เขื่อนแก่งเสือเต้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำยมที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตรในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าจะช่วยป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ดังกล่าวได้[1] แต่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรภาคประชาชน ได้ออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ซึ่งยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ และตั้งคำถามถึงความสามารถของเขื่อนในการป้องกันปัญหาอุทกภัย [2] ตลอดจนความเสี่ยงต่อพื้นที่ของเขื่อนซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน

ลักษณะทั่วไป [แก้]

ตัวเขื่อนแก่งเสือเต้นอยู่ห่างจากจุดบรรจบของแม่น้ำยมกับแม่น้ำแม่วางไปทางเหนือประมาณ 6.7 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมืองแพร่ 50 กิโลเมตร มีพื้นที่รับน้ำ 3,583 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 933 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ชลประทานแม่น้ำยมที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า 200,000 ไร่ ด้านท้ายน้ำยังต้องอาศัยน้ำฝนเท่านั้น[3] ตัวเขื่อนเป็นเขื่อนหินถมดาดคอนกรีต สันเขื่อนกว้าง 10 เมตร สูงจากท้องลำน้ำ 69 เมตร สันเขื่อนยาว 540 เมตร หากสร้างแล้วจะมีพื้นที่เกษตรกรรมในฤดูแล้งในพื้นที่ชลประทานแถบลุ่มแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น 367,228 ไร่[4]

ประวัติ [แก้]

ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2523 มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศึกษาความเหมาะสมของ "โครงการผันน้ำอิง-ยม-น่าน" หรือต่อมาชื่อ "โครงการผันน้ำกก-อิง-ยม-น่าน" ซึ่งมีเป้าหมายผันน้ำจากแม่น้ำโขง น้ำอิง น้ำกก มาไว้ในแม่น้ำยม ผลการศึกษาเขื่อนแก่งเสือเต้นของ กฟผ. เสนอให้ดำเนินการ 2 ระยะ คือ ระยะแรกให้ก่อสร้างโครงการแก่งเสือเต้นอเนกประสงค์ ซึ่งมีความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และระยะที่สอง เป็นการเสริมความสูงและขยายกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าจากปริมาณน้ำที่ผันมา ผลการศึกษาแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2528 โครงการประกอบด้วยเขื่อนแก่งเสือเต้นระดับเก็บกักน้ำ 258 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีราษฎรได้รับความเดือดร้อนประมาณ 620 ครอบครัว[3]

จากนั้น กฟผ. โอนงานให้กรมชลประทานดำเนินการต่อ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมชลประทานศึกษาทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยกรมชลประทานได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2534 และแผนแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2537 [3]

หลังผ่านกระบวนการเสนอหลายขั้นตอน เดือนกันยายน พ.ศ. 2538 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมยกเรื่องโครงการแก่งเสือเต้นให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา โดยคณะกรรมการฯ มีมติให้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการ โดยโครงการจะใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภคในเขตพื้นที่จังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร, ควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม, ตลอดจนแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง[3]

22 เมษายน พ.ศ. 2539 มีการชุมนุมของชาวบ้านเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ชะลอโครงการไปก่อน และอีกสิบกว่าปีต่อมา ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี มีการผลักดันโครงการดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งก็เผชิญกับเสียงคัดค้านที่ระบุว่าแก่งเสือเต้นเป็นพื้นที่ไม้สักทองผืนสุดท้ายของประเทศ แต่ทางพลตรีสนั่นว่า มีการตัดไม้สักทองไปหมดแล้ว และชี้แจงต่อไปว่า ข้อมูลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลศึกษาการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมในบริเวณดังกล่าว มี 2 ทางเลือก คือ เขื่อนแก่งเสือเต้นและเขื่อนแม่น้ำยม แต่เขื่อนแก่งเสือเต้นเหมาะสมกว่าในแง่วิศวกรรมและเศรษฐกิจ[3] ระหว่าง พ.ศ. 2545-2551 การศึกษาพบว่า อุทกภัยอันเกิดแก่จังหวัดริมแม่น้ำยมสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท[5]

อ้างอิง [แก้]