จามาล อุดดีน อัล-อัฟกานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
จามาล อุดดีน อัล-อัฟกานี
Jamaluddin-al-afghani.jpg
ส่วนบุคคล
เกิด
Sayyid Jamaluddin ibn Safdar

ฮ.ศ.1254/ ค.ศ.1839
ไม่ทราบสถานที่แน่นอน[1][2][3]
ตาย9 มีนาคม ค.ศ.1897 (58 ปี)
สาเหตุการตายมะเร็งที่ขากรรไกร[4]
ที่ฝังศพคาบูล, อัฟกานิสถาน[4]
ศาสนาอิสลาม
สัญชาติไม่ทราบ[1][2][3]
ลัทธิไม่ทราบ[1][2][3]
แนวคิดโดดเด่นPan-Islamism, เอกภาพระหว่างซุนนี-ชีอะฮ์, เอกภาพระหว่างฮินดู-มุสลิม[5]
ตำแหน่งชั้นสูง
อัลอัฟกานี

จามาล อุดดีน อัล-อัฟกานี (Jamal ad-Din al-Afghani) เป็นนักคิดเจ้าของลัทธิรวมกลุ่มอิสลามและเป็นปัญญาชนคนสำคัญในโลกอิสลาม เกิดเมื่อ พ.ศ. 2382 ใกล้กับเมืองฮะมะดันในอิหร่านตะวันตก และเข้าศึกษาทางด้านอิสลามที่สำนักอิสลามนิกายชีอะห์ในอิรัก ก่อนจะเผยแพร่ลัทธิรวมกลุ่มอิสลาม เพื่อฟื้นฟูศาสนาอิสลามให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก ใน พ.ศ. 2400 เขาได้เดินทางไปอินเดีย และได้เห็นเหตุการณ์กบฏซีปอย ทำให้เขารู้สึกเกลียดชังอังกฤษ เขาได้เดินทางไปอัฟกานิสถานและสนับสนุนให้อัฟกานิสถานต่อสู้กับอังกฤษ แต่ไม่สำเร็จจึงถูกเนรเทศออกมา

จากนั้นจามาลได้ไปเผยแพร่ศาสนาในอียิปต์ ซึ่งความเชื่อของเขาได้รับความนิยมมาก แต่ในที่สุด เขาถูกขับออกจากอียิปต์เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยสนับสนุนให้ข้าหลวงอิสมาอีลสละบัลลังก์ให้เตาฟีก บุตรชาย และสนับสนุนให้ชาวอียิปต์ต่อต้านตะวันตก เมื่ออกจากอียิปต์เขาเดินทางไปยังไฮเดอราบาดและเขียนบทความโจมตีเซอร์ไซยิด อาหมัด ข่านที่นิยมอังกฤษ เขาจึงถูกจำคุกที่กัลกัตตา เมื่อพ้นโทษจึงเดินทางไปปารีสและออกหนังสือพิมพ์ต่อต้านอังกฤษ ภายหลังได้เดินทางไปรัสเซียและอิหร่าน แต่ก็ถูกปฏิเสธจากรัฐบาลเหล่านี้ จามาลจึงตั้งองค์กรลับและออกใบปลิวต่อต้านรัฐบาลที่ยอมให้สัมปทานแก่ตะวันตก

ในบั้นปลายชีวิต เขาได้เดินทางไปยังออตโตมานใน พ.ศ. 2435 เพื่อพบกับสุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 ในระยะแรก สุลต่านสนับสนุนเขา แต่ภายหลังเมื่อสุลต่านพบว่าจามาลไม่ได้จงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริงจึงสั่งกักบริเวณจนเขาถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อ 9 มีนาคม พ.ศ. 2439 แม้ว่าจามาลจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเกลี้ยกล่อมผู้นำมุสลิมต่างๆต่อต้านตะวันตกแต่ไม่สำเร็จ แต่คนรุ่นต่อมาได้นำความคิดของเขามาใช้จนเกิดเป็นขบวนการภราดรภาพอิสลามในอียิปต์

อ้างอิง[แก้]

  • ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์. จามาล อุดดีน อัล-อัฟกานี ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 92 - 95

ดูเพิ่ม[แก้]

  • Bashiri, Iraj, Bashiri Working Papers on Central Asia and Iran, 2000.
  • Black, Antony (2001). The History of Islamic Political Thought. New York: Routledge. ISBN 0-415-93243-2.
  • Cleveland, William (2004). A History of the Modern Middle East. Boulder, CO: Westview Press. ISBN 0-8133-4048-9.
  • Keddie, Nikki Ragozin. Sayyid Jamal ad-Din al-Afghani: A Political biography. Berkeley: University of California Press, 1972. ISBN 978-0-520-01986-7
  • Pankaj Mishra (2012). "Strange Odyssey of Jamal al-Din al-Afghani". From the Ruins of Empire:The Intellectuals Who Remade Asia. New York: Farrar, Straus and Giroux. ISBN 0374249598.
  • Watt, William Montgomery (1985). Islamic Philosophy and Theology. Edinburgh: Edinburgh University Press. ISBN 0-7486-0749-8.
  • Mehrdad Kia, Pan-Islamism in Late Nineteenth-Century Iran, Middle Eastern Studies, Vol. 32, No. 1, pp. 30–52 (1996).
  • Moazzam, Anwar (1984). Jamal Al-Din Al-Afghani, A Muslim Intellectual. New Delhi. ISBN 978-81-7022-150-0.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • 1.0 1.1 1.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ OEPSTI
  • 2.0 2.1 2.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ EI2
  • 3.0 3.1 3.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ OEIP
  • 4.0 4.1 Nikki R. Keddie, Nael Shama (2014). "Afghānī, Jamāl al-Dīn al-". In Oliver Leaman. The Oxford Encyclopedia of Islam and Politics. Oxford University Press. In 1897 al-Afghānī died of cancer of the jaw. No evidence supports the story that he was poisoned by the sultan. In 1944, his remains were transferred to Kabul, Afghanistan, and a mausoleum was erected there.
  • "AFḠĀNĪ, JAMĀL-AL-DĪN" (in English). Encyclopaedia Iranica. 22 July 2011. In Hyderabad 1880-81 Afḡānī published six Persian articles in the journal Moʿallem-e šafīq, which were reprinted in Urdu and Persian in various editions of Maqālāt-e Jamālīya. The three major themes of these articles are: 1. advocacy of linguistic or territorial nationalism, with an emphasis upon the unity of Indian Muslims and Hindus, not of Indian Muslims and foreign Muslims; 2. the benefits of philosophy and modern science; and 3. attacks on Sayyed Aḥmad Khan as a tool of the British. On nationalism, he writes in “The Philosophy of National Unity and the Truth about Unity of Language” that linguistic ties are stronger and more durable than religious ones (he was to make exactly the opposite point in the pan-Islamic al-ʿOrwat al-woṯqā a few years later). In India he felt the best anti-imperialist policy was Hindu-Muslim unity, while in Europe he felt it was pan-Islam.
  • 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Keddie
  • 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Iranica