กองรบพิเศษที่ 3 (สหรัฐ)
| กองรบพิเศษที่ 3 (ส่งทางอากาศ) | |
|---|---|
| 3rd Special Forces Group (Airborne) | |
เครื่องหมายหน้าหมวกเบอเรต์ของกองรบพิเศษที่ 3 | |
| สถาปนา | 5 ธันวาคม ค.ศ. 1963 – 1 ธันวาคม ค.ศ. 1969 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 – ปัจจุบัน |
| ประเทศ | |
| เหล่า | |
| รูปแบบ | หน่วยปฏิบัติการพิเศษ |
| ขึ้นต่อ | |
| กองบัญชาการ | ค่ายแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา |
| คำขวัญ | "เพื่อปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่" (De Oppresso Liber) |
| ปฏิบัติการสำคัญ | สงครามเวียดนาม สงครามอ่าว |
| เครื่องหมายสังกัด | |
| อดีตแถบการรับรู้กองรบพิเศษที่ 3 (ส่งทางอากาศ) สวมใส่โดยทหารมีคุณสมบัติปฏิบัติการไม่พิเศษ—แทนเครื่องหมายหน้าหมวกเบอเรต์—จากคริสต์ทศวรรษ 1960 ถึง ค.ศ. 1984[1] | |
| อาร์มหน่วยที่ไหล่ของหน่วยบัญชาการรบพิเศษที่ 1 (ส่งทางอากาศ) สวมใส่โดยหน่วยกองรบพิเศษที่ 1 (ส่งทางอากาศ) | |
กองรบพิเศษสหรัฐ | |
|---|---|
| ก่อน | ถัดไป |
| กองรบพิเศษที่ 1 | กองรบพิเศษที่ 5 |
กองรบพิเศษที่ 3 (ส่งทางอากาศ) (อังกฤษ: 3rd Special Forces Group (Airborne); อักษรย่อ: 3rd SFG(A)) – มักเรียกกันง่าย ๆ ว่ากองที่ 3 – เป็นหน่วยรบพิเศษกองทัพบกสหรัฐ (SF) ซึ่งมีบทบาทในสมัยสงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1963–1969) โดยได้หยุดปฏิบัติการ และกลับมาปฏิบัติการใหม่ในปี ค.ศ. 1990 กองที่ 3—ตามที่เรียกกันในบางครั้ง—ได้รับการออกแบบมาเพื่อกรีธาพลและปฏิบัติภารกิจทั้งเก้า ได้แก่ การสงครามนอกแบบ, การป้องกันภายในให้กับมิตรประเทศ, การปฏิบัติภารกิจโดยตรง, การปราบปรามการก่อกบฏ, การลาดตระเวนพิเศษ, การต่อต้านการก่อการร้าย, ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร, การต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และการสนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคง[2] กองรบพิเศษที่ 3 มีหน้าที่หลักในการดำเนินงานภายในพื้นที่รับผิดชอบของแอฟริคอม โดยเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ทวีปแอฟริกา (SOCAFRICA) อันมีพื้นที่ปฏิบัติการหลัก (AO) คือทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งโซคอมปี ค.ศ. 2015[3] แต่กองที่ 3 ก็ยังมีส่วนร่วมในแคริบเบียนและดินแดนตะวันออกกลางที่ยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ กองรบพิเศษที่ 3 ได้ปฏิบัติการรบอย่างกว้างขวางในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และสมาชิกของกองรบนี้มีความโดดเด่นบนสมรภูมิในประเทศอัฟกานิสถาน
ประวัติ
[แก้]คริสต์ทศวรรษ 1960
[แก้]กองรบพิเศษที่ 3 เคลื่อนพลครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1963 ที่ค่ายแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สี่สีของเสี้ยวหนึ่งของวงกลมที่เครื่องหมายหน้าหมวกเบอเรต์ของกองรบพิเศษที่ 3 นั้นมาจากเครื่องหมายหน้าหมวกของหน่วยรบพิเศษที่มีอยู่ก่อน ซึ่งสมาชิกกองรบพิเศษที่ 3 ถูกดึงออกมาในตอนแรก (ด้วยเหตุนี้ คำขวัญดั้งเดิมจึงเป็น "จากที่เหลือมาเป็นดีที่สุด") สีเหล่านี้ ได้แก่ สีเหลือง (กองรบพิเศษที่ 1 (ส่งทางอากาศ)), สีแดง (กองรบพิเศษที่ 7 (ส่งทางอากาศ)), สีดำ (กองรบพิเศษที่ 5 (ส่งทางอากาศ)) และสีขาว (กองฝึกรบพิเศษ (ส่งทางอากาศ)) ซึ่งกองรบพิเศษที่ 3 เดิมทีมุ่งเน้นไปที่ตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 หน่วยนี้ได้ฝึกกองกำลังติดอาวุธของประเทศมาลี, ประเทศอิรัก, ประเทศเอธิโอเปีย, ประเทศคองโก และประเทศจอร์แดน – นอกเหนือจากการสนับสนุนการปล่อยยานอวกาศอย่างยานเจมินี 6 และ 7 ใน ค.ศ. 1965 กองรบพิเศษที่ 3 ยังปฏิบัติงานร่วมกับกองรบพิเศษที่ 5 (ส่งทางอากาศ) ในสงครามเวียดนาม ส่วนใน ค.ศ. 1966 กองรบพิเศษที่ 3 ได้โอนอำนาจควบคุมชุดปฏิบัติการพิเศษสำนักงานความมั่นคงกองทัพบกที่ 403 และกองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยาที่ 19 ไปยังกองรบพิเศษที่ 5[4] ด้วย "การแผลงเป็นเวียดนาม" ของความขัดแย้ง กองรบพิเศษที่ 3 (ส่งทางอากาศ) ได้ถูกหยุดยั้งการปฏิบัติงานใน ค.ศ. 1969 และเหล่าสมาชิกถูกย้ายกลับไปยังกองรบพิเศษอื่น ๆ (นายทหารกองรบพิเศษที่ 3 นายหนึ่งซึ่งอยู่ในเวียดนามใต้—พันตรี จอร์จ ดับเบิลยู. พีพรี—ได้เป็นทหารนายแรกบนภาคพื้นดินในการตีโฉบฉวยเซินเต็ย (ค.ศ. 1970) และต่อมาช่วยวางแผนการถอนทัพที่ไซ่ง่อน (30 เมษายน ค.ศ. 1975) และกลายเป็นทหารหน่วยรบพิเศษนายสุดท้ายที่ออกจากประเทศ[5]
คริสต์ทศวรรษ 1990
[แก้]กองรบพิเศษที่ 3 เคลื่อนพลอีกครั้งใน ค.ศ. 1990 โดยในช่วงแรกพื้นที่ปฏิบัติการประกอบด้วยแคริบเบียนและแอฟริกาตะวันตก ซึ่งสมาชิกกองรบใหม่ถูกดึงมาโดยหลักจากกองรบพิเศษที่ 5 (ส่งทางอากาศ) เมื่อสงครามอ่าวปะทุขึ้น กองรบพิเศษที่ 3 ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่เพียงกองพันเดียว (1st BN) ได้เคลื่อนกำลังพลไปที่ซอฮ์รัน ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นเวลาสามเดือน ซึ่งทีมเอของกองรบพิเศษนี้ดำเนินการภารกิจการลาดตระเวนและวินาศกรรมในพื้นที่ที่ถูกปฏิเสธในอิรักและคูเวต[6] โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 กองรบพิเศษที่ 3 ได้รับมอบหมายภารกิจรักษาความปลอดภัยและยึดครองสถานทูตสหรัฐในคูเวตซิตี[7] กองพันที่ 2 และกองพันที่ 3 ของกองรบพิเศษที่ 3 เคลื่อนพลอีกครั้งใน ค.ศ. 1991 และ 1992 ตามลำดับ นอกจากนี้ กองรบพิเศษที่ 3 ยังได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูประชาธิปไตยในเฮติเมื่อ ค.ศ. 1994[8] ตลอดจนในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 กองรบพิเศษที่ 3 ได้ช่วยฝึกกองกำลังในประเทศเซเนกัล, ประเทศยูกันดา, ประเทศมาลาวี, ประเทศมาลี, ประเทศเอธิโอเปีย และประเทศตรินิแดดและโตเบโก รวมถึงอื่น ๆ อีกมาก[9]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ US Army Special Forces 1952–84, Bloomsbury Publishing, by Gordon L. Rottman, dated 20 September 2012, ISBN 9781782004462, last accessed 29 March 2019
- ↑ Army Special Operations Forces Fact Book 2018 เก็บถาวร 19 ตุลาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, USASOC official website, dated 2018, last accessed 28 July 2019
- ↑ Naylor, Sean D. (27 August 2009). "SOCom directive announces major changes" (PDF). Army Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-03-08. สืบค้นเมื่อ 24 October 2014.
- ↑ Sutherland, Ian D.W. (1990), Special Forces of the United States Army: 1952–1982, San Jose, California: R. James Bender Publishing, pp 297–300.
- ↑ Kellar, Brad (23 April 2011). "Local war hero's final journey". Herald-Banner. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 August 2022.
- ↑ Smith, R. Jeffrey (4 March 1991). "U.S. Special Forces Carried Out Sabotage, Rescues Deep in Iraq". The Washington Post. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2022.
- ↑ Diaz, Tom (20 March 1991). "Special Forces Busy in Kuwait". The Washington Times. p. 1.
- ↑ Goff, Stan (2000). Hideous Dream : A Soldier's Memoir of the US Invasion of Haiti (1st ed.). [New York]: Soft Skull Press. ISBN 978-1887128636. OCLC 45893701.
- ↑ "3rd Special Forces Group (Airborne), 1st Special Forces Regiment". GlobalSecurity.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 December 2021. สืบค้นเมื่อ 24 October 2014.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ กองรบพิเศษที่ 3- 3rd Special Forces Group Veterans Website
- Global Security Profile

