ข้ามไปเนื้อหา

ทะเลทรายสะฮารา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทะเลทรายสะฮารา
ภาพถ่ายทะเลทรายสะฮาราโดยนักบินอวกาศอะพอลโล 17 ในปี 1972
แผนที่ทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายสะฮารา
ความยาว4,800 กิโลเมตร (3,000 ไมล์)
ความกว้าง1,800 กิโลเมตร (1,100 ไมล์)
พื้นที่9,200,000 ตารางกิโลเมตร (3,600,000 ตารางไมล์)
Naming
ชื่อท้องถิ่น
  • อาหรับ: الصحراء الكبرى
  • aṣ-ṣaḥrā' al-kubrá
  • "ทะเลทรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
ภูมิศาสตร์
ประเทศ
พิกัด23°N 13°E / 23°N 13°E / 23; 13
ประชากร     2,500,000[1]

ทะเลทรายสะฮารา (อังกฤษ: Sahara) เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นบริเวณแห้งแล้งใหญ่สุดเป็นอันดับสามรองจากทวีปแอนตาร์กติกาและอาร์กติก[2] มีเนื้อที่มากกว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,500,000 ตารางไมล์ คำว่า สะฮารา ในภาษาอาหรับ (صحراء, ออกเสียง) หมายถึง ทะเลทราย

อาณาเขตของทะเลทรายสะฮารา ด้านทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศเหนือคือเทือกเขาแอตลาสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกจรดทะเลแดงและประเทศอียิปต์ ทิศใต้จรดประเทศซูดานและหุบเขาของแม่น้ำไนเจอร์

วิดีโอที่ถ่ายในมุมมองจากอวกาศ ของ ทะเลทรายสะฮารา และ แถวตะวันออกกลาง โดยสมาชิกนักบินอวกาศในการสำรวจที่ 29

ภูมิศาสตร์

[แก้]

ทะเลทรายสะฮาราครอบคลุมส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย, ชาด, อียิปต์, ลิเบีย, มาลี, มอริเตเนีย, โมร็อกโก, ไนเจอร์, เวสเทิร์นสะฮารา, ซูดานและตูนิเซีย

ทะเลทรายสะฮารา มีความกว้างขวางถึง 9,000,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียทั้งทวีป มีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับสหรัฐอเมริกา และเป็นเนื้อที่ 1 ใน 3 ของทวีปแอฟริกาทั้งหมด[3] แต่นับเป็นทะเลทรายที่ถือกำเนิดได้ราว 2,000 ปีเท่านั้น โดยเกิดจากความแห้งแล้งลงของภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ซึ่งในอดีตเมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์คล้ายโอเอซิส มีแม่น้ำ และสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมายอาศัยอยู่ โดยปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดี คือ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำของมนุษย์ในยุคนั้น[4]

ภูมิอากาศ

[แก้]

ทะเลทรายสะฮารา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุดในโลก แต่ทว่าทะเลทรายแห่งนี้ก็ยังมีปรากฏการณ์หิมะตก ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ที่เมืองอินเซฟรา ในแอลจีเรีย มีหิมะตก แต่ทว่าละลายไปในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นอีก 37 ปีต่อมา ในปลายปี ค.ศ. 2016 ที่เมืองนี้ก็มีหิมะตกนับเป็นครั้งที่สอง โดยคราวนี้คงสภาพอยู่ได้ประมาณหนึ่งวัน ก่อนจะละลายหายไปในที่สุด[5] สรุปว่า ในปี ค.ศ 1979 - ปัจจุบัน (ค.ศ 2024) ทะเลทรายสะฮาราได้มีหิมะตกทั้งหมด 2รอบ แต่หิมะที่ตกในทะเลทรายสะฮารา โดยรวมจะอยู่ไม่ถึง 2 วัน เพราะว่า ละลายไปหมดก่อนจะถึง 2 วัน

อ้างอิง

[แก้]
  1. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "brit"
  2. "Largest Desert in the World". สืบค้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2011.
  3. "สารคดี BBC : ท่องแดนแอฟริกา ตอนที่ 9 คลิป 1/2". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2014.
  4. "สารคดี BBC : เปิดโลกกว้างแอฟริกา ตอนที่ 6 คลิป 2/2". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 20 มกราคม 2021. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2014.
  5. หน้า 7 วิทยากร-เกษตร, ทะเลทรายซาฮาราก็มีหิมะตกเหมือนกัน. "โลกโศภิณ". ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21524: วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559 แรม 12 ค่ำ เดือน 1 ปีวอก
  • asdadawdwae Arab Conquest to 1830. Praeger, 1970.
  • Abdallah Laroui. The History of the Maghrib: An Interpretive Essay. Princeton, 1977.
  • Hugh Kennedy. Muslim Spain and Portugal: A Political History of al-Andalus. Longman, 1996.
  • Richard W. Bulliet. The Camel and the Wheel. Harvard University Press, 1975. Republished with a new preface Columbia University Press, 1990.
  • Eamonn Gearon. The Sahara: A Cultural History. Signal Books, UK, 2011. Oxford University Press, USA, 2011.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]