อำเภอโพนทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ โพนทอง (แก้ความกำกวม)
อำเภอโพนทอง
แผนที่จังหวัดร้อยเอ็ด เน้นอำเภอโพนทอง
โพนทองเมืองงาม เรืองนามปู่กุดเป่ง เคร่งวัฒนธรรม หัตถกรรมเสื่อกก
มรดกแหลมพยอม ข้าวหอมองุ่นหวาน
สืบสานพัฒนา การศึกษาก้าวไกล
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอโพนทอง
อักษรโรมัน Amphoe Phon Thong
จังหวัด ร้อยเอ็ด
รหัสทางภูมิศาสตร์ 4507
รหัสไปรษณีย์ 45110
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 719.2 ตร.กม.
ประชากร 108,026 คน (พ.ศ. 2556)
ความหนาแน่น 150.20 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอโพนทอง หมู่ที่ 1
ถนนนิคมดำริห์ ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด 45110
พิกัด 16°18′0″N 103°58′41″E / 16.30000°N 103.97806°E / 16.30000; 103.97806
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4357 1223
หมายเลขโทรสาร 0 4357 1223

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

โพนทอง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมชื่ออำเภอแวง

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอโพนทองตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ประวัติ[แก้]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเจ้าลาวทรงพระนามว่า "เจ้าโสมพะมิตร" ได้พาครอบครัวและบริวารข้ามฝั่งโขงมาจากบริเวณประเทศลาวในปัจจุบัน มาตั้งรกรากที่บ้านน้ำดำ (จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน) และขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ต้องการที่จะขยายอาณาเขตครอบครองแผ่นดินทางอีสานเหนือของไทยโดยมีจุดมุ่งหมายที่เมืองนครราชสีมา จึงเกณฑ์ให้กลุ่มเจ้าโสมพะมิตรร่วมรบด้วย แต่เจ้าโสมพะมิตรปฏิเสธที่จะช่วยรบ พร้อมกับอพยพหนีการจับกุมของเจ้าอนุวงศ์ มาตั้งกองคาราวานที่บ้านแวง ริมหนองบัว ซึ่งในละแวกนั้นมีท้าวโสใหญ่เป็นผู้ปกครองดูแลอยู่และตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านโพนทองน้อย ท้าวโสใหญ่มีลูกชายสองคนคือ "โสน้อย" และ "พรหมมาใหญ่" ซึ่งได้ร่วมกันกับกลุ่มเจ้าโสมพะมิตรต่อต้านเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ จนเจ้าอนุวงศ์พ่ายแพ้หนีกลับเวียงจันทน์ไป ส่วนโสน้อยได้รวมพรรคพวกมาตั้งเมืองใหม่ที่บ้านแวง

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศให้มีการใช้นามสกุล "โสน้อย" จึงได้ใช้นามสกุลว่า "พลเยี่ยม" ซึ่งบริวารส่วนใหญ่ก็ใช้นามสกุลพลเยี่ยมเช่นกัน นายโสน้อยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำนันคนแรกของบ้านแวง (อำเภอแวงหรืออำเภอโพนทองในปัจจุบัน) มีชื่อว่า "ท้าวสุวรรณสาร" (จึงถือว่าท่านผู้นี้เป็นต้นสกุล "พลเยี่ยม") บ้านเรือนของท่านก่อนนี้ปลูกอยู่บริเวณที่ทำการไปรษณีย์โพนทองในปัจจุบัน ซึ่งยังปรากฏเสาหลักเมืองแวงตั้งอยู่ที่บริเวณมุมที่ตั้งของที่ทำการไปรษณีย์โพนทองจนทุกวันนี้ สาเหตุที่เนินนี้ไม่ค่อยมีการตั้งบ้านเรือนในอดีต อาจจะเนื่องจากอยู่ใกล้ลำน้ำยัง ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินทาง ที่อาจจะมีการปล้นสดม์ได้โดยง่าย

ที่ว่าการอำเภอโพนทอง อยู่ข้างตลาดสดเทศบาลตำบล มีห้องสมุดประชาชน ประสิทธิ์-ตุ๊ พร้อมพันธ์ ปัจจุบัน เป็น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และ ห้องสมุด ที่ให้บริการ ห้องสมุด CD Rom และ บริการอินเทอร์เน็ต สำหรับประชาชนทั่วไป ห้องสมุดประชาชน ประสิทธิ์-ตุ๊ พร้อมพันธ์ สร้างด้วยเงินบริจาค ที่ นายประสิทธิ์ นางตุ๊ พร้อมพันธ์ ผู้ประกอบกิจการ ไม้ มอบให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ และ นางตุ๊ พร้อมพันธ์ ยังได้ บริจาค สร้างอาคาร ที่ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ด้วย

นามสกุลพลเยี่ยม นามสกุลประจำอำเภอ อาจจะเป็นนามสกุลอันดับแรกๆของประเทศไทย โดยไม่ได้มีการบันทึกไว้ เช่นเดียวกับ ราชสกุลจักรพงษ์ ที่ไม่มีในราชกิจจานุเบกษา รายชื่อนามสกุลพระราชทาน จากคำบอกเล่าของผู้สูงวัยของอำเภอ ทราบความได้ว่า เป็นนามสกุลที่ได้มีที่มาจากการไปรบศึกฮ่อกลับมา โดยมีผู้ที่ได้ไปร่วมรบศึกฮ่อจำนวน 4 คน คื่อ พ่อใหญ่ฮ่อ พ่อใหญ่ขันตี พ่อใหญ่วันดี พรหมเยี่ยม พ่อใหญ่อุปชิต

แต่ผู้ที่ได้ใช้นามสกุล พลเยี่ยม อันดับแรก คือ กำนันพรหม ซึ่งรู้หนังสือ และนำใบไปขึ้นทะเบียนที่จังหวัดเป็นคนแรก ซึ่งสมัยนั้นใบตั้งนามสกุลน่าจะเป็นกระดาษปอนด์ ที่สั่งมาจากอังกฤษ ส่วนเหรียญปราบฮ่อที่ บอยท่าพระจันทร์ครอบครองอยู่และคิดว่าเป็นเหรียญที่เหมือนจริงและแตกต่างกันเล็กน้อยนั้น น่าจะเป็นเหรียญจริงตัวอย่างต้นแบบ ที่ ได้สั่งให้แก้ไข เพราะทิศทางฮวงจุ้ยของมุมเหรียญ การที่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พ.ศ. 2466 ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป นั้นแสดงให้เห็นว่า ระบบการออกแบบ และผลิตเหรียญตรา ได้ทำขึ้นในยุโรปมาเป็นเวลานานแล้ว รวมถึงการสั่งกระดาษปอนด์มาใช้ทำโฉนดที่ดิน หรือ นส.3

พ่อใหญ่วันดี พรหมเยี่ยม ซึ่งในเวลาต่อมาเป็น พ่อใหญ่หาญชนะ พลเยี่ยม เป็นลูกเขยของ พ่อใหญ่อุปฮาด ซึ่งโยกย้ายมาจากเมือง กมลาไสย มาตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่ตั้งอำเภอเป็นอันดับแรกในแถบศาลาประชาคม และที่ราชพัสดุข้างคลองในปัจจุบัน แต่ต้องย้ายมาอยู่ข้างไปรษณีย์ในปัจจุบันเนื่องจาก ศึกษานิเทศ ต้องการใช้พื้นที่ในการตั้งอำเภอที่อยู่ใกล้โรงเรียน การที่พ่อใหญ่อุปฮาด อพยพมาจากเมืองมลาไสย เนื่องจากจะมีการสัมนาผู้ที่เกี่ยวของกับการปฏิวัติ ซึ่งอาจจะเป็น รศ 130 ที่มีเชื้อพระวงศ์กว่าครึ่งเข้าร่วมด้วย แต่กำลังหลักอยู่ในมือของพระนางซูสีไทเฮา จึงปฏิวัติไม่สำเร็จ จึงได้มีการสร้างสะพาน รศ 130 ขึ้นในบริเวณ ใกล้ๆสวนดุสิต เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพร้อมที่จะอภัยให้

พระราชบัญญัตขนานนามสกุล น่าจะมีการเตรียมการมานานแล้ว หลังจาก 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงถูกบังคับให้สละราชสมบัติ จึงมีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 สาเหตุที่มีการประวิงเวลาน่าจะเกิดจากกฎหมายอันเข้มงวดของราชวงศ์ชิง และมีการขยายเวลาเพราะ กระดาษปอนด์จากอังกฤษไม่เพียงพอ อีกทั้งการสืบสาแหรกชาวจีนในประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาจจะมีการอพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และให้มีการตราเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์เมื่อ 1 เมษายน 2458 การที่มีผู้วางแผน ปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้กดดันให้ราชสำนักเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขึ้น กลุ่มที่พ่ายแพ้ได้แตกกระจายออกจากที่ตั้งเพื่อหลบซ่อนตัว มีข่าวลือว่า ร6 และ ร7 เข้าร่วมเพื่อชิงอำนาจทางทหารจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี ที่มีตระกูล สุจริตกุลซึ่งเป็นตระกูลที่ดูแลเรื่องกิจการภายในมาแต่ครั้งอดีตเป็นกำลังหลักด้วย

ผังเมือง พื้นที่อำเภอโพนทอง เมื่อรวมกับ อำเภอหนองพอก เป็นรูปหัวใจ ราชกิจจานุเบกษา ระบุว่ามีการตั้งเป็นอำเภอโพนทอง เมื่อ พศ 2462 ซึ่งเป็นชื่อ ถนน ที่มีไปรษณีย์ตั้งอยู่ คือ ถนน พ.ศ. 2462 คำว่า หัวใจ ในภาษาจีน คือคำว่า ซิม ในสมัยนั้น การออกแบบถนน และผังเมืองให้เป็นระบบระวังภัย มีมานานแล้วซึ่งต้องใช้กระดาษและแพรพรรณจำนวนมหาศาล นามสกุลหลักๆของอำเภอโพนทอง ซึ่งได้แก่ ตระกูล พลเยี่ยม และตระกุลตั้ง มีเครือญาติกับชาวอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งสอดคล้องกับการที่เมือง กมลาไสย ต้องโอนมาขึ้นกับ ร้อยเอ็ด แทน หัวเมืองกาฬสินธุ์ และย้ายกลับไปขึ้นกับกาฬสินธุ์เหมือนเดิม สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ว่าหัวเมือง ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เป็นเชื้อสายพระเจ้าสิริบุญสาร บิดาของเจ้าอนุวงศ์ทั้งสิ้น การที่เจ้าอนุวงศ์เดินทัพไปถึงโคราช และกองหน้าไปถึงสระบุรีนั้น อาจจะเป็นกลศึก เพื่อนำไปบังคับให้ องค์ชายฉี ของราชวงชิงที่เดินทางมาถึงสยามซ่อนตัว เพราะบรรดาญาติๆของเจ้าอนุวงศ์ไม่เอาด้วย และกลศึกนี้ บังคับให้เจ้าอนุวงศ์แข็งเมืองจริงๆเพราะต้องรอนแรมเดินทางไกลมาเพียงหมู่เดียวเพราะได้รับคำสั่งให้ยกกำลังทหารมาช่วย สยาม ซึ่งเกิดความผิดพลาดสู่หลุมพรางครั้งแล้วครั้งเล่า และผู้ที่ดูแลเมืองโคราชเป็นหญิง และไม่มีข้อมูลว่าหน่วยสอดแนมที่เดินทางถึงสระบุรีนั้นเป็นอย่างใด ซึ่งสระบุรีนั้นเป็นหัวเมืองทางทหารชนิดนึงเป็นเมืองอาณาบริเวณบริวารของบางกอก เจ้าอนุวงศ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ลาว อาจจะเนื่องจาก เติบโตเป็นตัวประกันในบางกอก ซึ่งมีชื่อถนน อนุวงศ์ ที่เยาวราช อยู่เป็นปรากฏ และอาจจะเป็นการเกณฑ์แรงงานเหมืองทองจากลาว มาทำเหมืองทองแดง ซึ่งค้นพบสายแร่ในหัวเมืองโคราช ส่งผลให้เมืองบริเวณที่มีสายแร่ มีเสียงเหน่อ กว่าคนอีสานทั่วไป

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอโพนทองแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 14 ตำบล 196 หมู่บ้าน

1. แวง (Waeng) 8. โพธิ์ศรีสว่าง (Pho Si Sawang)
2. โคกกกม่วง (Khok Kok Muang) 9. อุ่มเม่า (Um Mao)
3. นาอุดม (Na Udom) 10. คำนาดี (Kham Na Di)
4. สว่าง (Sawang) 11. พรมสวรรค์ (Phrom Sawan)
5. หนองใหญ่ (Nong Yai) 12. สระนกแก้ว (Sa Nok Kaeo)
6. โพธิ์ทอง (Pho Thong) 13. วังสามัคคี (Wang Samakkhi)
7. โนนชัยศรี (Non Chai Si) 14. โคกสูง (Khok Sung)

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอโพนทองประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 15 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลโพนทอง[1] ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลแวงและบางส่วนของตำบลสระนกแก้ว
  • เทศบาลตำบลโคกสูง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกสูงทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลโคกกกม่วง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกกกม่วงทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลโนนชัยศรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนชัยศรีทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลโพธิ์ทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์ทองทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลแวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแวง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลโพนทอง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาอุดม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาอุดมทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสว่าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสว่างทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองใหญ่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ศรีสว่าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์ศรีสว่างทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มเม่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอุ่มเม่าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำนาดีทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพรมสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพรมสวรรค์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสระนกแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสระนกแก้ว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลโพนทอง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวังสามัคคี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวังสามัคคีทั้งตำบล

อ้างอิง[แก้]

  1. มติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่นๆ 19 ต.ค. 2552