นะกะมุระ อะเกะโตะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นะกะมุระ อะเกะโตะ
11 เมษายน ค.ศ. 1889 – 12 กันยายน ค.ศ. 1966 (77 ปี)
Aketo Nakamura.jpg
เกิดที่ เมืองนะโงะยะ จังหวัดไอชิ จักรวรรดิญี่ปุ่น
เหล่าทัพ War flag of the Imperial Japanese Army.svg กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น
ยศสูงสุด พลโท
รับใช้ กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น
บัญชาการ กองบัญชาการทหารประจำประเทศไทย, กองพลที่ 39, กองพลทหารราบที่ 18
การยุทธ สงครามโลกครั้งที่สอง
(สงครามแปซิฟิก)

พลโท นะกะมุระ อะเกะโตะ (ญี่ปุ่น: 中村明人 โรมาจิNakamura Aketo, 11 เมษายน ค.ศ. 1889 – 12 กันยายน ค.ศ. 1966) เป็นนายทหารชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติ[แก้]

นายพลนะกะมุระ เกิดเมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่ชนบทในแถบเมืองนะโงะยะ จังหวัดไอชิ จักรวรรดิญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้ยศเป็นนายร้อยตรีเมื่อปี ค.ศ. 1910 ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และได้เดินทางไปศึกษาต่อที่สาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมนี)

เมื่อเดินทางกลับญี่ปุ่นแล้ว ได้เข้าเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น ต่อมาได้เป็นผู้บังคับกรมทหารราบที่ 24 ในแมนจูเรีย และเข้าประจำกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งอธิบดีกรมกิจการทหาร และกรมยุทธการทหารตามลำดับ ในปลายปี ค.ศ. 1940 ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 บุกเข้าทางตอนเหนือของฝรั่งเศสอินโดจีน

ในปี ค.ศ. 1941 นายพลนะกะมุระได้เป็นผู้บัญชาการกองพลประจำนะโงะยะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และในปีเดียวกันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมสารวัตรทหาร อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเข้ามาเป็นผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในเดือนมกราคม ค.ศ.1943

ชีวิตราชการทหารในไทย[แก้]

ญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ทั้งนี้นายพลนะกะมุระได้รับแต่งตั้งและมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1943 ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ซึ่งนอกเหนือไปจากนั้น เขามีภารกิจที่จะต้องทำให้คนไทยไม่ต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนั้น ถือว่าความสัมพันธ์ไม่ค่อยจะราบรื่นดีนัก จากการถูกประชาชนในพื้นที่ต่อต้าน

ความขัดแย้งที่บ้านโป่ง[แก้]

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวบ้านและทหารญี่ปุ่นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จนมีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายเมื่อ พ.ศ. 2485 นั้น ได้บานปลายกลายเป็นปมขัดแย้งนานนับปี จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นเลวร้ายลง ในเรื่องนี้ทางเอกอัครราชทูตไทยประจำจักรวรรดิญี่ปุ่น ดิเรก ชัยนาม ซึ่งขณะนั้นกลับมาราชการที่กรุงเทพ ได้เข้าพูดคุยกับนายพลนะกะมุระ ว่าความขัดแย้งระหว่างทหารญี่ปุ่นและคนไทยนั้น เกิดจากการที่ทหารญี่ปุ่นชอบตบหน้าและตบหัวคนไทย ซึ่งในไทยถือว่าเป็นการดูถูกดูแคลนอย่างถึงที่สุดที่มิอาจให้อภัย แม้ว่าในกองทัพญี่ปุ่นจะถือเป็นเรื่องปกติก็ตาม ซึ่งหากยุติปัญหานี้ไม่ได้ความสัมพันธ์จะยิ่งแย่ลงไปอีก อีกประการคือเกิดจากการที่ทหารญี่ปุ่นชอบเปลือยผ้าบ้าง, แก้ผ้าอาบน้ำในที่สาธารณะ หรือยืนปัสสาวะริมข้างทาง ซึ่งคนไทยไม่มีวัฒนธรรมเช่นนั้น เมื่อนายพลนะกะมุระได้ยินเช่นนั้นก็รู้ลึกละอายใจมาก จึงมีคำสั่งเด็ดขาดเรื่องห้ามตบหน้าและศีรษะลงไปในนายทหารทุกเหล่าชั้น รวมทั้งการทำคู่มือนับหลายหมื่นเล่มเรื่องวัฒนธรรมไทยแจกจ่ายให้แก่ทหารญี่ปุ่นทุกนายในไทยและที่กำลังจะเข้ามาประจำการใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติตน

จากเหตุการณ์ขัดแย้งที่บ้านโป่ง ได้ถูกรายงานไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นแห่งเอเชียบูรพาที่สิงคโปร์ ทางศูนย์บัญชาการได้เรียกร้องให้ทางการไทยจับกุมหัวหน้ากลุ่มประหารชีวิต และจ่ายค่าชดใช้ให้ทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตรายละ 80,000 บาท (ประมาณ 80,000 เยนในสมัยนั้น) แต่ตัวแทนจากรัฐบาลไทยได้เข้าพูดคุยกับนายพลนะกะมุระถึงปัญหาดังกล่าว ว่าหัวหน้าผู้ก่อการเป็นภิกษุสงฆ์ไม่สามารถประหารชีวิตได้ ทำให้นายพลนะกะมุระต้องเสนอไปที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ โดยมีทางออกคือ ขอไม่ประหารชีวิตชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว แต่ไทยจะดำเนินการจับกุมและลงโทษตามสมควร และไทยจะจ่ายค่าชดใช้ให้ทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต ซึ่งภายหลังทางกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก็จะบริจาคเงินส่วนหนึ่งไปยังครอบครัวของชาวบ้านที่เสียชีวิตด้วยเช่นกัน ทางศูนย์บัญชาการใหญ่ได้ตอบรับคำขอดังกล่าว เห็นควรให้การต่างๆเป็นไปตามดำริของผู้บัญชาการกองทัพฯประจำประเทศไทย

ภายหลังสงคราม[แก้]

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นายพลนะกะมุระได้ถูกจับกุมโดยขบวนการเสรีไทย หลังจากนั้นเขาก็ถูกแจ้งข้อหาอาชญากรสงคราม และจะต้องถูกส่งไปดำเนินคดีที่โตเกียว แต่ระหว่างนั้น เขาต้องถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวางระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่ต่อมาจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่โตเกียวโดยเครื่องบิน เขาเป็นหนึ่งในนายพลระดับสูงไม่กี่คนที่รอดจากโทษประหาร และภายหลังก็ใช้ชีวิตตามปกติและเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนเกี่ยวข้อง[แก้]

ในระหว่างที่ประจำการในประเทศไทยพลโทนากามูระได้บริจาคเงินบูรณะองค์ พระปฐมเจดีย์ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10 บาทซึ่งถือว่ามีค่ามากในสมัยนั้น