ฟีลิปแห่งฟลานเดอส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟีลิปที่ 1
Philip of Alsace.jpg

ตราประทับของฟีลิปแห่งอาลซัส
เคานต์แห่งฟลานเดอส์
เกิด ค.ศ. 1143
เสียชีวิต 1 สิงหาคม ค.ศ. 1191
บิดา ตีแยรี เคานต์แห่งฟลานเดอส์
มารดา ซีบีลแห่งอ็องฌู
ขุนนางฝรั่งเศส - กษัตริย์ฝรั่งเศส - ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ฟีลิปแห่งอาลซัส (ค.ศ. 1143 – 1 สิงหาคม ค.ศ. 1191) เป็นเคานต์แห่งฟลานเดอส์ตั้งแต่ ค.ศ. 1168 ถึง ค.ศ. 1191 โดยสืบทอดตำแหน่งต่อจากตีแยรีแห่งอาลซัสผู้เป็นบิดา

เคานต์แห่งฟลานเดอส์[แก้]

การดำรงตำแหน่งของเขาเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1157 ขณะกำลังทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและเป็นเคานต์ร่วมของตีแยรี บิดาที่จากไปทำสงครามครูเสด[1] เขาปราบโฟลริสที่ 3 เคานต์แห่งฮอลแลนด์และหยุดการปล้นแบบโจรสลัด โฟลริสถูกจับกุมตัวในบรูชและถูกจำคุกจนถึงปี ค.ศ. 1167 ที่เขาถูกเรียกค่าไถ่แลกกับการยอมรับว่าฟลานเดอส์มีอำนาจเหนือเซลันด์ ฟีลิปยังกอบกู้วาสลันด์และกัทร์-เมตีเยของฟลานเดอส์กลับคืนมา

ปี ค.ศ. 1159 ฟีลิปแต่งงานกับเอลีซาแบ็ตแห่งแวร์ม็องดัว ธิดาคนโตของเคานต์ราอูลที่ 1 แห่งแวร์ม็องดัวกับเปทรอนีย์แห่งอากีแตน[2] เมื่อพ่อตาเสียชีวิต ภรรยาของเขาได้สืบทอดเคาน์ตีแวร์ม็องดัว ทำให้อำนาจของฟลานเดอส์ขยายตัวไปทางใต้ ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งใหญ่ที่สุดจนเป็นภัยต่อสมดุลอำนาจในฝรั่งเศสเหนือ

ฟีลิปบริหารบ้านเมืองอย่างชาญฉลาดโดยมีรอแบร์ แดร์ ที่มีบทบาทกึ่ง ๆ นายกรัฐมนตรีคอยให้ความช่วยเหลือ ทั้งคู่สร้างระบบบริหารบ้านเมืองที่ทรงประสิทธิภาพและสายสัมพันธ์กับต่างแดนของฟีลิปนั้นดีเยี่ยม เขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสกับพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ, ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าเฮนรีที่ 2 กับทอมัส แบ็กกิต และจับมาร์เกอริต น้องสาวของตนแต่งงานกับโบดวงที่ 5 เคานต์แห่งแอโน

ฟีลิปกับเอลีซาแบ็ตไม่มีลูก ในปี ค.ศ. 1175 ฟีลิปจับได้ว่าเอลีซาแบ็ตลอบคบชู้ วอลแตร์ เดอ ฟงแตน คนรักของเธอถูกทุบตีจนตาย[3] ฟีลิปยังได้อำนาจควบคุมดินแดนของเธอมาอย่างสมบูรณ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส เนื่องจากมาตีเยอและปีแยร์แห่งอาลซัส น้องชายของฟีลิปเสียชีวิตไปแล้ว ในปี ค.ศ. 1177 ก่อนออกเดินทางไปทำสงครามครูเสด เขาจึงแต่งตั้งมาร์เกอริตและโบดวงเป็นทายาท

สงครามกับฝรั่งเศส[แก้]

ฟีลิปกลับมาจากปาเลสไตน์ในปี ค.ศ. 1179 ในตอนนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ป่วยและประกาศชื่อเขาเป็นผู้พิทักษ์ของฟีลิปที่ 2 พระโอรสน้อย หนึ่งปีต่อมาฟีลิปแห่งอาลซัสจับเด็กในการพิทักษ์ของตนแต่งงานกับเอลีซาแบ็ตแห่งแอโน หลานสาว (ลูกของพี่น้อง) ของตน โดยเสนอเคาน์ตีอาร์ตัวและดินแดนอื่นของฟลานเดอส์เป็นสินสอด เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ พระเจ้าฟีลิปที่ 2 เริ่มแยกตัวเป็นอิสระ สงครามอุบัติขึ้นในปี ค.ศ. 1180 ปีการ์ดีและอีล-เดอ-ฟร็องส์ถูกทำลายราบ พระเจ้าฟีลิปปฏิเสธที่จะเปิดสมรภูมิและถือไพ่เหนือกว่า โบดวงที่ 5 ที่ในตอนแรกเป็นพันธมิตรกับพี่เขยเข้ามาแทรกแซงในปี ค.ศ. 1184 ในนามของพระเจ้าฟีลิปผู้เป็นลูกเขย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้บุตรสาว[4] ความขัดแย้งระหว่างเคานต์ฟีลิปกับเคานต์โบดวงมีพระเจ้าฟีลิปคอยให้การสนับสนุน ถึงขั้นประกาศชื่อโบดวงเป็นผู้แทนพระองค์ในการเจรจากับเคานต์ฟีลิป

เอลีซาแบ็ต ภรรยาของเคานต์ฟีลิปเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1183 กระตุ้นให้พระเจ้าฟีลิปที่ 2 ยึดแวร์ม็องดัวมาในนามของอาลีเยนอร์ น้องสาวของเอลีซาแบ็ต ฟีลิปแต่งงานใหม่กับตึเรซา พระธิดาของพระเจ้าอาฟงซูที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งโปรตุเกส ด้วยความกลัวว่าตนเองจะถูกรายล้อมโดยดินแดนของกษัตริย์แห่งเคาน์ตีแอโน เคานต์ฟีลิปจึงลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพร่วมกับพระเจ้าฟีลิปที่ 2 และเคานต์โบดวงที่ 5 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1186 โดยยอมยกแวร์ม็องดัวให้กษัตริย์ แม้จะได้รับอนุญาตให้ครองตำแหน่งเคานต์แห่งแวร์ม็องดัวต่อไปจนเสียชีวิต

สงครามครูเสดครั้งที่สองของฟีลิปและการเสียชีวิต[แก้]

ปี ค.ศ. 1190 ฟีลิปรับกางเขนเป็นครั้งที่สองและตามไปสมทบกับคณะของชาวฟลานเดอส์ที่เดินทางไปปาเลสไตน์ก่อนแล้ว หลังไปถึงการปิดล้อมอาเคร เขาติดโรคระบาดในค่ายของผู้ทำครูเสดและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1191[5] ภรรยาที่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงที่เขาไม่อยู่นำร่างของเขากลับไปฟลานเดอส์ ร่างของฟีลิปถูกฝังในวิหารแกลร์โว เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในการมีทายาทกับเคาน์เตสมาติลดา (ตึเรซา) มาร์เกอริต น้องสาวของเขาจึงสืบทอดตำแหน่งต่อ และโบดวง น้องเขยของเขาขึ้นปกครองเป็นโบดวงที่ 7 แห่งฟลานเดอส์[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. Nicholas, David M (1992). Medieval Flanders. Routledge, p. 71.
  2. Baldwin, John W. (1986). The Government of Philip Augustus: Foundations of French Royal Power in the Middle Ages. University of California Press, p. 15.
  3. Gislebertus (of Mons) (2005). Chronicle of Hainaut. Translated by Napran, Laura. The Boydell Press, p. 34 note138.
  4. Wolff, p. 282.
  5. Bryant 2015, p. 1.
  6. Wolff, p. 282.