ทะเลทรายสะฮารา
| ทะเลทรายสะฮารา | |
|---|---|
ภาพถ่ายทะเลทรายสะฮาราโดยนักบินอวกาศอะพอลโล 17 ในปี 1972 | |
แผนที่ทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายสะฮารา | |
| ความยาว | 4,800 กิโลเมตร (3,000 ไมล์) |
| ความกว้าง | 1,800 กิโลเมตร (1,100 ไมล์) |
| พื้นที่ | 9,200,000 ตารางกิโลเมตร (3,600,000 ตารางไมล์) |
| Naming | |
| ชื่อท้องถิ่น |
|
| ภูมิศาสตร์ | |
| ประเทศ | |
| พิกัด | 23°N 13°E / 23°N 13°E |
| ประชากร 2,500,000[1] | |
ทะเลทรายสะฮารา (อังกฤษ: Sahara) เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นบริเวณแห้งแล้งใหญ่สุดเป็นอันดับสามรองจากทวีปแอนตาร์กติกาและอาร์กติก[2] มีเนื้อที่มากกว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,500,000 ตารางไมล์ คำว่า สะฮารา ในภาษาอาหรับ (صحراء, ) หมายถึง ทะเลทราย
อาณาเขตของทะเลทรายสะฮารา ด้านทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศเหนือคือเทือกเขาแอตลาสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกจรดทะเลแดงและประเทศอียิปต์ ทิศใต้จรดประเทศซูดานและหุบเขาของแม่น้ำไนเจอร์
ภูมิศาสตร์
[แก้]ทะเลทรายสะฮาราครอบคลุมส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย, ชาด, อียิปต์, ลิเบีย, มาลี, มอริเตเนีย, โมร็อกโก, ไนเจอร์, เวสเทิร์นสะฮารา, ซูดานและตูนิเซีย
ทะเลทรายสะฮารา มีความกว้างขวางถึง 9,000,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียทั้งทวีป มีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับสหรัฐอเมริกา และเป็นเนื้อที่ 1 ใน 3 ของทวีปแอฟริกาทั้งหมด[3] แต่นับเป็นทะเลทรายที่ถือกำเนิดได้ราว 2,000 ปีเท่านั้น โดยเกิดจากความแห้งแล้งลงของภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ซึ่งในอดีตเมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์คล้ายโอเอซิส มีแม่น้ำ และสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมายอาศัยอยู่ โดยปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดี คือ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำของมนุษย์ในยุคนั้น[4]
ภูมิอากาศ
[แก้]ทะเลทรายสะฮารา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุดในโลก แต่ทว่าทะเลทรายแห่งนี้ก็ยังมีปรากฏการณ์หิมะตก ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ที่เมืองอินเซฟรา ในแอลจีเรีย มีหิมะตก แต่ทว่าละลายไปในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นอีก 37 ปีต่อมา ในปลายปี ค.ศ. 2016 ที่เมืองนี้ก็มีหิมะตกนับเป็นครั้งที่สอง โดยคราวนี้คงสภาพอยู่ได้ประมาณหนึ่งวัน ก่อนจะละลายหายไปในที่สุด[5] สรุปว่า ในปี ค.ศ 1979 - ปัจจุบัน (ค.ศ 2024) ทะเลทรายสะฮาราได้มีหิมะตกทั้งหมด 2รอบ แต่หิมะที่ตกในทะเลทรายสะฮารา โดยรวมจะอยู่ไม่ถึง 2 วัน เพราะว่า ละลายไปหมดก่อนจะถึง 2 วัน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "brit" - ↑ "Largest Desert in the World". สืบค้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2011.
- ↑ "สารคดี BBC : ท่องแดนแอฟริกา ตอนที่ 9 คลิป 1/2". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2014.
- ↑ "สารคดี BBC : เปิดโลกกว้างแอฟริกา ตอนที่ 6 คลิป 2/2". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 20 มกราคม 2021. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2014.
- ↑ หน้า 7 วิทยากร-เกษตร, ทะเลทรายซาฮาราก็มีหิมะตกเหมือนกัน. "โลกโศภิณ". ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21524: วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559 แรม 12 ค่ำ เดือน 1 ปีวอก
- asdadawdwae Arab Conquest to 1830. Praeger, 1970.
- Abdallah Laroui. The History of the Maghrib: An Interpretive Essay. Princeton, 1977.
- Hugh Kennedy. Muslim Spain and Portugal: A Political History of al-Andalus. Longman, 1996.
- Richard W. Bulliet. The Camel and the Wheel. Harvard University Press, 1975. Republished with a new preface Columbia University Press, 1990.
- Eamonn Gearon. The Sahara: A Cultural History. Signal Books, UK, 2011. Oxford University Press, USA, 2011.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ทะเลทรายสะฮารา