สุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุริยุปราคา 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411
Solar eclipse 1868Aug18-Bullock.png
ภาพสเก็ตช์โคโรนาของดวงอาทิตย์โดยกัปตันบุลล็อก
ประเภท
แกมม่า -0.0443
แมกนิจูด 1.0756
บดบังมากที่สุด
ระยะเวลา 6 นาที 47 วินาที
พิกัด 10.6N 102.2E
ความกว้างของเงามืด 245 กิโลเมตร
เวลา (UTC)
บดบังมากที่สุด 5:12:10

สุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้คำนวณปรากฏการณ์ดังกล่าวไว้ล่วงหน้าถึงสองปี[1] และเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้กับราชอาคันตุกะยังบ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนได้ชื่อว่า "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" ส่วนประชาคมดาราศาสตร์สากลได้เรียกสุริยุปราคาในครั้งนี้ว่า "King of Siam's eclipse" (อุปราคาของพระเจ้ากรุงสยาม)[1] เหตุการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่การค้นพบธาตุฮีเลียม โดย ปิแอร์ จองส์ชอง กัปตันบุลล็อกได้สเก็ตช์ลักษณะของโคโรนาของดวงอาทิตย์ ขณะสังเกตการณ์จากทะเลเซเลบีส[2]

การคำนวณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[แก้]

การคำนวณสุริยุปราคาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวนี้ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ[3]

  1. คำนวณหาตำแหน่งของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ โดยใช้ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาในต่างประเทศ
  2. คำนวณเพื่อตรวจสอบว่า จะมีโอกาสเกิดอุปราคาได้หรือไม่
  3. คำนวณว่าการเกิดอุปราคาจะมีลักษณะอย่างไร จะเห็นได้ที่ไหน และเวลาเท่าไรถึงเท่าไรตามระบบเวลามาตรฐาน

พระองค์ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าถึงสองปี ว่าเส้นศูนย์ของอุปราคาจะผ่านมาใกล้ที่สุด ณ ตำบลหว้ากอ ตรงละติจูด 11 องศา 38 ลิปดาเหนือ และลองติจูด 99 องศา 39 ลิปดาตะวันออก สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นนานที่สุดอยู่ตรงเชิงเขาหลวง โดยที่พระองค์ทรงคำนวณขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ไม่มีอยู่ในหลักฐานการคำนวณของหอดูดาวกรีนิซแต่อย่างใด[3] ฝ่ายการคำนวณของกรีนิซนั้นแสดงเฉพาะแนวศูนย์กลางของการพาดผ่านของเงามืดเพียงเส้นเดียว แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยากรณ์ว่าอุปราคานั้นจะเห็นมืดทั้งดวงตั้งแต่ชุมพรถึงปราณบุรี[3] นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งก็ได้ทำนายสุริยุปราคาคราวนี้ด้วยเช่นกัน แต่คำนวณผิดพลาดไป 2 นาที[4]

การตรวจสอบย้อนหลังด้วยคอมพิวเตอร์[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายภาพร่วมกับเจ้าเมืองสิงคโปร์และแขกต่างประเทศ

ค่ายหลวงหว้ากอ อยู่ในตำแหน่งใกล้กับเส้นกึ่งกลางของคราส โดยสูงค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย คราสเริ่มจับ (สัมผัสที่ 1) เวลา 10:32:23 น. จับหมดดวง (สัมผัสที่ 2) เวลา 12:00:31 น. กินลึกสุดเวลา 12:03:55 น. มุมเงยดวงอาทิตย์ 84.8° เริ่มคลายออก (สัมผัสที่ 3) เวลา 12:07:18 น. คลายหมดดวง (สัมผัสที่ 4) เวลา 13:35:13 น. ส่วนกรุงเทพมหานครในขณะนั้น เห็นเป็นสุริยุปราคาชนิดบางส่วนโดยกินลึกถึง 96% เวลา 12:03:33 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทยในปัจจุบัน [5] ซึ่งมีความแตกต่างกับเวลาสยามประเทศที่ใช้ในสมัยนั้น

การค้นพบฮีเลียม[แก้]

นักดาราศาสตร์ ปิแอร์ จองส์ชอง สังเกตสุริยุปราคาครั้งนี้จากคุนตูร์ รัฐไอเดอราบัด อินเดียของอังกฤษ นับเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งแรกนับตั้งแต่ทฤษฎีของเคอร์ชอฟฟ์ซึ่งเสนอไว้เมื่อปี พ.ศ. 2402 ว่า เส้นฟรอนโฮเฟอร์ในสเปกตรัมของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับแถบเปล่งแสงของธาตุเคมีต่างชนิดที่มีอยู่ในดวงอาทิตย์ จองส์ชองสังเกตการณ์สุริยุปราคาดังกล่าวด้วยสเปกโตรมิเตอร์ เขาสังเกตพบแถบสีเหลืองสว่าง (ความยาวคลื่น 587.49 นาโนเมตร) ในสเปกตรัมของเปลวสุริยะซึ่งไม่อาจเป็นธาตุโซเดียมอย่างที่เคยสันนิษฐานไว้เดิมได้ และในภายหลัง ก็สามารถสังเกตพบแถบเดิมโดยไม่จำเป็นต้องสังเกตในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาขึ้นก่อน ผลแบบเดียวกันยังถูกพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ นอร์แมน ล็อกเยอร์ และทั้งการสื่อสารของจองส์ชองและล็อกเยอร์ถูกนำเสนอไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2411[6][7]

อ้างอิง[แก้]