ตำแหน่งผู้เล่นฟุตบอล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ในกีฬาฟุตบอล หนึ่งทีมมีผู้เล่น 11 คน เป็นมีผู้รักษาประตู 1คน และผู้เล่นตำแหน่งอื่นอีก 10คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกัน (กองหลัง) ผู้อยู่แดนกลาง (กองกลาง) และผู้บุก (กองหน้า) แล้วแต่ระบบแผนที่ใช้ โดยตำแหน่งเหล่านั้นจะบ่งบอกถึงหน้าที่และพื้นที่ในการเล่นของตำแหน่งนั้นๆด้วย

โดยตอนแรกจะมีแค่ตำแหน่งกองหน้า (forwards), ฮาล์ฟ-แบ็ค (half-backs) และทรี-ควอเทอ-แบ็ค (three-quarter-backs) ช่วงแรกที่มีชื่ออย่างนี้เพราะว่า สมัยนั้นเป็นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระบบ 2–3–5 เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง การป้องกันจะมีฟูลแบ็ค ที่รู้จักกันในชื่อกองหลังฝั่งซ้ายและกองหลังฝั่งขวา แดนกลางจะมีเลฟท์-ฮาล์ฟ (Left-Half), เซ็นเตอร์-ฮาล์ฟ (Centre-Half) และไรท์-ฮาล์ฟ (Right-Half) และในแนวบุกจะเป็นเอาท์ไซด์-เลฟท์ (Outside-Left), อินไซด์-เลฟท์ (Inside-Left), กองหน้าตรงกลาง (Centre-Forward), อินไซด์-ไรท์(Inside-Right) และเอาท์ไซด์-ไรท์ (Outside-Right) หลังจากนั้นรูปแบบระบบก็พัฒนาไปจนมีชื่อตำแหน่งมากมาย อย่างเมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 คำว่า “ฮาล์ฟ-แบ็ค” ได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “มิดฟิลด์ (กองกลาง)” กับตำแหน่งที่เล่นในแดนกลาง ทั้งกลางสนามหรือริมเส้น กองกลางตัวกลางได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกกลายเป็นกองกลางตัวบุก และกองกลางตัวรับ

ในเกมสมัยใหม่ ตำแหน่งในฟุตบอลได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเหมือนรักบี้ หรืออเมริกันฟุตบอล ถึงอย่างนั้นนักเตะส่วนใหญ่มักเล่นในตำแหน่งเดิมตลอดการค้าแข้งของพวกเขา เพราะในแต่ล่ะตำแหน่งนั้นใช้ทักษะและความสามารถทางร่างกายไม่เหมือนกัน แจ่ก็มีนักฟุตบอลบางพวกที่เล่นได้หลายตำแหน่ง ซึ่งถึงเรียกว่า “นักเตะสารพัดประโยชน์ (utility players)”[1]

ถึงอย่างนั้นก็แทคติกโททัล ฟุตบอล ที่วางตำแหน่งนักเตะอย่างหลวม ๆ ทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นได้อย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โยฮัน ไกรฟฟ์ ที่สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู

ผู้รักษาประตู (Goalkeeper)[แก้]

บุฟฟอนผู้รักษาประตูของทีมชาติอิตาลี เซฟลูกจุดโทษ
ดูบทความหลักที่: ผู้รักษาประตู

ผู้รักษาประตูเป็นตำแหน่งที่ป้องกันมากที่สุดในบรรดาหลายตำแหน่ง หน้าที่หลักก็คือการไม่ให้อีกทีมได้แต้มโดยการรับ ,การปัด หรือการชกบอลจากการยิง ,การโหม่ง หรือจากลูกที่ไขว้เข้ามา ตำแหน่งนี้ไม่เหมือนตำแหน่งอื่นในทีม ตรงที่ส่วนใหญ่ตำแหน่งนี้มักใช้เวลาอยู่บริเวณกรอบเขตโทษ ผลคือทำให้ผู้รักษาประตูเห็นตำแหน่งที่ดีของสนาม หรือจากลูกตั้งเตะ ผู้รักษาประตูเป็นผู้เล่นคนเดียวที่สามารถใช้มือกับลูกฟุตบอลได้ แต่ใช้ได้ในกรอบเขตโทษตัวเองเท่านั้น ตำแหน่งผู้รักษาประตูนี้ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ และยากในการป้องกันอีกด้วย

กองหลัง (Defender)[แก้]

กองหลังของโบลตัน (ชุดขาว) กำลังป้องกันการรุกของผู้เล่นจากฟูลัม (ชุดฟ้า)
ดูบทความหลักที่: กองหลัง

กองหลังจากอยู่ข้างหลังกองกลาง และหน้าที่หลักของพวกเขาก็คือสนับสนุนทีมและป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายทำประตูได้ ปกติพวกเขาจะอยู่เพียงครึ่งสนามในฝั่งพวกเขาเพื่อป้องกัน กองหลังตัวสูงจะไปอยู่แดนหน้า บริเวณจุดโทษของอีกฝ่ายเมื่อมีลูกเตะมุม หรือลูกฟรีคิก เพื่อเขาจะโหม่งเข้าประตูอีกฝ่ายได้

เซ็นเตอร์แบ็ค (Centre-back)[แก้]

เซ็นเตอร์แบ็ค หรือกองหลังตัวกลาง(หรือที่ถูกเรียกในอดีตว่าเซ็นเตอร์-ฮาล์ฟ) หน้าที่ของพวกเขาคือการหยุดผู้เล่นอีกฝ่าย โดยเฉพาะศูนย์หน้า จากการทำประตู และนำลูกบอลออกจากเขตโทษ ตำแหน่งนี้เล่นอยู่ตรงกลางของแผงหลังตามชื่อ ทีมส่วนใหญ่มักจะใช้ 2 คน การยืนตำแหน่งจะยืนหน้าผู้รักษาประตู ทั้งสองเป็นหัวใจหลักในแนวรับ ทั้งการคลุมโซนและการประกบตัวต่อตัว

เซ็นเตอร์แบ็คมักจะสูง แข็งแกร่งและต้องมีความสามารถการกระโดดสูง การโหม่งดี และการแย่งลูกได้ดี เซ็นเตอร์แบ็คที่ประสบความสำเร็จต้องมีสมาธิ ,อ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม และมีความกล้าหาญและเด็ดขาดในการแย่งลูกจากอีกฝ่ายที่จะผ่านไปทำประตู บางครั้งโดยเฉพาะลีกล่างๆ เซ็นเตอร์แบ็คยังขาดมีสมาธิในการควบคุมบอล และส่งบอลไม่ดี ทำได้เพียงแค่ปลอดภัยไว้ก่อน ถึงอย่างนั้น สำหรับเซ็นเตอร์แบ็คขอเพียงแค่มีทักษะฟุตบอลขั้นพื้นฐาน เพื่อสไตล์การเล่นที่เน้นการครองบอลเท่านั้นก็พอ

ตำแหน่งนี้บางครั้งจะถูกเรียกว่า “เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ” เดิมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระบบแผน 2–3–5 เป็นที่นิยม แถมสามคนจะถูกเรียกว่าฮาล์ฟแบ็ค เมื่อระบบแผนพัฒนาต่อมา ผู้เล่นตรงกลางทั้งสามนี้ (เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ) ได้ย้ายมาตำแหน่งป้องกันมากขึ้น ปัจจุบันยังมีคนเรียกชื่อเหล่านี้อยู่

สวีปเปอร์ (Sweeper)[แก้]

สวีปเปอร์ (หรือลิแบโร (อิตาลี: libero)) เป็นตำแหน่งที่แตกมาจากเซ็นเตอร์แบ็คอีกที หรือเป็นตำแหน่งที่มีเซ็นเตอร์แบ็คสามคน ซึ่งเป็นตำแหน่งระหว่างเซ็นเตอร์แบ็คทั้งสอง ชื่อนี้มาจากคำว่า “sweeps up” ในการขจัดบอลที่อีกฝ่ายเลี้ยงฝ่าแนวรับมาได้ ตำแหน่งพวกเขานั้นมีความเป็นอิสระมากกว่าแผงหลังซึ่งคอยประกบอีกฝ่ายที่ถูกกำหนดขึ้น ตำแหน่งสวีปเปอร์จำเป็นต้องมีทักษะอ่านเกมได้ยิ่งกว่าเซ็นเตอร์แบ็ค ในปัจจุบันที่มีกฎลำหน้า ซึ่งแนวนับมักใช้ในการจับอีกฝ่ายลำหน้าทำให้ตำแหน่งนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ฟูลแบ็ค (Full-back)[แก้]

แบ็คซ้ายและแบ็คขวา (หรือที่ปกติจะเรียกฟูลแบ็ค) ตำแหน่งของพวกเขาจะอยู่ที่ด้านข้างของเซ็นเตอร์แบ็ค เพื่อป้องกันการบุกจากริมเส้น และบ่อยครั้งที่ต้องไปหยุดการบุกของตำแหน่งปีกฝ่ายตรงข้ามที่พยายามพ่าน หรือโยนบอลเข้าเขตโทษ ตามปกติลูกเตะมุมหรือลูฟรีคิก ฟูลแบ็คจะไม่ขึ้นไปช่วยแนวหน้า แต่อาจอยู่ประมาณเส้นครึ่งสนาม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแผนของแนวรับนั้นๆด้วย ในเกมสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะให้ฟูลแบ็ค(วิงแบ็ค)มีบทบาทในการบุกด้วย แต่พวกนั้นจะไม่ถูกเรียกว่าแบ็คขวา หรือแบ็คซ้าย

เดิมฟูลแบ็คเป็นแนวนับสุดท้ายของทีม แต่เมื่อเข้าศตวรรษที่20 ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้ถอยร่นลงมากลายเป็นตำแหน่ง ‘เซ็นเตอร์แบ็ค’ ฟูลแบ็คได้ถูกย้ายมาริมเส้นกลายเป็นแบ็คขวา (Right-back) และแบ็คซ้าย (Left-back)

วิงแบ็ค (Wing-back)[แก้]

วิงแบ็ค (หรือฟูลแบ็คตัวบุก) คือกองหลังที่เน้นในการบุก ชื่อตำแหน่งนี้มาจาก “ปีก (Winger)” และ “ฟูลแบ็ค (full-back)” ปกติตำแหน่งนี้จะใช้ในแผน3–5–2 จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแดนกลางในจังหวะการบุก หรือบางทีก็ใช้ในแผน 5–3–2 แต่คำว่า “วิงแบ็ค” ไม่ค่อยได้ใช้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเล่นแผน 4–3–3 หรือ 4–2–3–1

ผู้เล่นวิงแบ็คจำเป็นต้องใช้พละกำลังอย่างมากในฟุตบอลสมัยใหม่ วิงแบ็คมัคจะเล่นบนสนามมากกว่าฟูลแบ็คทั่วไป โดยเฉพาะกับทีมที่ไม่มีผู้เล่นปีก วิงแบ็คต้องการความอึดเป็นพิเศษในการวิ่งขึ้นไปแนวรุก และลงมาตั้งรับ

กองกลาง (Midfielder)[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองกลาง

กองกลาง (เดิมที่เรียกว่าฮาล์ฟแบ็ค) ตำแหน่งนี้จะเล่นอยู่ระหว่างศูนย์หน้าและกองหลัง หน้าที่หลักของตำแหน่งนี้คือครองบอล และรับบอลจากกองหลัง แล้วขึ้นไปส่งให้สไตรเกอร์ ( กองหน้า ) พร้อมกับไล่บอลจากผู้เล่นอีกฝ่าย ส่วนใหญ่ในทีมต้องมีกองกลางตัวกลาง (central midfielder) อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อหยุดเกมบุกของอีกฝ่าย นอกจากนั้นก็มีการทำประตู ไม่ก็ขึ้นไปบุกและลงมาตั้งรับตามหน้าที่ที่ได้รับ กองกลางนั้นต้องเล่นเกือบทั่วสนาม เมื่อถึงคราวรับ พวกเขาจะลงมาช่วยตั้งรับ เมื่อจะบุกก็ไปช่วยสไตรเกอร์ในการบุก พวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เริ่มเล่นในจังหวะการบุกของทีม

เซ็นเตอร์มิดฟิลด์ (centre midfielder)[แก้]

เซ็นเตอร์มิดฟิลด์ (หรือกองกลางตัวกลาง) มีหน้าที่เชื่อมเกมระหว่างกองหลังและกองหน้า เซ็นเตอร์มิดฟิลด์นั้นมีหน้าที่มากมาย ตั้งแต่ช่วยทีมบุกในจังหวะการบุก และเมื่อเสียบอลให้อีกฝ่าย พวกเขาต้องพยายามแย่งมันมาก่อนจะถึงแนวหลัง เมื่อแนวหลังหรือพวกเขาได้ลูกบอลอีกครั้ง ตำแหน่งนี้จะเป็นคนที่เริ่มบุกก่อน บางครั้งตำแหน่งนี้จะได้รับชื่อว่า ‘เพลย์เมกเกอร์ (playmaker)’ บางครั้งตำแหน่งนี้ต้องไปอยู่แนวป้องกันเมื่อถูกบุกมากๆ หรือจังหวะเตะมุมของอีกฝ่าย เซ็นเตอร์มิดฟิลด์บางครั้งก็ต้องยุ่งอยู่กับจังหวะเกมอยู่ตลอดเวลาจนเรียกได้ว่า ‘ห้องเครื่องของทีม (the engine room of the team)’

เมื่อเวลาผ่านไป เซ็นเตอร์มิดฟิลด์ก็ถูกพัฒนาการเป็นมิดฟิลด์ตัวบุก และมิดฟิลด์ตัวรับซึ่งทั้งสองตำแหน่งนี้จะอธิบายไว้ข้างล่างของเซ็นเตอร์มิดฟิลด์นี้ บางทีอาจวางตำแหน่งทั้งสามไว้ด้วยกัน หรืออาจให้มิดฟิลด์ไปไว้ด้านกว้าง หรือริมเส้นด้วย

มิดฟิลด์ตัวรับ (Defensive midfield)[แก้]

อันเดรอา ปีร์โล(กองกลางทีมชาติอิตาลี)มองหาผู้เล่น ก่อนจะส่งบอลให้

มิดฟิลด์ตัวรับ (หรือกลองกลางตัวรับ) เป็นเซ็นเตอร์มิดฟิลด์ที่ประจำตำที่ก่อนกองหลังมีบทบาทในการป้องกัน เมื่อไม่มีการบุก มิดฟิลด์ตัวรับจะรีบถอยมาตั้งรบ และแย่งลูกบอลจากทีมฝ่ายตรงข้าม

แม้หน้าที่หลักจะเป็นป้องกัน แต่ก็มีมิดฟิลด์บางคนที่ทำหน้าที่เป็นเป็นเพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำ( deep-lying playmaker) ซึ่งสามารถกำหนดจังหวะเกมได้จากตำแหน่งที่อยู่ท้ายด้วยการผ่านบอล

มิดฟิลด์ตัวรับต้องการการยืนตำแหน่งที่ดี, ขยันไล่บอล, มีความสามารถในการสกัดบอล และต้องคาดการณ์ผู้เล่นและลูกบอลได้ดี นอกจากนี้ยังต้องการทักษะการส่งบอล และการครองบอลภายใต้ความกดดันได้ดี แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ความอึด เพราะตำแหน่งนี้ต้องวิ่งไปทั่วสนามตลอดการค้าแข้ง ในสโสมรชั้นนำ มิดฟิลด์อาจวิ่งเกือบ 12 กิโลเมตร ตลอดเกม ส่วนเพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำต้องการการสัมผัสบอลแรกในสถานการณ์กดดัน และทักษะส่งไกลไปอีกครึ่งสนามอย่างแม่นยำเพื่อให้เพื่อนบุก[2]

มิดฟิลด์ตัวรุก (Attacking midfield)[แก้]

มิดฟิลด์ตัวรุก (หรือกองกลางตัวรุก) คือเซ็นเตอร์มิดฟิลด์ที่อยู่สูงกว่าปกติ แต่จะไม่เกินศูนย์หน้า เป็นผู้เล่นช่วยทีมในจังหวะบุก หน้าที่ของตำแหน่งนี้คือการสร้างโอกาสทำประตูด้วยวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้นและทักษะของพวกเขา คนที่จะเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกต้องมีความชำนาญในการส่งบอล และที่สำคัญกว่านั้นก็คือการอ่านการเคลื่อนไหวของกองหลังเพื่อส่งบอลไปให้ศูนย์หน้าทำประตู

บางครั้งตำแหน่งกองกลางตัวรุกถูกเรียกว่า เทรกวาทิสตา (อิตาลี: trequartista) ซึ่งรู้จักกันดีในการยิงประตูจากระยะไกล และการกล้าที่จะผ่านบอล แต่มิดฟิลด์ตัวรุกไม่ใช่ว่าเป็นเทรกวาทิสตา –เพราะเทรกวาทิสตาต้องเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกที่สร้างสรรค์การบุกที่หลากหลายในการทำประตู พวกเขามักจะเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นประจำทีม ดังนั้นทีมมักจะให้เขาเป็นตัวฟรี เพื่อค่อยสร้างสรรค์สถานการณ์ในจังหวะบุก[3]

มิดฟิลด์ด้านกว้าง (Wide midfield)[แก้]

มิดฟิลด์ด้านกว้าง (หรือกองกลางตัวริมเส้น (side midfielder)) (หรือตำแหน่งในอดีตคือไรท์ฮาล์ฟ และเลฟท์ฮาล์ฟ หรืออีกชื่อวิงฮาล์ฟ (wing-half)) เป็นตำแหน่งที่ประจำการทางซ้ายและขวาของตำแหน่งเซ็นเตอร์มิดฟิลด์ พวกเขาบางครั้งก็ถูกเรียกว่า “ปีก (winger)” เนื่องจากในแผนสมัยใหม่ได้เอากองหน้าริมเส้น ได้ถูกเลื่อนมาเล่นในตำแหน่งกองกลางด้านกว้าง ทำให้ยังมีการใช้คำว่าปีกอยู่

กองหน้า (Forward)[แก้]

เฟร์นันโด ตอร์เรสกองหน้าของสโมสรอัตเลตีโกมาดริด ได้ยิงผ่านผู้รักษาประตู
ดูบทความหลักที่: กองหน้า

กองหน้า (หรือสไตรเกอร์ (striker)) เป็นตำแหน่งของผู้เล่นฟุตบอลที่เล่นอยู่บริเวณหน้าประตูอีกฝ่าย หน้าที่หลักของกองหน้าก็คือทำประตู หรือสร้างโอกาสให้ผู้เล่นอื่นทำประตู หน้าที่ในจังหวะตั้งรับก็มี นั้นก็คือคอยไล่บอลจากองหลังและผู้รักษาประตูอีกฝ่าย ในแผนสมัยใหม่ กองหน้ามีได้ตั้งแต่ 1 ถึง 3 คน ;ยกตัวอย่างเช่นในแผน 4–2–3–1 จะมีกองหน้าคนเดียว, 4–4–2 จะมีกองหน้าสองคน, 4–3–3 จะมีกองหน้า 3 คน โดยมีกองหน้าตัวเป้าหนึ่งคน และปีก 2 คน

เซ็นเตอร์ฟอร์เวิร์ด (Centre forward)[แก้]

เซ็นเตอร์ฟอร์เวิร์ด (กองหน้าตัวกลางหรือสไตเกอร์หลัก (main striker)) หน้าที่หลักของพวกเขาคือการทำประตู และเป็นหัวใจหลักในการบุกของทีม เมื่อก่อนกองหน้าต้องตัวสูง และแข็งแกร่งทางร่างกายเพื่อแย่งลูกในจังหวะที่มีคนโยนบอลเข้ามาเพื่อทำประตู ทำให้พวกเขาต้องพยายามทำประตูทั้งการเล่นกับเท้า, การโหม่ง อีกทั้งส่งให้เพื่อนทำประตู ในปัจจุบันที่เน้นจังหวะบอลเร็วมากขึ้น การเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว จึงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อฟุตบอลยุคนี้

กองหน้าตัวต่ำ (Second striker)[แก้]

กองหน้าตัวต่ำ (support striker) (ในอดีตตำแหน่งนี้จะถูกเรียกว่ากองหน้าตัวใน (inside forward)) ถึงจะมีประวัติมายาวนาน แต่การอธิบายของตำแหน่งนี้ก็แต่งต่างกันไปทุกยุค การเป็นกองหน้าตัวต่ำนั้นไม่จำเป็นต้องมีตัวสูง หรือมีความแข็งแกร่งทางร่างกายเท่ากองหน้าตัวกลาง พวกต้องการทักษะเพื่อช่วยสร้างโอกาสทำประตูให้กองหน้าตัวกลาง, การปั่นกองหลังฝ่ายตรงข้าม และถ้ามีโอกาสก็ยิงประตูด้วยตัวเอง

ปีก (winger)[แก้]

ปีก ประกอบด้วยปีกซ้ายและปีกขวา (left winger and right winger) (ในอดีตเรียกตำแหน่งนี้ว่ากองหน้าตัวนอก (outside forward)) เป็นตำแหน่งของผู้เล่นที่จะบุกจากทางริมเส้นขอบสนาม ในปัจจุบันตำแหน่งนี้ถูกเรียกว่า “ปีก (Wing)” หน้าที่ของตำแหน่งนี้คือใช้ความเร็วในการบุกผ่าฟูลแบ็คเพื่อป่วนกองหลัง แล้วส่งลูก หรือโยนลูกเข้าไปให้คนบุกอื่นอีกที หรืออาจบุกผ่ากองหลังคนอื่นเข้าไปทำประตูเอง

อ้างอิง[แก้]

  1. "นักเตะสารพัดประโยชน์". สำนักข่าวไทย. 28 January 2015. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015. 
  2. "Patrick Vieira: How to be a midfield destroyer". performance.fourfourtwo.com. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015. 
  3. "เทรกวาทิสตา". pasatito.wordpress.com. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015.