ปฏิบัติการดาวน้ำเงิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปฏิบัติการดาวน้ำเงิน
เป็นส่วนหนึ่งของ ความไม่สงบในปัญจาบ
Akal takhat amritsar.jpg
อกาลตัขตะในปัจจุบัน โดยอกาลตัขตะเป็นอาคารที่เสียหายอย่างหนักและพังทลายลงมาจากการโจมตีในปฏิบัติการดาวน้ำเงิน
วันที่ 1–8 มิถุนายน 1984
สถานที่ หริมันทิรสาหิบ ใน อมฤตสระ, รัฐปัญจาบ, ประเทศอินเดีย
ผลลัพธ์
  • Jarnail Singh Bhindranwale ถูกสังหาร
  • กองกำลังติดอาวุธซิกข์ถูกกวาดล้างหมดจากหริมันทิรสาหิบ
คู่ขัดแย้ง
 อินเดีย ขบวนการขาลิสถาน
[1][2][3]

สนับสนุนโดย
ปากีสถาน ISI ของปากีสถาน[4][5]
 กองทัพบกปากีสถาน Special Services Group[4]

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of Indian Army.svg พันตรี นายพล Kuldip Singh Brar
Flag of Indian Army.svg พลโท นายพล Ranjit Singh Dyal[6]
Flag of Indian Army.svg พลโท นายพล Krishnaswamy Sundarji
Jarnail Singh Bhindranwale 
Amrik Singh 
Shabeg Singh 
กำลัง
10,000 กองร้อยติดอาวุธ จากทัพที่ 9
175 พลร่มและ พลปืนใหญ่
700 ชวัน จาก CRPF 4th Battalion และ BSF 7th Battalion
150 ชวัน จาก ตำรวจปัญจาบติดอาวุธ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน. หริมันทิรสาหิบ[ต้องการอ้างอิง]
ไม่ทราบ
กำลังพลสูญเสีย
83 ราย[7][8]
493 ราย[7] ทั้งกองกำลังขาลิสถานและประชาชนผู้บริสุทธิ์ (ทางการ) ถึงแม้การประมาณการบางสำนักอาจจะตั้งไว้ที่สูงกว่านี้มาก[9]

ปฏิบัติการดาวน้ำเงิน (Operation Blue Star) เป็นรหัสชื่อของการปฏิบัติการทางทหารที่กองทัพอินเดียเริ่มในระหว่างวันที่ 1 และ 8 มิถุนายน 1984 เพื่อกำจัดหัวหน้ากองกำลังซิกข์ติดอาวุธ Jarnail Singh Bhindranwale และสมุนออกจากหมู่อาคารของหริมันทิรสาหิบ (วิหารทอง) ในอมฤตสระ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย การตัดสินใจนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีอินเดียในขณะนั้น อินทิรา คานธี[10] เหตุการณ์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 1982 เมื่อ Harchand Singh Longowal ประธานพรรคการเมืองซิกข์ อากลิดาล (Akali Dal) เชิญชวนให้ Bhindranwale มาอาศัยในหมู่อาคารหริมันทิรสาหิบเพื่อหลบหลีกการจับกุม[11][12] ต่อมา Bhindranwale ได้ทำให้วิหารอันเป็นที่เคารพของศาสนิกชนทั่วโลกกลายเป็นคลังแสงและสำนักงานใหญ่สำหรับขบวนการขาลิสถาน[13]

หน่วยข่าวกรองอินเดียได้รายงานว่าหัวหน้าหลักสามคน คือ Shabeg Singh, Balbier Singh และ Amrik Singh ได้เดินทางไปปากีสถานถึง 6 ครั้งในรอบระหว่างปี 1981 และ 1983.[4] นอกจากนี้ยังระบุว่ามีการจัดการฝึกซ้อมอาวุธในคุรุทวาราต่าง ๆ ในรัฐชัมมูและกัศมีร์ และรัฐหิมาจัลประเทศ และมีรายงานว่าหน่วยข่าวกรองโซเวียต KGB ได้ให้ความร่วมมือกับแผนการในปัญจาบ แทนที่จะร่วมมือกับหน่วยงานสำนักข่าวกรอง RAW ของอินเดีย, CIA ของสหรัฐ และ ISI ต่อมา RAW ได้รับข้อมูลว่า Special Service Group ที่ได้รับการฝึกแล้วกว่าพันคนจากหน่วยคอมมานโดของกองทัพปากีสถานได้รับคำสั่งให้เดินทางเข้ามายังปัญจาบของอินเดีย เพื่อช่วยเหลือ Bhindranwale ในการต่อสู้กับรัฐบาลอินเดีย

ในวันที่ 1 มิถุนายน 1984 หลังการต่อรองกับกองกำลังขาลิสถานล้มเหลว อินทิรา คานธีจึงตัดสินใจออกคำสั่งให้ปฏิบัติการดาวน้ำเงิน[14] กองพลจากหลายกองทัพและภาคส่วนเดินทางเข้ามาล้อมหมู่อาคารวิหารทองในวันที่ 3 มิถุนายน 1984 กองทัพมีการใช้โทรโข่งเพื่อเจรจาให้กองกำลังขาลิสถานยอมจำนน และยังได้ร้องขอให้กองกำลังปล่อยศาสนิกชนบริสุทธิ์ผู้มาแสวงบุญในวิหารที่ถูกกักไว้ภายในออกมาก่อนที่จะทำการปะทะ อย่างไรก็ตามไม่มีการยอมจำนนหรือปล่อยประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกมาจากวิหารจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 1 ทุ่มตรง[15] การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน โดยมีการต่อสู้กันประปราย (skirmishes) และดำเนินไปเป็นเวลา 3 วัน สิ้นสุดลงในวันที่ 8 มิถุนายน ตามด้วยปฏิบัติการกวาดล้างที่ตามมาทั่วทั้งปัญจาบภายใต้ชื่อปฏิบัติการวู้ดโรส[4]

กองทัพอินเดียประมาณการกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองกำลังขาลิสถานต่ำเกินไป การยิงต่อสู้เกิดขึ้นอย่างหนักที่อกาลตัขตะ หนึ่งในหมู่อาคารของวิหารทอง อาคารนี้ใช้เป็นที่มั่นของกองกำลังขาลิสถาน การยิงต่อสู้เกิดขึ้นยาวนาน 24 ชั่วโมง กองทัพอินเดียจึงสามารถเข้ายึดอาคารอกาลตัขต์ และหมู่อาคารของวิหารทองทั้งหมดได้ เป็นผลให้มีกองทัพอินเดียเสียชีวิต 83 ราย และบาดเจ็บ 249 ราย[16] ตามการประมาณการของทางการ ระบุว่ากองกำลังขาลิสถานถูกจับกุมทั้งหมด 1,592 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งกองกำลังขาลิสถานและศาสนิกชนผู้บริสุทธิ์ที่มาแสวงบุญรวม 493 ราย[7] ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่เป็นศาสนิกชนผู้บริสุทธิ์นั้นเกิดจากที่กองกำลังขาลิสถานใช้ผู้แสวงบุญที่ถูกกักไว้ภายในวิหารเป็นโล่มนุษย์[17]

การลงมือของกองทัพอินเดียในศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวซิกข์นี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยศาสนิกชนซิกข์ทั่วโลก ผู้ตีความการกระทำนี้ว่าเป็นการฆาตกรรมศาสนาซิกข์ (an assault on the Sikh religion)[18] เจ้าหน้าที่ทหารชาวซิกข์หลายคนในกองทัพลาออกจากหน่วย[19] ชาวซิกข์หลายคนลาออกจากราชการ บางส่วนคืนรางวัลที่ได้รับจากรัฐบาลอินเดีย เหตุการณ์นี้เป็นฉนวนให้เมื่อ วันที่ 31 ตุลาคม 1984 (5 เดือนนับจากเหตุการณ์) อินทิรา คานธี ถูกลอบสังหารโดยบอดีการ์ดชาวซิกข์ประจำตัวเธอทั้งสองคน Satwant Singh และ Beant Singh เพื่อเป็นการแก้แค้นต่อเหตุการณ์นี้ [12] การเสียชีวิตของอินทิรา คานธี นำไปสู่การประท้วงสาธารณะ ซึ่งส่งผลให้เกิดการฆาตกรรมศาสนิกชนซิกข์ทั่วประเทศรวมมากกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ ตามมาจากจลาจลต่อต้านชาวซิกข์ 1984[20]

อ้างอิง[แก้]

  1. Brar, K.S. (July 1993). Operation Blue Star: the true story. UBS Publishers' Distributors. pp. 56–57. ISBN 978-81-85944-29-6.
  2. Dogra, Cander Suta. "Operation Blue Star – the Untold Story". The Hindu, 10 June 2013. Web.
  3. Cynthia Keppley Mahmood (2011). Fighting for Faith and Nation: Dialogues with Sikh Defenders. University of Pennsylvania Press. pp. Title, 91, 21, 200, 77, 19. ISBN 978-0-8122-0017-1. Retrieved 9 August 2013
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Kiessling
  5. Martin 2013, p. 190.
  6. "Temple Raid: Army's Order was Restraint". The New York Times. 15 June 1984. Archived from the original on 13 November 2012. สืบค้นเมื่อ 6 February 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  7. 7.0 7.1 7.2 White Paper on the Punjab Agitation. Shiromani Akali Dal and Government of India. 1984. p. 169.
  8. "The Official Home Page of the Indian Army". Archived from the original on 27 May 2013. สืบค้นเมื่อ 10 October 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  9. "What happened during 1984 Operation Blue Star?". India Today. สืบค้นเมื่อ 12 September 2019. Official reports put the number of deaths among the Indian army at 83 and the number of civilian deaths at 492, though independent estimates ran much higher.
  10. Swami, Praveen (16 January 2014). "RAW chief consulted MI6 in build-up to Operation Bluestar". The Hindu. Chennai, India. Archived from the original on 18 January 2014. สืบค้นเมื่อ 31 January 2014. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  11. Khushwant Singh, A History of the Sikhs, Volume II: 1839–2004, New Delhi, Oxford University Press, 2004, p. 332.
  12. 12.0 12.1 "Operation Blue Star: India's first tryst with militant extremism – Latest News & Updates at Daily News & Analysis". Dnaindia.com. 5 November 2016. Archived from the original on 3 November 2017. สืบค้นเมื่อ 29 October 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  13. "Sikh Leader in Punjab Accord Assassinated". LA Times. Times Wire Services. 21 August 1985. Archived from the original on 29 January 2016. สืบค้นเมื่อ 14 June 2018. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  14. Wolpert, Stanley A., ed. (2009). "India". Encyclopædia Britannica.
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ rediff_interview_limit
  16. "Army reveals startling facts on Bluestar". Tribune India. 30 May 1984. สืบค้นเมื่อ 9 August 2009.
  17. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Kiss_Khalistan
  18. Westerlund, David (1996). Questioning The Secular State: The Worldwide Resurgence of Religion in Politics. C. Hurst & Co. p. 1276. ISBN 978-1-85065-241-0.
  19. Sandhu, Kanwar (15 May 1990). "Sikh Army deserters are paying the price for their action". India Today. Archived from the original on 19 June 2018. สืบค้นเมื่อ 19 June 2018. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  20. Singh, Pritam (2008). Federalism, Nationalism and Development: India and the Punjab Economy. Routledge. p. 45. ISBN 978-0-415-45666-1.