ข้ามไปเนื้อหา

พระเจ้าเจี๋ย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจี๋ย
ภาพสลักที่ศาลแห่งหนึ่งในเทศมณฑลเจียเสียง (嘉祥縣) แสดงภาพเจี๋ยถือง้าว อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ประทับนั่งบนสตรีสองนาง เป็นสัญลักษณ์แห่งการข่มเหง
ตำแหน่งพระมหากษัตริย์จีน
บุพการีบิดา: ฟา (發)

เจี๋ย (จีน: ; พินอิน: Jié; ตามประเพณีเชื่อว่า มีชีวิตอยู่ระหว่าง 1728–1675 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นผู้ปกครองคนที่ 17 และคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์เซี่ย (夏朝) ในประเทศจีน ถือกันมาแต่เดิมว่า เป็นทรราชที่กดขี่ประชาราษฎร์ นำความพินาศมาสู่ราชวงศ์[1]

ราว 1600 ปีก่อนคริสตกาล ทาง (汤) ผู้ปกครองราชวงศ์ชาง (商朝) ปราบเจี๋ยได้ ทำให้ราชวงศ์เซี่ยซึ่งอยู่มากว่า 500 ปีต้องสิ้นสุดลง และราชวงศ์ชางเข้าสู่อำนาจแทน[2]

ครอบครัว

[แก้]

เจี๋ยเป็นบุตรของฟา (發) ผู้ปกครองคนที่ 16 แห่งราชวงศ์เซี่ย

ชื่อเดิมของเจี๋ย คือ ลฺหวี กุ่ย (履癸)[3]

การปกครองเซี่ย

[แก้]

เจี๋ยสืบราชสมบัติต่อจากบิดาในปีเหรินเฉิน (壬辰)[4][5]

เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว เขาใช้ชีวิตเสเพลสุรุ่ยสุร่าย และโหดร้ายต่อไพร่ฟ้าของตน[3] แต่ละวันสาละวนอยู่กับกิจกรรมทางเพศ ความบันเทิง และความฟุ่มเฟือย[2] เขายังไม่ชอบให้ผู้ใดมาวิจารณ์ชีวิตตน และหลายคนก็หวาดกลัวเขาอย่างยิ่ง[6]

มีบันทึกว่า ในช่วงสามปีแรกของรัชกาล เขาสั่งให้ทำลายหอหรง (容台) และได้ปราบกบฏชาว Quanyi ที่รุกรานเข้ามาถึง Qi ด้วย[4][5] ช่วงเดียวกัน เขาเห็นว่า วังของตนเรียบง่ายเกินไป จึงสั่งให้สร้างวังแห่งใหม่ เรียก "ชิงกง" (傾宮; "วังเอียง") ต้องเกณฑ์ราษฎรนับหมื่นมาทำ ทั้งเรียกระดมทรัพยากรนับไม่ถ้วน เจ็ดปีจึงเสร็จ ไพร่ฟ้าทุกข์ยากสาหัส[7]

ในปีที่ 6 ของรัชกาล เขาจัดงานรื่นเริงต้อนรับทูตต่างชาติ ทั้งยังออกรับทูตจาก Qizhong ที่เขามองว่าเป็นชาวป่าเถื่อน ครั้นปีที่ 11 ของรัชกาล เขาเรียกเจ้าประเทศราชทั้งปวงมาเข้าเฝ้า เจ้าแห่งราชอาณาจักร Youmin ไม่มา เขาจึงจัดทัพไปตีราชอาณาจักรดังกล่าวจนได้ชัยชนะ[4][5]

ในปีที่ 13 ของรัชกาล เขาย้ายเมืองหลวงจากเจินสฺวิน (斟鄩) ไปยังเหอหนาน (河南)[4][5] ช่วงนั้น เขาเริ่มใช้เสลี่ยงที่ให้มนุษย์แบก เรียกว่า เหนี่ยน (輦)[4][5]

ปีที่ 14 ของรัชกาล เขานำทัพไปยังหมินชาน (岷山) ที่ซึ่งเขาได้เจอกับธิดาสองคนของกษัตริย์แห่งหมินชาน เขาเอานางทั้งสองเป็นชายา โดยเปลี่ยนชื่อให้เป็น เฉา (苕) และฮฺวา (华) ตามลำดับ เขาลุ่มหลงหญิงสองนางนี้มาก กระทั่งยอมเลิกรากับชายาเดิม คือ เม่ย์ สี่ (妹喜) แล้วสร้างตำหนักบนยอดวังของตนเพื่อให้นางทั้งสองอยู่อาศัย[4][5]

เอกสาร เลี่ย-นฺหวี่-จฺว้าน (列女傳) ระบุว่า นางบำเรอคนโปรดคนหนึ่งของเขานามว่า มั่ว สี่ (妺喜) เป็นหญิงรูปงามแต่จิตใจต่ำทราม[8][9] นางขอให้เขาสั่งขุดบ่อแล้วเอาสุราเทลงไป[9] เพื่อที่นางและเขาจะได้ล่องเรืออยู่ในบ่อสุรานั้น ทั้งอนุญาตให้ชายหญิงที่เมามายร่วมเพศหมู่กันบนเรือได้[10] เอกสารยังว่า ครั้งหนึ่ง นางสั่งให้ชาย 3,000 คนลงไปดื่มสุราในบ่อให้เกลี้ยง แต่เมื่อคนใดจมสุรา นางก็หัวเราะชอบใจ[9][10] เหตุการณ์เหล่านี้ยังมีบันทึกในเอกสาร หานชือว่าย-จฺว้าน (韓詩外傳)[10][11]

เจี๋ยมักบริโภคอาหารพิสดาร ผักต้องมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ปลาต้องมาจากทะเลตะวันออก (東海) เครื่องปรุงต้องทำจากขิงที่ขึ้นในภาคใต้ เกลือที่ใช้ก็ต้องมาจากภาคเหนือ[3] ต้องใช้แรงงานคนมากมายในการจัดหาของกินดังกล่าวมาเปรอปรนเขา ผู้ใดจัดหามาให้ผิดก็ถูกประหารทันที[3]

เจี๋ยยังมักดื่มสุราชิงฉุน (清醇; "เหล้าใส") ซึ่งต้องปรุงพิเศษ ถ้าปรุงมาไม่ถูกใจ เขาก็สั่งประหารผู้ปรุง ผู้คนมากมายถูกประหารไปเพราะเหตุนี้[3] เขายังมักดื่มสุราโดยนั่งอยู่บนหลังผู้อื่นเหมือนขี่ม้า[3] ครั้งหนึ่ง เขาจะขี่หลังอัครมหาเสนาบดีของตน แต่อัครมหาเสนาบดีผู้นั้นตรากตรำมาทั้งวัน ไม่อาจเป็นม้าให้เขาได้อีก จึงขอให้เจี๋ยงดเว้นสักวัน แต่เจี๋ยสั่งประหารทันที[3] กวาน หลงเฝิง (關龍逢) อัครมหาเสนาบดีคนใหม่ ทูลเขาว่า พฤติกรรมของเขาทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา ทั้งภูเขาและสายน้ำ (江山) ก็ไม่เข้าข้างเขาอีกต่อไป เขาฟังแล้วโกรธ สั่งประหารกวาน หลงเฝิง ทันทีเช่นกัน[3]

เอกสารประวัติศาสตร์ยังบันทึกปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผิดประหลาดในรัชกาลเจี๋ยเอาไว้ เริ่มในปีที่ 10 ของรัชกาล ที่มีดาวห้าดวงเรียงตัวกันบนฟากฟ้า ต่อมาเกิดฝนดาวตก และแผ่นดินไหว[4][5] ครั้นปีที่ 29 เจี๋ยสั่งขุดอุโมงค์น้ำไหลผ่านภูเขา Qu แต่ภูเขาถล่มในปีถัดมา[4][5] นอกจากนี้ ยังเกิดภัยธรรมชาติในช่วงฤดูหนาวที่หลิงซุ่ย (聆隧)[4][5] เอกสารจากปลายสมัยราชวงศ์ฉิน (秦朝) ว่า ช่วงท้ายของรัชกาลเจี๋ย มักเกิดน้ำแข็งในยามเช้าของฤดูร้อน ทั้งเกิดเกล็ดหิมะตลอดเดือนกรกฎาคม ต่อมา ฝนถล่มอาคารบ้านเรือน อากาศก็แปรปรวน ฤดูร้อนกลับหนาว ฤดูหนาวกลับร้อน พืชพันธุ์ธัญญาผลสูญเสียสิ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เหตุการณ์เหล่านี้ คือ ฤดูหนาวจากภูเขาไฟ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อราว 1628 ปีก่อนคริสตกาล[12]

จุดจบของเซี่ย

[แก้]

ราชวงศ์เซี่ยปกครองประเทศราชน้อยใหญ่หลายแห่ง หนึ่งในนั้น คือ รัฐชาง (商國) ซึ่งนับวันยิ่งทวีอำนาจ ผู้ปกครองรัฐชาง นามว่า ทาง เห็นว่า เจี๋ยปฏิบัติต่อราษฎรอย่างโหดร้าย จึงอาศัยเหตุนี้มาแสวงหาเสียงสนับสนุนในการโค่นล้มราชวงศ์เซี่ย ซึ่งก็ได้รับจากรัฐเล็กต่าง ๆ กว่า 40 รัฐ[13] ครั้งหนึ่ง ทางแถลงต่อผู้สนับสนุนว่า เขาไม่ประสงค์จะสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ก็จำเป็นต้องทำตามอาณัติสวรรค์ (天命) เพื่อยุติทุรยุคที่เจี๋ยก่อขึ้น[13] เขายังว่า เจี๋ยหมดอาณัติจะปกครองแผ่นดินแล้ว แม้แต่แม่ทัพนายกองของเจี๋ยเองก็ไม่ฟังคำสั่งของเจี๋ยอีก[13]

ราวปีที่ 17 ของรัชกาลเจี๋ย ทางส่งอี อิ่น (伊尹) เป็นทูตมายังเหอหนาน เมืองหลวงของราชวงศ์เซี่ย อี อิ่น อยู่เหอหนานราวสามปีจึงกลับคืนไปยังรัฐชาง[4][5] เวลาเดียวกัน รัฐชางก็เริ่มเคลื่อนพลไปยึดครองเมืองต่าง ๆ โดยในปีที่ 26 ของรัชกาลเจี๋ย ชางเอาชนะ Wen ได้ สองปีต่อมา คุนอู๋ (昆吾) มาตีรัฐชาง นำไปสู่สงครามระหว่างรัฐทั้งสองในหลายปีถัดมา[14] ทำให้ชางต้องชะลอโครงการล้มล้างเซี่ยออกไป กระนั้น ชางก็ยังสามารถขยายฐานอำนาจเรื่อย ๆ จนสามารถจัดตั้งทัพจากเหล่าประเทศราชต่าง ๆ ได้ที่จิ่งปั๋ว (景亳)[4][5] กองทัพชางบุกไปยึดมี่-ซฺวี (密須), หฺวา (滑), และกู้ (顧) ได้[14] ขณะเดียวกัน Zhong Gu ราชบัณฑิตคนสำคัญของเซี่ย ก็หนีออกจากเซี่ยมาเข้าด้วยชาง[4][5][14]

ในปีที่ 31 ของรัชกาลเจี๋ย ทางส่งทหารจากเอ๋อร์ (陑) ไปตีที่มั่นของราชวงศ์เซี่ยและคุนอู๋พร้อมกัน คุนอู๋ถูกพิชิตอย่างรวดเร็ว[4][5] เวลานั้น ราชวงศ์เซี่ยเสื่อมอำนาจลงมาก และหนีไปตั้งมั่นอยู่ริมแม่น้ำเหลือง (黄河)[6] ทหารฝ่ายชางรุกไปตีเซี่ยจนเกิดเป็นยุทธการหมิงเถียว (鸣条之战) ซึ่งสองฝ่ายสู้กันท่ามกลางพายุใหญ่ ผลลัพธ์ คือ กองทัพเซี่ยพ่ายแพ้ราบคาบ[4][5]

เจี๋ยลี้ภัยไปอยู่ยัง Sanzong[4][5] ขุนพลอู้จื่อ (戊子) นำกำลังออกติดตามเจี๋ย จับตัวได้ที่ Jiaomen และถอดเขาออกจากตำแหน่งกษัตริย์ เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์เซี่ย แต่ภายหลัง ก็ให้ปล่อยตัวเจี๋ยไป ณ หนานจ้าว (南詔)[4][5][14] เจี๋ยไปล้มป่วยจนเสียชีวิตในที่สุด[13] ส่วนทางเองก็สืบตำแหน่งผู้ปกครองแผ่นดินต่อ นับเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ชาง

อ้างอิง

[แก้]
  1. 劉煒/著. [2002] (2002) Chinese civilization in a new light 中華文明傳真#1 原始社會:東方的曙光. Publishing Company. ISBN 962-07-5314-3. pg 150.
  2. 1 2 王恆偉. (2005) (2006) 中國歷史講堂 #1 遠古至春秋. 中華書局. ISBN 962-8885-24-3. p 26.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 王恆偉. (2005) (2006) 中國歷史講堂 #1 遠古至春秋. 中華書局. ISBN 962-8885-24-3. p 27.
  4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 Bamboo annals Xia chapter on Xia Jie under the name Gui (癸).
  5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 Virginia.edu. "Virginia.edu contents of Bamboo annal." Xia chapter. Retrieved on 2010-10-03.
  6. 1 2 戴逸, 龔書鐸. [2002] (2003) 中國通史. 史前 夏 商 西周. Intelligence press. ISBN 962-8792-80-6. p 51.
  7. 戴, 逸; 龔, 書鐸. 史前‧夏‧商‧西周. 中國通史(學生彩圖版) (ภาษาจีน). Hong Kong. pp. 50, 51, 60–63. ISBN 978-962-8792-80-1.
  8. Virginia.edu. "Virginia.edu เก็บถาวร 2006-08-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน." etext scan. Retrieved on 2010-10-03.
  9. 1 2 3 Lienü zhuan (列女傳) scroll 7 chapter on Jie of Xia with Mo Xi
  10. 1 2 3 S.J Marshall. [2002] (2002) The Mandate of Heaven: Hidden History in the I Ching. Columbia university press. ISBN 0-231-12299-3, ISBN 978-0-231-12299-3. p 177-178.
  11. Han shi waizhuan (韓詩外傳) scroll 2.
  12. Pang, Kevin (1985). "Three Very Large Volcanic Eruptions in Antiquity and Their Effects on the Climate of the Ancient World". Eos. 66 (46): 816.
  13. 1 2 3 4 王恆偉. (2005) (2006) 中國歷史講堂 #1 遠古至春秋. 中華書局. ISBN 962-8885-24-3. p 30.
  14. 1 2 3 4 高明士, 国真梁. [2007] (2007). 中國通史. 五南圖書出版股份有限公司. ISBN 957-11-4312-X, 9789571143125. p46.