โรงเรียนการป่าไม้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนการป่าไม้
ถนนคุ้มเดิม ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
ข้อมูล
สถาปนา 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2479
สังกัดการศึกษา กรมป่าไม้

โรงเรียนการป่าไม้ (พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2536) หรือ "ศูนย์ฝึกอบรมที่ 1 (แพร่)" ส่วนฝึกอบรม สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในอดีตเป็นโรงเรียนที่รับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าศึกษาในวิชาการป่าไม้ ตั้งอยู่ ณ ถนนคุ้มเดิม ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ก่อนจะเป็นโรงเรียนป่าไม้[แก้]

ในอดีตรัฐบาลมีความพยายามที่จะดำเนินการสำรวจสถานการณ์ไม้สัก ในพื้นที่มณฑลพายัพ โดยขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ เพื่อยืมตัวข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถในการป่าไม้ ซึ่งรัฐบาลอินเดียของอังกฤษได้ให้รัฐบาลไทยยืมตัว Mr.H.Slade เข้ามาช่วยงานด้านการป่าไม้ของไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2438 และได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2439 ในครั้งนั้น Mr.H.Slade ได้กราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2439 ถึงข้อบกพร่องต่างๆ รวมถึงการศึกษาและการฝึกฝนทางวิชาการป่าไม้ของคนไทย ซึ่งในระยะนั้นยังไม่มีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทางวิชาการป่าไม้เลย

ในปี พ.ศ. 2458 จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาการป่าไม้ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยจัดตั้งขึ้นในแผนกยันตรศึกษา โรงเรียนข้าราชการพลเรือน วังใหม่สระปทุม ทำการสอนวิชาการป่าไม้เบื้องต้น หลักสูตร 2 ปี แต่หลังจากเปิดทำการสอนได้เพียง 3 ปี ก็ต้องเลิกไปเนื่องจากไม่มีผู้สนใจเรียน

การเริ่มก่อตั้งโรงเรียนการป่าไม้[แก้]

ภายหลังการเลิกสัมปทานป่าไม้ของบริษัท อีสเอเชียติก จำกัด จึงได้มอบอาคารสถานที่ให้กับกรมป่าไม้ เพื่อใช้ในกิจการของกรมป่าไม้ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2478 โดยพระยาพนานุจร (เปล่ง สาครบุตร) อธิบดีกรมป่าไม้ ได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนในฐานะเป็น "กองโรงเรียนป่าไม้" และมอบหมายให้หลวงวิลาสวันวิท (เมธ รัตนประสิทธิ์) เป็นหัวหน้ากอง มีหน้าที่ให้การศึกษาด้านวิชาการป่าไม้ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ แก่เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ในระดับล่าง ตลอดจนบุคคลภายนอกที่มีความสนใจ

โรงเรียนการป่าไม้ ได้เปิดทำการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 โดยรับนักศึกษาจำนวน 25 คน จากการสอบแข่งขันของข้าราชการกรมป่าไม้ และบุคคลภายนอกที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 ต่อมาในปี พ.ศ. 2486 ได้เลื่อนฐานะโรงเรียนการป่าไม้เป็น "วิทยาลัยวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์"[1] ทำการสอนระดับอนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 ได้ขยายหลักสูตรเป็นปริญญาตรี 5 ปี และย้ายสถานที่ทำการสอนจากเดิม มาเป็นคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร

ยุคโรงเรียนการป่าไม้ พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2536[แก้]

กรมป่าไม้ ได้เปิดทำการเรียนการสอน ณ โรงเรียนการป่าไม้ จังหวัดแพร่ อีกครั้ง ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 โดยเปิดทำการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการป่าไม้ (หลักสูตร 2 ปี) มีนายรัตน์ พนมขวัญ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน รับนักศึกษาจำนวน 50 คน จากข้าราชการของกรมป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 ได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน

ในปี พ.ศ. 2507 ได้มีการเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ร่วมกับการคัดเลือกข้าราชการของกรมป่าไม้ และในปี พ.ศ. 2508 จึงได้เปิดรับบุคคลภายนอกทั้งหมด ในจำนวน 200 คน จากนักเรียนสายวิทย์-คณิต จนถึงปี พ.ศ. 2536 จึงได้ยุติการเปิดสอนของโรงเรียนการป่าไม้ รวมนักศึกษาของโรงเรียนทั้งสิ้น 36 รุ่น มีผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนการป่าไม้ 6,180 คน

ยุคโรงเรียนการป่าไม้ เพื่อการฝึกอบรมข้าราชการ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการปรับโครงสร้างของหน่วยงาน ทำให้โรงเรียนป่าไม้ได้เปลี่ยนสถานภาพจากเดิม เป็น "โรงเรียนการป่าไม้" สังกัดกองฝึกอบรม กรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ทำหน้าที่ฝึกอบรมข้าราชการ พนักงานของกรมป่าไม้ และหน่วยงานอื่น ๆ ตลอดจนการอบรมชาวบ้าน เด็กเยาวชน นักเรียน นักศึกษา

การปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ. 2545 ส่งผลให้โรงเรียนการป่าไม้ ต้องเปลี่ยนสถานะอีกครั้งจากเดิมเป็น "ศูนย์ฝึกอบรมที่ 1 (แพร่)" สังกัดกองฝึกอบรม กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ฝึกอบรมข้าราชการ พนักงาน และประชาชนทั่วไปเช่นเดิม ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2547 ได้มีการเปลี่ยนแปลงต้นสังกัดจากเดิมเป็น สังกัดส่วนฝึกอบรม สำนักบริหารงานกลาง แต่ยังทำหน้าที่เช่นเดิม[2]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ประวัติโรงเรียนป่าไม้แพร่
  • เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ. (2555). กิจการป่าไม้เมืองแพร่ก่อน พ.ศ. 2532: นายทุน แรงงาน และเทคโนโลยี. วารสารประัวัติศาสตร์ (มหาวิทยาลัยศรีนครนทรวิโรฒ). หน้า 34-48.