โอกุโบะ โทะชิมิชิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โอกุโบะ โทะชิมิชิ
大久保 利通
Toshimichi Okubo 4.jpg
เกิด 10 สิงหาคม ค.ศ. 1830(1830-08-10)
คะโงะชิมะ, แคว้นซะสึมะ, ญี่ปุ่น
เสียชีวิต 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 (47 ปี)
โตเกียว ญี่ปุ่น
สาเหตุการเสียชีวิต
ถูกลอบสังหาร
สัญชาติ ญี่ปุ่น
อาชีพ นักการเมือง, ซามูไร

โอกุโบะ โทะชิมิชิ (ญี่ปุ่น: 大久保 利通 おおくぼ としみち Ōkubo Toshimichi ?, 10 สิงหาคม ค.ศ. 183014 พฤษภาคม ค.ศ. 1878) เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นผู้มีพื้นเพจากการเป็นซามูไรแห่งแคว้นซะสึมะ และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนนางผู้ใหญ่แห่งการฟื้นฟูสมัยเมจิ เขาได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้วางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่

ปฐมวัย[แก้]

โอกุโบะเมื่อครั้งยังเป็นซามูไรในวัยหนุ่ม

โอกุโบะ โทะชิมิชิ เกิดที่เมืองคะโงะชิมะ แคว้นซะสึมะ (ปัจจุบันคือจังหวัดคะโงะชิมะ) โดยเป็นบุตรชายคนโตจากทั้งหมด 5 คน ของโอกุโบะ จุเอะมง ซามูไรระดับล่างผู้เป็นข้ารับใช้ของชิมะสึ นะริอะกิระ ไดเมืยวแห่งแคว้นซะสึมะ เขาได้รับการศึกษาในสำนักศึกษาของท้องถิ่นแห่งเดียวกันร่วมกับไซโง ทะกะโมะริ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเพียง 3 ปี ในปี ค.ศ. 1846 โอกุโบะได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาลักษณ์ประจำแคว้นซะสึมะ

ซามูไรแคว้นซะสึมะ[แก้]

ชิมะสึ นะริอะกิระ ได้สังเกตเห็นความสามารถของโอกุโบะและได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานบริหารภาษีของแคว้นในปี ค.ศ. 1858 ต่อมาเมื่อนะริอะกิระเสียชีวิต โอกุโบะก็ได้เข้าร่วมแผนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ ทั้งนี้ เขามีจุดยืนสนับสนุนแนวคิด "โทบะคุ" (倒幕) หรือการล้มล้างอำนาจรัฐบาลโชกุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต่างจากซามูไรในแคว้นเดียวกันส่วนมากที่สนับสนุนแนวคิด "โคบุกัตไต" (公武合体, ประสานราชสำนักกับรัฐบาลโชกุน) และ '"ฮังบะคุ" (ต่อต้านรัฐบาล) ในการขับเคลื่อนขบวนการ "ซนโนโจอิ" (เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน)

สงครามระหว่างแคว้นซะสึมะกับอังกฤษในปี ค.ศ. 1863 พร้อมด้วยกรณีริชาร์ดสัน และการรัฐประหารในเกียวโตในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ทำให้โอกุโบะเชื่อแน่ว่าการทำ "โทบะคุ" ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ในปี ค.ศ. 1866 เขาจึงได้ร่วมกับไซโง ทะกะโมะริ และตัวแทนจากแคว้นโจชูชื่อ คิโดะ ทะกะโยะชิ จัดตั้งพันธมิตรซัตโจขึ้นเป็นการลับ เพื่อดำเนินการล้มล้างรัฐบาลโชกุน

การฟื้นฟูสมัยเมจิ[แก้]

ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 กองกำลังของแคว้นโจชูและแคว้นซะสึมะได้ร่วมกันเข้ายึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และประกาศเริ่มการฟื้นฟูสมัยเมจิ คณะกุมอำนาจปกครองซึ่งประกอบด้วยโอกุโบะ ไซโก และคิโดะ ได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีมหาดไทยทำให้โอะกุโบะมีอำนาจอย่างสูงยิ่งในการควบคุมรัฐบาลท้องถิ่นและกิจการตำรวจทั่วทั้งประเทศ ในชั้นต้นนั้นรัฐบาลใหม่ต้องอาศัยรายได้จากดินแดนของตระกูลโทะกุงะวะซึ่งรัฐบาลใหม่ได้ยึดครองไว้ ต่อมาโอกุโบะจึงแต่งตั้งผู้ปกครองดินแดนเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่วนมากล้วนเป็นคนรุ่นหนุ่ม ส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนของเขา เช่น มะสึตะกะ มะซะโยะชิ ที่เหลือก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริซึ่งมีอยู่น้อยนิด นอกจากนี้โอกุโบะยังได้ใช้อำนาจของเสนาบดีมหาดไทยในการพัฒนาสาธารณูปโภคเช่น การตัดถนนใหม่ สร้างสะพานและท่าเรือ เพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธที่จะทำมาตลอด

ในฐานะเสนาบดีการคลัง โอกุโบะได้ตราพระราชบัญญัติปฏิรูปภาษีที่ดิน กฎหมายการห้ามพกพาดาบในที่สาธารณะ (廃刀令 Haitōrei) และยกเลิกการล่วงละเมิดคนชั้นล่างของสังคม (ซึ่งเรียกโดยรวมว่า "บุระคุมิง") อย่างเป็นทางการ ส่วนในด้านการต่างประเทศ เขาได้ดำเนินให้มีการทบทวนสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมฉบับต่างๆ และเข้าร่วมคณะการทูตอิวะคุระในการเดินทางรอบโลกระหว่าง ค.ศ. 1871- 1873

โดยตระหนักว่าญี่ปุ่นในเวลานั้นยังไม่อยู่ในฐานะที่จะท้าทายกับมหาอำนาจชาติตะวันตกได้ โอกุโบะได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1873 ซึ่งขณะนั้นภายในประเทศญี่ปุ่นได้มีการถกเถียงเรื่องนโยบายการรุกรานเกาหลีอย่างเผ็ดร้อน เขายังได้เข้าร่วมการประชุมที่โอซะกะในปี ค.ศ. 1875 เพื่อพยายามนำความสมานฉันท์ภายในหมู่สมาชิกคณะคณาธิปไตยเมจิกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม โอกุโบะประสบความล้มเหลวในการชักจูงให้ไซโง ทะกะโมะริ มองไปยังอนาคตของญี่ปุ่นในวันข้างหน้า ไซโงเริ่มเห็นว่านโยบายใหม่ในการทำให้ญี่ปุ่นมีความทันสมัยเป็นสิ่งที่ผิด และในการกบฏซะสึมะในปี ค.ศ. 1877 กบฏฝ่ายซะสึมะบางส่วนก็เข้าร่วมรบภายใต้การนำของไซโงเพื่อต่อต้านกองทัพของรัฐบาลใหม่ด้วย ในฐานะเสนาบดีมหาดไทย โอกุโบะได้บัญชาการกองทัพและทำสงครามปราบปรามไซโงผู้เป็นเพื่อนเก่า เมื่อการกบฏจบลงด้วยความพ่ายแพ้ โอกุบะจึงถูกซามูไรแคว้นซะสึมะจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนทรยศ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 โอกุโบะจึงถูกชิมะดะ อิชิโร และซามูไรจากแคว้นคะนะสะวะ 6 คน ลอบสังหารในระหว่างเดินทางไปยังพระราชวังโตเกียว โดยที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากประตูซะกุระดะมง ซึ่งเป็นสถานที่ลอบสังหารอี นะโอะสุเกะ เมื่อ 18 ปีก่อน ไม่ไกลนัก

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]