ดำเนินการไปให้กับรัฐบาลพร้อมกับการคืนภาษี ในแง่นี้ คำว่าภาษีทางอ้อมนั้นตรงกันข้ามกับภาษีทางตรงซึ่งรัฐบาลจะเรียกเก็บโดยตรงจากบุคคล(ตามกฎหมายหรือธรรมชาติ) ที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ นักวิจารณ์บางคนได้แย้งว่า "ภาษีทางตรงคือสิ่งที่ผู้เสียภาษีนั้นไม่สามารถเรียกเก็บจากผู้อื่นได้ ในขณะที่ภาษีทางอ้อมนั้นสามารถทำได้"[2]

แนวโน้มในโครงสร้างภาษีในประเทศที่อยู่ภายใต้ OECD[3]
โครงสร้างภาษีของประเทศที่อยู่ภายใต้ OECD ในปี ค.ศ. 2018.[4]

ภาษีทางอ้อมถือเป็นสัดส่วนที่สำคัญของรายได้ภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลจัดเก็บมาได้ ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD) แสดงให้เห็นว่าส่วนแบ่งภาษีทางอ้อมเฉลี่ยของรายได้ภาษีทั้งหมดสำหรับประเทศสมาชิกทั้งหมดในปี ค.ศ. 2018 อยู่ที่ 32.7% โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.9% ประเทศสมาชิกที่มีส่วนแบ่งสูงสุดคือ ประเทศชิลีโดยอยู่ที่ 53.2% และอีกด้านหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาโดยอยู่ที่ 17.6% แนวโน้มทั่วไปของอัตราส่วนภาษีทางตรงและทางอ้อมของรายได้ภาษีทั้งหมดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในประเทศที่พัฒนาแล้ว แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งภาษีทางตรงของรายได้ภาษีทั้งหมด แม้ว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังพบเห็นได้ในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่แนวโน้มดังกล่าวมีความเด่นชัดน้อยกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว[5]

ภาษีทางอ้อมมีประโยชน์หลายประการ หนึ่งประการซึ่งสำคัญมากที่สุด(เช่นเดียวกับภาษีทางตรง) คือการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล ภาษีการขายและภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) นั้นมีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ โดยมีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วโลก ความแตกต่างระหว่างภาษีทั้งสองนี้คือ ภาษีการขาย - ลูกค้าจะชำระได้ ในขณะที่ได้ทำการซื้อสินค้าและบริการในช่วงสุดท้าย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม - เป็นภาษีแบบหลายขั้นตอนสำหรับสินค้าและบริการที่ถูกรวบรวมเป็นส่วน ๆ ในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการตามสัดส่วนของมูลค่าเพิ่มโดยแต่ละหน่วยงานที่เสียภาษี[1]

นอกจากบทบาทในการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลแล้ว ภาษีทางอ้อมในรูปแบบของภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้า ยังได้ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมปริมาณการนำเข้าและการส่งออกซึ่งได้ไหลเข้าและออกนอกประเทศ ในกรณีของการนำเข้าโดยการกำหนดภาษีศุลกากร รัฐบาลจะป้องกันผู้ผลิตภายในประเทศจากผู้ผลิตจากต่างประเทศที่อาจจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และสามารถขายสินค้าและบริการในราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งได้ทำการขับไล่ผู้ผลิตภายในประเทศออกจากการตลาด ภายหลังการกำหนดภาษีศุลกากร สินค้านำเข้าจะมีราคาแพงกว่าสำหรับผู้บริโภคภายในประเทศ ดังนั้นผู้ผลิตภายในประเทศดีกว่าก่อนที่จะมีการกำหนดภาษีศุลกากร

นอกจากนี้ ภาษีทางอ้อมในรูปแบบของภาษีสรรพสามิตยังถูกนำมาใช้เพื่อลดการบริโภคสินค้าและบริการที่สร้างผลกระทบภายนอกทางลบ ตัวอย่างเช่น ภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากบุหรี่หนึ่งซองซึ่งจะทำการเพิ่มราคาบุหรี่ต่อหนึ่งม้วน ซึ่งทำให้การบริโภคบุหรี่ลดน้อยลง ซึ่งนำไปสู่ภาวะสุขภาพที่เกิดจากการสูบบุหรี่และการสูบบุหรี่มือสองลดลง นอกจากนี้ ภาษียังกีดกันเยาวชนไม่ให้สูบบุหรี่ เนื่องจากราคานั้นมีการตายตัวต่อความยืดหยุ่นของอุปสงค์บุหรี่[6]

แนวคิดของภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ในฐานะภาษีทางอ้อมเกิดขึ้นมาจากความคิดของนักอุตสาหกรรมชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Dr. Wilhelm von Siemens ในปี ค.ศ. 1918 หนึ่งร้อยปีต่อมา ภาษีได้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพและค่อนข้างง่ายในการรวบรวมและมีผลบังคับใช้ ร่วมกับภาษีสินค้าและบริการ(GST) ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดการเก็บภาษีทางอ้อมจำนวนกว่า 140 ประเทศทั่วโลก[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Schenk, Alan; Oldman, Oliver (2007). "Chapter 1: Survey of Taxes on Consumption and Income, and Introduction to Value Added Tax". Value Added Tax: A Comparative Approach (1st ed.). Cambridge University Press. pp. 5, 23. ISBN 978-0-521-85112-1.
  2. Britannica Online, Article on Taxation. See also Financial Dictionary Online, Article on Direct taxes.
  3. OECD (2020), Revenue Statistics 2020, Chapter 1: Tax revenue trends 1965-2018. Organisation for Economic Co-operation and Development. https://doi.org/10.1787/888934209457
  4. OECD (2020), Revenue Statistics 2020. Chapter 1: Tax revenue trends 1965-2018. Organisation for Economic Co-operation and Development. https://doi.org/10.1787/888934209457
  5. Martinez-Vazquez, Jorge; Vulovic, Violeta; Liu, Yongzheng (2010). "Direct versus Indirect Taxation: Trends, Theory and Economic Significance". International Center for Public Policy Working Paper Series. International Center for Public Policy, Andrew Young School of Policy Studies, Georgia State University.
  6. ข้อผิดพลาด Lua ใน มอดูล:Citation/CS1 บรรทัดที่ 3512: invalid value (nil) at index 2 in table for 'concat'
  7. International Indirect tax guide, Article on grantthornton.global