พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเร
ฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร
พิกัดทางภูมิศาสตร์29°53′38″N 31°12′6″E / 29.89389°N 31.20167°E / 29.89389; 31.20167พิกัดภูมิศาสตร์: 29°53′38″N 31°12′6″E / 29.89389°N 31.20167°E / 29.89389; 31.20167
นามร่วมสมัย
<
N5F35I9
>R8D21G30O24
[1]
Nṯr.j-b3w-nfr-f-Rˁ[2]
Netjeri-bau-Nefer-ef-Ra
"พระผู้เป็นเจ้าเป็นบาของเนเฟอร์อิร์ตาเร"[3]
หรือ "พระผู้เป็นเจ้าคือพลังของเนเฟอร์อิร์คาเร"[4]
การก่อสร้างราชวงศ์ที่ห้า
(ก่อนคริตส์ศักราช 2460 – 2455)[5]
วัสดุหินปูน
ความสูง~7 เมตร (23 ฟุต)[6]
ฐาน65 เมตร (213 ฟุต 3 นิ้ว)[7]
ความชัน78° [8]
พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเร is located in อียิปต์
พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเร
ที่ตั้งของพีระมิดในประเทศอียิปต์

พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเร[9] เป็นสุสานของราชวงศ์ที่ 5 ของอียิปต์โบราณที่สร้างไม่เสร็จซึ่งตั้งอยู่ในสุสานของอบูรศีร์ประเทศอียิปต์ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร พีระมิดที่ยังไม่เสร็จกลายเป็นสถานที่ฝังศพของกษัตริย์ฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร แม้ผู้สืบทอดจะมีการปรับแต่งใหม่ให้สมบูรณ์แต่ก็ยากเพราะมีโครงสร้างที่ซับซ้อน[10][11]

พีระมิดแห่งนี้ถูกละเลยโดยนักโบราณคดีในสมัยก่อน การเจอพีระมิดครั้งแรกเจอโดยคาร์ล ริชาร์ด ผู้ซึ่งเรียกมันว่า Lepsius XXVI แต่การวิจัยเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2517 โดยทีมมหาวิทยาลัยในประเทศเช็ก มีการเจอรูปปั้นประกอบด้วยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเรพร้อมข้อความระยะสั้นว่า nTri bAw nfrf ra ("พระเจ้าเป็นอำนาจของเนเฟอร์อิร์คาเร") พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเรไกลที่สุดในทะเลทรายของพีระมิดแห่งอบิวเสียทั้งหมด เป็นพีระมิดที่มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศอียิปต์รองจากจากพีระมิดแห่งเอนัส

พีระมิด[แก้]

มุมมองมุมสูงในโครงสร้างของขั้นตอนหลักแรกของพีระมิด
A: ผนังภายนอก
B: ผนังภายใน
C: ปูน
D: หลุมสำหรับห้องใต้ดิน
E: หลุมสำหรับการเข้า

พีระมิดเนเฟอร์อิร์คาเรเริ่มต้นด้วยความยาว 65 เมตร (213 ฟุต) และอาจเป็นพีระมิดที่มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศอียิปต์รองจากจากพีระมิดแห่งเอนัส ความสูงตามที่วางแผนไว้และความลาดเอียงด้านข้างไม่เป็นที่รู้จักเนื่องจากไม่ได้ยึดติดกับก้อนหิน พีระมิดควรได้รับแกนหลักที่ปกคลุมไปด้วยหินปูนที่ดี แต่การก่อสร้างไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้อย่างแรก[12]

โครงสร้าง[แก้]

พีระมิดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยตรงบนพื้นหิน แต่เป็นรากฐานที่ทำด้วยหินปูนขนาดใหญ่ เหล่านี้ถูกตัดออกจากพื้นหินในขณะขุดหลุมที่แกนพีระมิด หลุมนี้ได้รับโครงสร้างที่จำเป็น (ที่โดดเด่นที่สุดคือห้องที่ฝังพระศพ) ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ใช้กับพีระมิดราชวงศ์ที่ 5 ของอียิปต์โบราณ

ส่วนประกอบ[แก้]

การฟื้นฟูส่วนประกอบหลังจากการแปลงจากพีระมิด
A: ไม้ฉาบ
B: ภายในวิหาร
C: ห้องกองฟาง
D: ที่ฝังพระศพ
E: ทางเข้าที่ฝังพระศพ
F: รูปภาพ
G: วิหารมีด
H: รั้ว

ที่ฝังพระศพ[แก้]

วิหารเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของพีระมิดถูกสร้างขึ้นในอาคารแรกของที่ฝังพระศพ หินปูนมีทิศทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทางลาดชันช่วยให้สามารถเข้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้ ที่ฝังพระศพนี้มีห้องโถงที่ได้รับมอบอำนาจและห้องพิธีกรรมสำหรับการฉาบปูน ภาพพิมพ์ของแท่นบูชาอยู่ในเวลานั้นสามารถตรวจสอบได้ ประตูลวงตั้งอยู่ที่ผนังด้านตะวันตกซึ่งมีจารึกที่ทำจากทองคำ[13]

วิหารมีด[แก้]

ถูกสร้างขึ้นนอกกำแพงด้านตะวันออกของวิหารทางตอนใต้และด้านใต้ของประตูทางเข้าที่สร้างขึ้นในช่วงที่สอง เป็นโรงฆ่าสัตว์เพื่อประกอบพิธีกรรมสำหรับบูชายัญสัตว์สำหรับฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร อาคารถูกสร้างขึ้นจากอิฐโคลนและผนังภายนอกมีมุมรอบ

ผนังกลม[แก้]

ประกอบด้วยผนังอิฐขนาดใหญ่ที่มีมุมรวมกับบล็อกหินปูน ส่วนหนึ่งของศาลในมุมตะวันตกเฉียงเหนือถูกแยกออก วัตถุประสงค์ไม่มีใครทราบ[14]

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดวงอาทิตย์[แก้]

สันนิษฐานว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้อบิวเสียแม้ว่าจะไม่มีวันที่พบ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร ฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเรให้ชื่อว่า hetep re ("Re's offering table") ตามจารึก[15][16]

อ้างอิง[แก้]

  1. Verner 2001d, p. 301.
  2. Budge 1920, p. 921.
  3. Arnold 2003, p. 159.
  4. Verner 2001d, p. 304.
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Schneider
  6. Verner 2001d, p. 306.
  7. Lehner 2008, p. 146.
  8. Lehner 2008, p. 147.
  9. หนังสือเอาชีวิตรอดในพีระมิด เล่มที่ 4 หน้าที่ 193 หัวข้อ พีระมิดในยุคกลาง, ราชวงศ์ที่ 5
  10. (in German) T. Schneider: Lexikon der Pharaonen. Deutscher Taschenbuchverlag, 1996, pp. 261–262
  11. Verner 1999, pp. 336–345 Neferefre's (Unfinished) Pyramid
  12. Lehner 1997, pp. 146–148
  13. (in German) Rainer Stadelmann: Die ägyptischen Pyramiden. Vom Ziegelbau zum Weltwunder. pp. 174–175
  14. Verner 1999, p. 344
  15. (in German) Susanne Voß: Untersuchungen zu den Sonnenheiligtümern der 5. Dynastie. Bedeutung und Funktion eines singulären Tempeltyps im Alten Reich. Hamburg 2004, pp. 153–155
  16. (in German) Miroslav Verner: Die Sonnenheiligtümer der 5. Dynastie. In: Sokar, 10th edition, 2005, p. 44

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

ทั่วไป[แก้]

  • Hawass, Zahi (2003). The Treasures of the Pyramids. Amalgamated Book. pp. 249–251. ISBN 9788880952336.
  • Lehner, Mark (1997). The Complete Pyramids: Solving the Ancient Mysteries. New York: Thames and Hudson Inc. ISBN 9780500285473.
  • Verner, Miroslav (1999). The Pyramids: The Mystery, Culture, and Science of Egypt's Great Monuments. Grove/Atlantic. ISBN 978-0802117038.

พิเศษ[แก้]

  • Landgráfová, Renata : Abusir XIV. Faience Inlays from the Funerary Temple of King Raneferef. Czech Institute of Egyptology, Prag 2006.
  • Posener-Kriéger, Paule, Miroslav Verner, Hana Vymazalova: Abusir X. The Pyramid Complex of Raneferef. The Papyrus Archive. Czech Institute of Egyptology, Prag 2006.
  • Posener-Kriéger, Paule : Quelques pièces du matériel cultuel du temple funéraire de Rêneferef. In: Mitteilungen des Deutschen Archäologischen Instituts, Abteilung Kairo. (MDIAK) volume 47), von Zabern, Mainz 1991, pp. 293–304
  • Verner, Miroslav et al.: Abusir IX: The Pyramid Complex of Raneferef, I: The Archaeology. Czech Institute of Egyptology, Prag 2006, ISBN 8020013571
  • Verner, Miroslav : Les sculptures de Rêneferef découvertes à Abousir [avec 16 planches] (= Bulletin de l´Institut Francais d´archéologie orientale. volume 85). 1985, pp. 267–280 with XLIV-LIX suppl.
  • Verner, Miroslav : Supplément aux sculptures de Rêneferef découvertes à Abousir [avec 4 planches] (=Bulletin de l´Institut Francais d´archéologie orientale. volume 86). 1986, pp. 361-366 (PDF)
  • Vlčková, Petra : Abusir XV. Stone Vessels from the Mortuary Complex of Raneferef at Abusir. Czech Institute of Egyptology, Prag 2006.