การบริจาคโลหิต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ขณะที่บริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิต คือการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค เลือดนั้นนำไปใช้สำหรับการถ่ายเลือด และ/หรือการเยียวยาทางชีวเภสัชวิทยาโดยกระบวนการที่เรียกว่า การแยกส่วน (การแยกองค์ประกอบของเลือดครบ) การบริจาคอาจบริจาคเลือดครบ หรือเฉพาะองค์ประกอบหนึ่งของเลือดโดยตรง (apheresis) ก็ได้ ธนาคารเลือดมักเป็นผู้ดำเนินการเก็บเลือดและกระบวนการต่อจากนั้น

ผู้ประสงค์จะบริจาคโลหิตจะได้รับการประเมินปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้เลือดไม่ปลอดภัย ขั้นตอนการคัดกรองมีการทดสอบโรคที่สามารถส่งต่อได้ทางการถ่ายเลือด เช่น เอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ ผู้บริจาคต้องตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์และรับการทดสอบทางกายสั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการบริจาคโลหิตไม่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริจาค ความถี่ของการบริจาคโลหิตนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเลือดที่บริจาคและกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ผู้บริจาคสามารถบริจาคเลือดครบได้ทุก 8 สัปดาห์ (56 วัน) และบริจาคเฉพาะเกล็ดเลือดได้ทุก 3 วัน

การคัดกรอง[แก้]

เพื่อความปลอดภัยของผู้รับโลหิต[แก้]

เพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคโลหิต[แก้]

ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินสุขภาพและถามคำถามต่างๆ เกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าการบริจาคโลหิตจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริจาค ผู้บริจาคจะได้รับการตรวจความเข้มข้นของเลือด (ระดับฮีมาโทคริต หรือ ระดับฮีโมโกลบิน) เพื่อให้แน่ใจว่าหลังบริจาคเลือดแล้วจะไม่เกิดภาวะโลหิตจางขึ้น การตรวจขั้นตอนนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บริจาคถูกปฏิเสธเลือดที่พบบ่อยที่สุด[1] ระดับฮีโมโกลบินที่กาชาดอเมริกายอมรับให้บริจาคโลหิตได้คือมากกว่า 12.5 g/dL ในผู้หญิง หรือมากกว่า 13.0 g/dL ในเพศชาย และไม่เกิน 20 g/dL ผู้ที่มีระดับฮีโมโกลบินน้อยกว่าหรือมากกว่าค่าที่กำหนดนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้บริจาคโลหิต[2] นอกจากความเข้มข้นของเลือดแล้วผู้บริจาคจะได้รับการตรวจวัดอัตราชีพจร ความดันโลหิต และอุณหภูมิกาย ผู้บริจาคสูงอายุบางรายจะถูกปฏิเสธเนื่องจากอายุเกิน[3] นอกจากอายุแล้วน้ำหนักและส่วนสูงก็เป็นอีกปัจจัยที่จะนำไปพิจารณาคัดผู้บริจาค เช่น กาชาดอเมริกากำหนดให้ผู้ที่จะบริจาคเลือดเต็มหรือเกล็ดเลือดต้องมีน้ำหนักอย่างน้อย 50 กิโลกรัม หรือมากกว่า 59 กิโลกรัมในเพศชายและ 68 กิโลกรัมในเพศหญิง สำหรับการบริจาคเลือดแดงสองเท่า[4] ยังไม่มีการศึกษาความปลอดภัยในการบริจาคตโลหิตสำหรับผู้บริจาคที่กำลังตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้วจะงดรับบริจาคโลหิตจากผู้ตั้งครรภ์จนกว่าจะอยู่ในระยะมากกว่า 6 สัปดาห์หลังคลอด[5]

ขั้นตอนการบริจาคโลหิต[แก้]

เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต[แก้]

เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

  1. เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
  2. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
  3. ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
  4. ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  5. ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
  6. ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
  7. ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
  8. งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
  9. ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
  10. ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
  11. ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
  12. ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
  13. มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
  14. ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
  15. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
  16. ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
  17. ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
  18. ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
  19. สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
  20. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
  21. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม

การบริจาค[แก้]

เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง

เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง

หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่

เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้ ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่มีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน

การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค[แก้]

หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจากตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้

  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
  • งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
  • รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
  • หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. Gómez-Simón A; Navarro-Núñez L; Pérez-Ceballos E; และคณะ (Jun 2007). "Evaluation of four rapid methods for hemoglobin screening of whole blood donors in mobile collection settings". Transfus. Apher. Sci. 36 (3): 235–42. doi:10.1016/j.transci.2007.01.010. PMID 17556020.
  2. "Iron Information for All Blood Donors". www.redcrossblood.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-10-20.
  3. Goldman M, Fournier E, Cameron-Choi K, Steed T (May 2007). "Effect of changing the age criteria for blood donors". Vox Sang. 92 (4): 368–72. doi:10.1111/j.1423-0410.2007.00897.x. PMID 17456161. S2CID 36493554.
  4. "Eligibility Requirements". www.redcrossblood.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-10-20.
  5. "Donating – Frequently Asked Questions". Blood Bank of Alaska. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-06-06. สืบค้นเมื่อ 2008-06-01.