เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สปีรีตอเวย์)
เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ
ป้ายประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์แบบสากล
กำกับ ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki)
อำนวยการสร้าง โทะชิโอะ ซุซุกิ (Toshio Suzuki)
เขียนบท ฮะยะโอะ มิยะซะกิ
เขียนเรื่อง ฮะยะโอะ มิยะซะกิ
นำแสดง รุมิ ฮีระงิ (Rumi Hiiragi)
มิยุ อิริโนะ (Miyu Irino)
มิระ นะสึกิ (Mari Natsuki)
บุนตะ ซุงะวะระ (Bunta Sugawara)
ดนตรีประกอบ โจ ฮิไซชิ (Joe Hisaishi)
กำกับภาพ อะสึชิ โอะกุอิ (Atsushi Okui)
ตัดต่อ ทะเกะชิ เซะยะมะ (Takeshi Seyama)
ค่าย สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli)
จำหน่าย/เผยแพร่ • ญี่ปุ่น: โทะโฮะ
• ทั่วโลก (ยกเว้นไทย): วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส
ฉาย Flag of Japan.svg 27 กรกฎาคม 2544
ความยาว 125 นาที
ประเทศ ญี่ปุ่น และอื่น ๆ
ภาษา ญี่ปุ่น และอื่น ๆ
งบประมาณ 1.9 พันล้านเยน
(19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)[1]
รายได้ 27,492,509,500 เยน
(274,925,095 ดอลลาร์สหรัฐ)

เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ (ญี่ปุ่น: 千と千尋の神隠し เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ , "เซ็งและชิฮิโระผู้ถูกผีลักไป" ?; อังกฤษ: Spirited Away) เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากประเทศญี่ปุ่น แนวแฟนตาซี/ผจญภัย เขียนและกำกับโดย ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) และผลิตโดย สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) มีเนื้อหาว่าด้วยเด็กหญิงวัยสิบปีหลงเข้าไปในโลกของภูตพร้อมครอบครัวโดยบังเอิญ บิดามารดากลายร่างเป็นสุกร และเธอต้องทำงานที่โรงอาบน้ำของแม่มด เธอจึงพยายามปลดแอกตนและครอบครัวเพื่อกลับโลกมนุษย์[2]

มิยะซะกิเขียนบทภาพยนตร์นี้ขึ้น โดยอ้างอิงลูกสาววัยสิบปีของเพื่อน ซึ่งมักมาเยี่ยมเขาทุกฤดูร้อน ภาพยนตร์เรื่อง เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ นี้เริ่มกระบวนการผลิตใน พ.ศ. 2543 ฉากในเรื่องนั้นเอาพิพิธภัณฑสถานในอำเภอโคะงะเน กรุงโตเกียว เป็นที่ตั้ง เมื่อสร้างเสร็จ มิยะซะกิพบว่าภาพยนตร์ยาวกว่าสามชั่วโมง จึงตกลงใจตัดหลาย ๆ ส่วนออกจนเหลือสองชั่วโมงกว่า ๆ แล้วนำออกฉายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ปีรุ่งขึ้น ฉบับภาษาอังกฤษนั้น พากย์เสียงและจำหน่ายโดยวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส โดยมี จอห์น แลสเซเทอร์ (John Lasseter) ผู้กำกับภาพยนตร์ของพิกซาร์และเป็นผู้นิยมผลงานของมิยะซะกิ คอยควบคุมดูแล แลสเซเทอร์มอบหมายให้เคิร์ก ไวส์ (Kirk Wise) กำกับการพากย์ และให้โดนัลด์ ดับเบิลยู. เอิร์นสต์ (Donald W. Ernst) ผลิต

ในบ้านเกิดเมืองนอน เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ ประสบความสำเร็จดีเยี่ยม ชนะ ไททานิก (Titanic) ซึ่งกินรายได้มากที่สุด ณ เวลานั้น และทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย ส่วนในระดับโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างรายได้มากกว่าสองร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการสรรเสริญเป็นอันมาก[3] ทั้งยังได้รับรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมในการประกาศผลรางวัลอแคเดมีครั้งที่ 75, รางวัลหมีทองคำในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และเทศกาลดังกล่าวจัดให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สิบเรื่องที่เด็กอายุสิบสี่ปีแล้วควรชม นอกจากนี้ ใน พ.ศ. 2545 เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ ก็ได้รับเลือกเป็นแอนิเมชันยิ่งใหญ่ที่สุด อันดับที่ 8 ในอันดับแอนิมชันยอดเยี่ยมร้อยเรื่อง รองจาก เดอะซิมป์สันส์ (The Simpsons), ทอมกับเจอร์รี (Tom and Jerry), เซาท์พาร์ก (South Park), ทอย สตอรี่ (Toy Story), แฟมิลีกาย (Family Guy), เชร็ค (Shrek) และ เดอะ ไลอ้อน คิง (The Lion King) ตามลำดับ

เนื้อเรื่อง[แก้]

ชิฮิโระ โอะงิโนะ (Chihiro Ogino) เด็กหญิงวัยสิบปี ย้ายบ้านไปกับบิดามารดาอย่างเสียมิได้ ขณะขับรถยนต์ไปเมืองใหม่ พวกเขาหลงทาง และพบสวนสนุกร้าง บิดาของชิฮิโระออกสำรวจทั่วบริเวณ ขณะที่มารดาและชิฮิโระติดตามไปอย่างตะขิดตะขวงใจ ใจกลางสวนสนุกนั้น พวกเขาพบแผงลอยอาหารกำลังสุกส่งกลิ่นชวนรับประทาน ปราศจากทั้งคนขายและลูกค้า บิดามารดาชิฮิโระจึงนั่งลงบริโภค แต่ชิฮิโระไม่เห็นด้วยและเดินไปชมดูรอบ ๆ แทน เธอพบโรงอาบน้ำหลังมหึมา ทันใดนั้น เด็กชายคนหนึ่งโผเข้าหาเธอ และเตือนเธอให้เร่งกลับไปก่อนตะวันลับฟ้า เมื่อชิฮิโระวิ่งกลับไปยังแผงลอย เธอพบว่าบิดามารดากลายเป็นสุกรเสียแล้ว และเริ่มปรากฏภูตผีปิศาจเดินขวักไขว่ในสวนสนุกนั้น

ด้วยความตกใจ ชิฮิโระวิ่งหนีไปจนพบแม่น้ำสายใหญ่ และทรุดลงร้องไห้ ณ ที่นั้น เด็กชายคนดังกล่าวเข้ามาพบเธออีก และแจ้งชื่อว่า ฮะกุ (Haku) เขาบอกว่า เขารู้ชื่อเธอ เพราะเขารู้จักเธอมาตั้งแต่เธอยังเด็กแล้ว เขาเผยว่า ครอบครัวของเธอกำลังอยู่ในโลกของภูต โดยบิดามารดาของเธอรับประทานอาหารของภูตเข้า จึงกลายร่างเป็นสุกร จากนั้น เขานำพาเธอไปยังโรงอาบน้ำ แล้วบอกให้เธอไปพบ คะมะจี (Kamajī) ชายแก่ผู้มีหกแขนและเป็นพนักงานต้มน้ำ เพื่อของานทำ เพราะในท้องที่นี้ คนว่างงานจะถูก ยุบาบะ (Yubāba) แม่มดผู้เป็นเจ้าของโรงอาบน้ำ สาปให้เป็นสัตว์ไว้ใช้งานแทน ดุจเดียวกับที่ยามนี้บิดามารดาของเธอถูกยุบาบะกักไว้ในคอก

ชิฮิโระพบคะมะจีที่ห้องต้มน้ำ คะมะจีฝากฝังเธอกับ ริง (Rin) หญิงคนงาน เพื่อให้ริงพาเธอไปพบยุบาบะ แล้วทำสัญญาจ้างแรงงานกัน เมื่อแรก ยุบาบะไม่ตกลงด้วย แต่ที่สุดก็ยินยอม โดยมีเงื่อนไขว่า เธอต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เซ็ง (ญี่ปุ่น:  Sen ?, ตัดมาจาก 千尋 (ชิฮิโระ)) ภายหลัง ฮะกุบอกชิฮิโระว่า ยุบาบะควบคุมทาสโดยทำให้ทาสลืมชื่อที่แท้จริงของตน ต่อเมื่อทาสลืมอดีตสนิทแล้ว ก็จะติดอยู่ในโลกของภูตชั่วนิรันดร์ เช่นเดียวกับเขาที่กลายเป็นทาสของยุบาบะ เพราะลืมชื่อจริงของตนไปแล้ว จำได้แต่ว่า บางส่วนของชื่อคือ ฮะกุ

ระหว่างทำงานที่โรงอาบน้ำในฐานะเป็นผู้ช่วยของริงนั้น ชิฮิโระได้พบภูตผีปิศาจมากมาย ครั้งหนึ่ง เธอพบเจอผีตนหนึ่งสวมหน้ากากยืนตากฝนอยู่นอกอาคาร จึงเปิดประตูให้มันเข้ามาหลบฝน ต่อมา ภูตตนหนึ่ง มีร่างกายอันแล้วไปด้วยสิ่งโสโครกส่งกลิ่นคละคลุ้ง จนทุกคนเรียกว่า ภูตเหม็นฉึ่ง (stinky spirit) เข้าใช้บริการโรงอาบน้ำ ชาวโรงอาบน้ำรังเกียจมัน และไม่กล้าให้บริการ ยุบาบะจึงให้ชิฮิโระรับผิดชอบ ชิฮิโระทำความสะอาดภูตตนนี้จนเกลี้ยงเกลา แล้วพบว่า ที่จริงแล้วมันคือผีเสื้อน้ำ (river spirit) ผู้เลื่องชื่อ มันพอใจที่เธอฟื้นฟูสุขอนามัยให้ และมอบ "ลูกกลอนอาเจียน" (emetic dumpling) ให้เป็นการตอบแทน

ต่อมา ชิฮิโระทราบว่าฮะกุเป็นมังกร และพบเขาถูกฝูงนกพยนต์ (shikigami) ไล่ล่าทำร้าย ยุบาบะสั่งให้ฮะกุไปขโมยตราประจำตัวของ เซะนีบะ (Zenība) น้องสาวฝาแฝดของตน เซะนีบะจึงปลุกเสกนกพยนต์เข้าโจมตี และติดตามมาถึงโรงอาบน้ำ เซะนีบะเปลี่ยนโบ (Bō) ทารกร่างมโหฬารซึ่งเป็นบุตรของยุบาบะ ให้เป็นหนู และเปลี่ยนอีกาของยุบาบะให้เป็นนกกระจิบ แล้วเรียกให้ฮะกุส่งตราคืนมา โดยกล่าวว่า ใครที่ลักตราของนางมา จะต้องคำสาปให้มีอันเป็นไป

ชิฮิโระเข้าช่วยเหลือฮะกุที่บาดเจ็บไว้ และพากันร่วงหล่นลงสู่ห้องต้มน้ำ คะมะจี พนักงานต้มน้ำ ช่วยพยาบาลฮะกุ และชิฮิโระให้ฮะกุบริโภคลูกกลอนอาเจียนครึ่งลูก เพื่อให้สำรอกตราของเซะนีบะที่ฮะกุกลืนเข้าไประหว่างขโมยออกมา ฮะกุรากตรานั้นออกมาพร้อมกับทากสีดำตัวหนึ่ง ชิฮิโระจึงกระทืบทากดังกล่าวจนแหลกลาญ และกล่าวว่า จะนำตราไปคืนให้แก่เซะนีบะ เพื่อขอให้เซะนีบะถอนคำสาปให้ฮะกุ คะมะจีมอบตั๋วรถไฟไปสู่ที่พำนักของเซะนีบะให้ โบซึ่งอยู่ในร่างหนูขอติดตามเธอไปด้วย

เวลานั้นเอง ผีสวมหน้ากากที่ชิฮิโระเคยเรียกให้เข้ามาหลบฝนข้างในและซาบซึ้งน้ำใจของเธอได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อขอใช้บริการโรงอาบน้ำ มันกลืนคนงานคนหนึ่งลงท้องเพื่ออาศัยเสียงเขาพูด แล้วเรียกคนงานอื่น ๆ ให้ปรนเปรอมันด้วยอาหารจำนวนมาก แลกกลับทองคำจำนวนมาก มันบริโภคอาหารไม่หยุดหย่อนจนร่างกายพองโตอักโข และเริ่มกลืนกินคนงานด้วย ยุบาบะทราบเรื่องจึงเข้าระงับเหตุ นางพบว่าผีตนนี้คือ "ผีไร้หน้า" (No-Face) ที่เคยหมายหัวไว้ว่าห้ามเข้าใช้บริการ นางใช้อาคมต่อกรกับมัน แต่กลับทำให้มันรากท่วมนาง และพลุ่งพล่านอาละวาดทั่ว ชิฮิโระจึงโยนลูกกลอนอาเจียนครึ่งที่เหลือให้มันกิน มันสำรอกทุกคนและทุกสิ่งจนสิ้น และกลับคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นมิตร ผีไร้หน้าบอกชิฮิโระว่า มันเพียงต้องการเพื่อน เพราะมันไร้บ้านไร้ครอบครัว และขอติดตามชิฮิโระไปที่พำนักของเซะนีบะด้วย

ชิฮิโระและคณะนั่งรถไฟไปถึงบ้านของเซะนีบะ พวกเขาพบว่า แม้เป็นน้องสาวของยุบาบะ แต่เซะนีบะมีจิตใจงาม นางต้อนรับพวกเขาอย่างดี และแถลงไขว่า ฮะกุเป็นมังกรที่ต้องการเรียนเวทมนตร์ จึงสมัครไปอยู่กับยุบาบะ แต่ถูกยุบาบะใช้เล่ห์กลทำให้ลืมชื่อและตกเป็นทาสไป เซะนีบะบอกด้วยว่า คำสาปที่ผนึกไว้กับตรานั้นถูกทำลายลงแล้วด้วยความรักที่ชิฮิโระมีต่อฮะกุ ส่วนทากที่ชิฮิโระกระทืบแหลกไปนั้นเป็นคุณไสยที่ยุบาบะใช้ผูกมัดฮะกุไว้เป็นทาส เป็นเหตุให้ระหว่างนั้นฮะกุฟื้นคืนสติ เขาพบว่า ยุบาบะโมโหโกรธาเป็นอันมากที่โรงอาบน้ำพัง ซ้ำชิฮิโระยังหายไปอีก จึงสั่งให้เอาสุกรบิดามารดาของชิฮิโระไปปรุงเป็นอาหารเย็น เขาเข้าขัดขวางโดยแจ้งยุบาบะว่า ได้สังเกตหรือไม่ว่าของรักของหวงของนางหายไป ยุบาบะจึงสังเกตได้ว่า โบ ลูกรัก หายไป ฮะกุบอกนางว่า โบไปพบเซะนีบะกับชิฮิโระ และเสนอว่า ถ้าเขานำพาโบกลับมาให้นาง ขอให้นางปลดปล่อยชิฮิโละพร้อมครอบครัวเป็นไท นางยินดี แต่เน้นย้ำว่า สัญญาระหว่างนางกับชิฮิโระจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อชิฮิโระผ่านการทดสอบประการหนึ่ง ฮะกุจึงกลับร่างเป็นมังกรโผไปรับชิฮิโระและคณะ ส่วนผีไร้หน้านั้นชอบใจจะอยู่กับเซะนีบะ

ระหว่างที่ขี่หลังมังกรฮะกุกลับโรงอาบน้ำนั้น ชิฮิโระนึกถึงถ้อยคำของฮะกุที่ว่า เขาเคยพบเจอเธอเมื่อเธอยังเล็ก แล้วหวนระลึกได้ว่า เมื่อเด็กเธอเคยตกแม่น้ำโคะฮะกุขณะก้มลงเก็บรองเท้า และฮะกุเป็นเทพารักษ์แม่น้ำโคะฮะกุที่ช่วยเธอไว้ ฮะกุจึงจดจำได้ว่า ชื่อจริงของตนคือ "แม่น้ำโคะฮะกุ" และเป็นผลให้ฮะกุเป็นอิสระจากยุบาบะ ฮะกุพาโบมาคืนให้แก่ยุบาบะ ยุบาบะทดสอบชิฮิโระโดยให้เธอตอบว่า สุกรตัวใดในฝูงที่อยู่เบื้องหน้าเธอนี้คือบิดามารดาของเธอ ชิฮิโระตอบได้ถูกต้องว่า บิดามารดาของตนมิได้อยู่ท่ามกลางสุกรเหล่านี้ สัญญาจ้างงานจึงสิ้นสุดลง ฮะกุนำพาชิฮิโระมาสู่ทางเข้าสวนสนุก และให้ "สัญญาใจ" ว่าทั้งคู่ต้องได้พบกันอีก ชิฮิโระได้พบบิดามารดาอีกครั้ง คนทั้งสองจดจำเรื่องราวในโลกของภูตมิได้เลย แล้วครอบครัวโอะงิโนะก็ละสวนสนุกกลับสู่โลกที่เคยจากมา

ตัวละคร[แก้]

ริง (ซ้าย, เท้าเอว), ชิฮิโระ (กลาง, ชุดแดง) และแม่มดยุบาบะ (ขวา) ณ โรงอาบน้ำ
  • ชิฮิโระ โอะงิโนะ (ญี่ปุ่น: 荻野 千尋 Ogino Chihiro ?) - เด็กหญิงวัยสิบปี ซึ่งย้ายบ้านไปเมืองใหม่พร้อมครอบครัวอย่างไม่เต็มใจ และหลงเข้าไปในโลกของภูตโดยบังเอิญ
  • ฮะกุ (ญี่ปุ่น: ハク Haku ?) หรือ เทพารักษ์แม่น้ำโคะฮะกุ (ญี่ปุ่น: ニギハヤミコハクヌシ Nigihayami Kohakunushi ?, ตามตัวอักษร: "อารักษ์แห่งแม่น้ำสีอำพันอันเชี่ยวกราก" (god of the swift amber river); อังกฤษ: Spirit of the Kohaku River) - มีกำเนิดเป็นมังกร ปรากฏร่างเป็นเด็กชายวัยสิบสองปี[4] ฮะกุเป็นเทพารักษ์ประจำแม่น้ำมาก่อน ในอดีตชิฮิโระเคยตกลงไปในแม่น้ำโคะฮะกุ ฮะกุช่วยเหลือเธอขึ้นจากน้ำ เมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างเป็นอพาร์ตเมนท์ฮะกุจึงไม่มีที่อยู่จำต้องเร่รอนมาฝากตัวในสำนักแม่มดยุบาบะ[5] โดยแลกกับการเป็นมือขวาให้แก่นาง แม่มดยุบาบะใช้คุณไสยให้ฮะกุลืมตัวตน แต่ความทรงจำร่วมกันกับชิฮิโระทำให้เขาหลุดพ้นจากการเป็นทาสของยุบาบะได้ในที่สุด
  • ยุบาบะ (ญี่ปุ่น: 湯婆婆 Yubāba ?, ตามตัวอักษร: "แม่เฒ่าอ่างน้ำ") - เป็นหญิงสูงวัยซึ่งเป็นแม่มด มีศีรษะและจมูกอันใหญ่โตผิดมนุษย์ มีนิสัยเจ้ากี้เจ้าการและวางอำนาจ แต่อ่อนโยนต่อ โบ ทารกร่างยักษ์ซึ่งเป็นบุตรของนาง นางเปิดโรงอาบน้ำซึ่งทำรายได้ให้แก่นางเป็นอันมาก
  • เซะนีบะ (ญี่ปุ่น: 銭婆 Zenība ?) - เป็นน้องสาวฝาแฝดของยุบาบะ รูปลักษณ์ไม่ผิดกันแม้สักน้อย แต่อุปนิสัยต่างกัน เซะนีบะใจดี และใช้ชีวิตสมถะห่างไกลผู้คน
  • คะมะจี (ญี่ปุ่น: 釜爺 Kamajī ?, ตามตัวอักษร: "ตาเฒ่าหม้อต้มน้ำ") - เป็นชายชรา มีแขนสามคู่ ทำหน้าที่ควบคุมห้องต้มน้ำ ณ โรงอาบน้ำของยุบาบะ แขนทั้งหกนั้นยืดได้หดได้ตามใจปรารถนา ทำให้เขาเอื้อมถึงลิ้นชักซึ่งอยู่ง้ำหัวได้โดยอยู่กับที่ เขามีผีเขม่า (ญี่ปุ่น: ススワタリ Susuwatari ?) กลุ่มหนึ่งช่วยขนถ่านหินเข้าเตาให้
  • ผีไร้หน้า (ญี่ปุ่น: カオナシ Kaonashi ?; อังกฤษ: No-Face) - เป็นสัมภเวสีขี้อาย เร้นกายในเสื้อคลุมสีดำ และสวมหน้ากาก ปรกติไม่พูดไม่จา และมักแสดงออกโดยส่งเสียงฟืดฟาด แต่สุภาพ และสงบเสงี่ยม อย่างน้อยก็ก่อนมันอาละวาดที่โรงอาบน้ำของยุบาบะ มันไร้ญาติขาดมิตรและเฝ้าตามชิฮิโระต้อย ๆ หลังจากเธอช่วยเหลือมัน มันดำรงชีพอยู่โดยอาศัยอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะอารมณ์พึงพอใจเมื่อได้รับของกำนัล
  • ริง (ญี่ปุ่น: リン Rin ?; อังกฤษ: Lin) - เป็นภูตสาว มีกำเนิดเป็นตัวเซเบิล (sable)[6] ทำงานอยู่โรงอาบน้ำของยุบาบะ และรับเป็นผู้ปกครองของชิฮิโระในโลกของภูต
  • โบ (ญี่ปุ่น:   ?; อังกฤษ: Boh) - เป็นบุตรชายของยุบาบะ และเป็นหลานของเซะนีบะ แม้เป็นทารก แต่มีร่างกายมโหฬารเป็นสองเท่าของยุบาบะ เขาแข็งแรง ถูกยุบาบะตามใจจนเคยตัว และมักทำอันตรายเมื่อไม่ได้ดังประสงค์
  • อะกิโอะ โอะงิโนะ (ญี่ปุ่น: 荻野 明夫 Ogino Akio ?) - บิดาของชิฮิโระ
  • ยูโกะ โอะงิโนะ (ญี่ปุ่น: 荻野 悠子 Ogino Yūko ?) - มารดาของชิฮิโระ
  • ผีเสื้อน้ำ (ญี่ปุ่น: 川の神 Kawa no Kami ?; อังกฤษ: River Spirit) - เป็นผีเสื้อน้ำผู้มากด้วยฤทธิ์และกิตติศัพท์ตนหนึ่ง มันอาศัยอยู่ในแม่น้ำที่ปนเปื้อนมลพิษและสิ่งโสโครก จนร่างกายสกปรกและมีดินโคลนพอกพูนส่งกลิ่นเหม็นเน่า มันเข้าใช้บริการโรงอาบน้ำ แต่ทุกคนขยะแขยงและเรียกมันว่า "ภูตเหม็นฉึ่ง" (stinky spirit)

นักพากย์[แก้]

ตัวละคร พากย์ญี่ปุ่น พากย์อังกฤษ
ชิฮิโระ โอะงิโนะ รุมิ ฮีระงิ (Rumi Hiiragi) เดเวห์ เชส (Daveigh Chase)
ฮะกุ มิยุ อิริโนะ (Miyu Irino) เจสัน มาร์สเดน (Jason Marsden)
ยุบาบะ และเซะนีบะ มะริ นะสึกิ (Mari Natsuki) ซูแซน เพลแชต (Suzanne Pleshette)
คะมะจี บุนตะ ซุงะวะระ (Bunta Sugawara) เดวิด อ็อกเดน สตีเออส์ (David Ogden Stiers)
ผีไร้หน้า อะกิโอะ นะกะมุระ (Akio Nakamura) บ็อบ เบอร์เกิน (Bob Bergen)
ริง ยุมิ ทะมะอิ (Yumi Tamai) ซูเซิน อีแกน (Susan Egan)
โบ เรียวโนะซุเกะ คะมิกิ (Ryunosuke Kamiki) ทารา สตร็อง (Tara Strong)
อะกิโอะ โอะงิโนะ ทะกิชิ นะอิโตะ (Takashi Naito) ไมเคิล ชีคลีส (Michael Chiklis)
ยูโกะ โอะงิโนะ ยะซุโกะ ซะวะงุชิ (Yasuko Sawaguchi) ลอเริน ฮอลลี (Lauren Holly)

แก่นเรื่องและต้นแบบ[แก้]

แก่นสารของ เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ นั้นอยู่ที่ชิฮิโระ ตัวนางของเรื่อง และการเดินทางในโรงอาบน้ำภูตผีปิศาจอันเหนือความคาดหมายของเธอ ชิฮิโระจำต้องเผชิญสิ่งอัศจรรย์พันลึกทั้งที่เป็นเพียงเด็ก เธอจึงเสมือนถูกแยกจากสรรพสิ่งที่เคยเรียนรู้มาโดยสิ้นเชิง และต้องหาหนทางกลับสู่ความเป็นจริงที่จากมา ประสบการณ์ที่ชิฮิโระได้รับมาในโลกคู่ขนาน ซึ่งมักได้รับการเปรียบเทียบกับวรรณกรรมเรื่อง อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ (Alice's Adventures in Wonderland) ของ ลิวอิส แคร์รอล (Lewis Carroll) นั้น สื่อว่าเธอได้ก้าวข้ามความเป็นเด็กและเติบโตเป็นผู้ใหญ่[7]

เรื่องราวแบบฉบับดั้งเดิมที่ว่าด้วยการเดินทางจากโลกหนึ่งไปอีกโลกหนึ่งนั้น ย่อมบ่งบอกว่าชิฮิโระกำลังก้ำกึ่งอยู่ระหว่างสิ่งสองสิ่ง คือ ความเป็นเด็ก และความเป็นผู้ใหญ่ คำ "คะมิกะกุชิ" (神隠し) ในชื่อภาษาญี่ปุ่นของภาพยนตร์ ซึ่งมีความหมายตามตัวอักษรว่า "ถูกเทวดาซ่อนไว้" (หรือ "ถูกผีอุ้มไป") กับทั้งคติชาวบ้านอันเป็นองค์ประกอบของเรื่องนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่า "ที่ว่า 'ถูกผีอุ้มไป' นั้น คือว่า ถูกสังคมหมางเหมินประหนึ่งตายไปแล้วในโลกนี้ และการได้กลับมายังโลกนี้อีกหลังถูกผีอุ้มไปนั้น คือว่า ได้รับการยอมรับจากสังคมอีกครั้ง"[8]

แม่มดยุบาบะคล้ายคลึงกับ นายสารถี (Coachman) จากเรื่อง ปิน็อกกีโอ (Pinocchio) ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะที่นางเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นสุกร เฉกเช่นเดียวกับที่นายสารถีเปลี่ยนเด็กชายให้เป็นลา ตามท้องเรื่อง เมื่อนางตกลงให้ชิฮิโระทำงานที่โรงอาบน้ำ นางก็ยึดชื่อจริงของเธอไป แล้วตัดเหลือแต่อักษรแรกคือ "เซ็ง" และให้เธอใช้ชื่อนั้นแทน ซึ่งเป็นแนวเรื่องที่พบได้ดาษดื่นในคติชาวบ้านญี่ปุ่น และเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า ยุบาบะสังหารเด็กน้อยชิฮิโระ[7] เมื่อชิฮิโระลืมเลือนวัยเด็กอันเป็นอดีตของเธอแล้ว เธอก็ไม่สามารถกลับสู่โลกจริง และทำได้เพียงเจริญวัยไปสู่อนาคต ฉะนั้น เรื่องราวที่ชิฮิโระต้องเรียนรู้และก้าวให้พ้นหลังจากนั้นไป จึงเป็นสิ่งท้าท้ายและบทเรียนชนิดที่พบบ่อย ๆ ในพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (rite of passage) และในเนื้อเรื่องแบบสูตรเดียว (monomyth) นอกจากนี้ เพื่อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับอดีตกาล และเพื่อให้ตนดำเนินต่อเนื่องไปกับอดีต ชิฮิโระจำจะต้องสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ตนเองด้วย[7]

แม้ผิวเผินอาจมองว่า เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ ดำเนินเรื่องแนว "เรียนรู้เติบโต" แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแฝงการแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์สังคมญี่ปุ่นในเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่น, การที่สังคมส่วนมากพยายามละลายวัฒนธรรมประเพณีแบบดั้งเดิม และการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย[9] ในฐานะที่ชิฮิโระสื่อถึงสาวน้อยแรกเริ่ม จึง "อาจมองได้ว่า [เธอ] เป็นอุปลักษณ์ของสังคมญี่ปุ่น ที่ในช่วงสิบปีหลัง ๆ นี้ ชักลืมเลือนและละเลยคุณธรรมและกรอบอุดมการณ์ยุคหลังสงครามไปกันมาก"[10] ทั้งนี้ ด้วยว่าญี่ปุ่นที่กำลังหน้ามืดเพราะเศรษฐกิจขาลงในช่วงฉายภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อปี 2544 เองก็กำลังพยายามปะติดปะต่อคุณงามความดีที่เคยยึดถือกันมา ดุจเดียวกับที่ชิฮิโระไขว่คว้าหาตัวตนในอดีตของเธอ[11]

ตอนต้นเรื่อง ชิฮิโระเดินทางผ่านสวนสนุกร้าง อันส่อสำแดงถึงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกกระจุยในญี่ปุ่น และผ่านบิดามารดาของตนที่ปล่อยใจปล่อยกายไปตามอำนาจบัตรเครดิตจนกลายร่างเป็นสุกรนั้น ก็เพื่อบรรลุโลกมายาของโรงอาบน้ำ อันแล้วไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนคตินิทานต่าง ๆ ทว่า "โรงอาบน้ำภูตผีปิศาจเองก็เอาแน่เอานอนมิได้ และมีด้านมืดของมัน...[เพราะ] มิยะซะกิไม่ไร้เดียงสาถึงขนาดสร้างอดีตภูมิหรืออสุรภูมิให้มีลักษณะบรรเจิดเลิศล้ำถ่ายเดียว"[12] ลูกจ้างจำนวนมากที่โรงอาบน้ำมีอุปนิสัยกักขฬะและเลือกปฏิบัติต่อชิฮิโระ ซ้ำโรงอาบน้ำก็ยังยืดโยงอยู่บน "ขื่อแป" แห่งพวกหน้าเงินใจคด[10] โรงอาบน้ำเป็นสถานแห่ง "ความฟุ้งเฟ้อและมักมาก" เช่นนั้นจริงเมื่อคราที่ผีไร้หน้าปรากฏตัวแรก ๆ[13]

แม้การเดินทางและเปลี่ยนแปลงของชิฮิโระจะแสดงภาพ "วัฒนธรรมฟื้นตัวตามแบบฉบับดังเดิม อาทิ มีการตระหนักค่า การกำหนดตัวตนอันสมบูรณ์ การชำระจิตวิญญาณ และการเสียสละ" ทว่า โรงอาบน้ำอันวิจิตรภายใต้ฉากหลังที่สลัวเสมอนั้น เตือนให้ผู้ชมจำไว้ให้มั่นว่า ชีวิตจริงหาได้ง่ายดายไม่ ดังมีข้อความว่า "โรงอาบน้ำซึ่งพร้อมด้วยแสงสีรื่นเริงบันเทิงใจ แต่ขณะเดียวกันก็มากด้วยความสับสนอลหม่าน ชี้ว่า ภัยอันคุกคามคนทั้งหลายนั้นหาได้มีมาแต่ภายนอกไม่"[10] อีกประการหนึ่ง ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเรื่องที่ผีเสื้อน้ำต้องปนเปื้อนสกปรก และฮะกุจำต้องสละแม่น้ำที่ตนสิงสู่ให้แก่หมู่อาคารห้องแถว ยังส่อสำแดงด้วยว่า เป็นสังคมญี่ปุ่นนั้นเอง ที่ก่อมลพิษให้แก่โรงอาบน้ำ สถานที่ซึ่งตามแบบแผนแล้วควรมีแต่ความสะอาดหมดจด

การผลิต[แก้]

ผมสร้างนางเอกที่เป็นเด็กหญิงธรรมดา เด็กที่ผู้ชมสามารถเห็นอกเห็นใจได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ตัวละครเติบโตขึ้นแต่เป็นเรื่องที่ตัวละครนำสิ่งที่ตนเองมีอยู่ออกมาใช้ภายใต้เงื่อนไขของสภาวะรอบข้าง ผมต้องการให้เพื่อนตัวน้อยของผมใช้ชีวิตอย่างนั้นและผมก็คิดว่าพวกเขาก็มีความปรารถนาเช่นเดียวกัน
— ฮะยะโอะ มิยะซะกิ[14]

ทุกฤดูร้อนผู้กำกับมิยะซะกิจะใช้เวลาพักผ่อนบนภูเขากับครอบครัวและเพื่อน แนวคิดของเรื่อง เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ เกิดจากความปรารถนาของมิยะซะกิที่ต้องการสร้างภาพยนตร์ให้กับเด็กหญิงตัวน้อยที่มาพักผ่อนกับเขาด้วย มิยะซะกิเคยกำกับภาพยนตร์อย่าง โทโทโร่เพื่อนรัก และ แม่มดน้อยกิกิ ซึ่งเป็นภาพยนตร์สำหรับเด็กเล็กและวัยรุ่น แต่เขายังไม่เคยสร้างภาพยนตร์สำหรับเด็กหญิงอายุสิบขวบเลย เขาค้นหาแรงบันดาลใจจากนิตยสาร shōjo manga เช่น Nakayoshi และ Ribon ซึ่งพวกเด็กๆ ได้ทิ้งไว้ เมื่อมิยะซะกิได้อ่านนิตยสารเหล่านี้ เขารู้สึกว่ามันมีเพียงเรื่องความรักชั่ววูบและฉาบฉวยของหนุ่มสาว เมื่อหวนกลับมามองที่เพื่อนตัวน้อย มิยะซะกิคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะประทับใจและจดจำมันไปตลอดไป มิยะซะกิจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์ที่มีนางเอกที่พวกเธอสามารถเอาเป็นแบบอย่างได้[14]

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ ผู้เขียนเรื่องและกำกับภาพยนตร์

มิยะซะกิต้องการสร้างภาพยนตร์ใหม่มานานแล้ว ก่อนหน้านี้เขาได้เขียนข้อเสนอโครงการถึงสองโครงการ แต่ก็ถูกปฏิเสธ โครงการแรกมาจากหนังสือ Kirino Mukouno Fushigina Machi และโครงการที่สองเกี่ยวกับนางเอกที่เป็นวัยรุ่น โครงการซึ่งได้รับการอนุมัติกลายมาเป็น Spirited Away ในที่สุด ทั้งสามเรื่องที่มิยะซะกิเสนอเกี่ยวข้องกับโรงอาบน้ำซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านเกิด มิยะซะกิคิดว่าโรงอาบน้ำเป็นสถานที่ลึกลับ มีประตูเล็ก ๆ อยู่ถัดจากอ่างน้ำในโรงอาบน้ำ มิยะซะกิอยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรอยู่หลังประตูบานนั้น เขาแต่งเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับประตูและหนึ่งในเรื่องเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจของ เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ [14]

ภาพยนตร์นี้เข้าสู่ขั้นตอนการผลิตใน พ.ศ. 2543 ด้วยงบประมาณ 1.9 พันล้านเยน ในภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้าของเขา Princess Mononoke มิยะซะกิและทีมงานได้ทดลองการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างอะนิเมะชัน ในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง 3D มากขึ้น แต่ก็จำกัดการใช้งานอยู่ในขอบเขตที่ไม่ให้เทคโนโลยีขโมยจุดเด่นของเรื่องไป ตัวละครส่วนใหญ่ยังวาดด้วยมือโดยมีมิยะซะกิคอยกำกับดูแล[15] ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือการตัดต่อภาพยนตร์ให้สั้นลง ตามโครงเรื่องต้นฉบับของมิยะซะกิภาพยนตร์มีความยาวถึงสามชั่วโมง เขาจึงต้องตัดฉากจำนวนมากออกจากภาพยนตร์และลด "eye-candy" เพื่อความเรียบง่าย มิยะซะกิไม่ต้องการสร้างนางเอกที่สวย ในตอนต้นเขารู้สึกว่า "เธอดูไม่น่าสนใจและไม่น่ารักเอาเสียเลย เราต้องปรับปรุงอะไรหรือเปล่า?" แต่เมื่อภาพยนตร์ใกล้สำเร็จเขาก็พบว่า "เธอจะเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์"[14]

The Takahashi Korekiyo residence in the Edo-Tokyo Open Air Architectural Museum เป็นแรงบันดาลใจของมิยะซะกิ

มิยะซะกิได้ต้นแบบของตึกในโลกวิญญาณบางส่วนมาจาก Edo-Tokyo Open Air Architectural Museum ใน Koganei, Tokyo ประเทศญี่ปุ่น มิยะซะกิเข้าชมพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวบ่อยๆ ระหว่างที่เขากำลังสร้างภาพยนตร์ มิยะซะกิมีความสนใจในดึกรามบ้านช่องแบบ Pseudo-Western style จากยุคเมจิในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว บรรยากาศที่พิพิธภัณฑ์ทำให้มิยะซะกิหวนคำนึงถึงอดีต "โดยเฉพาะเวลาที่ผมยืนอยู่คนเดียวในเวลาเย็น ใกล้เวลาปิด และดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า – นำตาซึมออกมาจากตาของผม"[14] อีกแรงบันดาลใจหนึ่งมาจากเมือง Jiufen และ Jinguashi ในไต้หวัน ทั้งสองเมืองมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเมจิเพราะสร้างในช่วงที่ไต้หวันเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น[ต้องการอ้างอิง]

ฉบับภาษาอังกฤษ[แก้]

เดเวห์ เชส ให้เสียงชิฮิโระในภาพยนตร์ฉบับภาษาอังกฤษ

พิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ทำเสียงภาษาอังกฤษให้กับภาพยนตร์ เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ ภายใต้การกำกับดูแลของ John Lasseter Lasseter เป็นแฟนตัวยงของมิยะซะกิ เขาและทีมงานมักจะนั่งดูงานของมิยะซะกิเมื่อพบปัญหาในการแปลเรื่อง มีการฉายภาพยนตร์Spirited Away ครั้งแรกในสหรัฐเมริกาที่ Pixar's screening room หลักจากได้ชมภาพยนตร์ Lasseter ก็ตื่นเต้นดีใจมาก คนของดิสนีย์จึงชักชวนให้ Lasseter ทำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษให้ชาวอเมริกันได้ชม แม้จะมีงานรัดตัวแต่ Lasseter ก็รับคำกำกับดูแลงานนี้ หลังจากนั้นทีมงานคนสำคัญอื่นก็ทยอยเข้าร่วมโครงการ อาทิเช่น Kirk Wise (โฉมงามกับเจ้าชายอสูร co-director Kirk Wise และ Donald W. Ernst (Aladdin producer) โดยทั้งสองได้เข้ามาเป็น director และ producer ของ Spirited Away ตามลำดับ[16]

ผู้พากย์เสียงภาพยนตร์ประกอบไปด้วย เดเวห์ เชส, Susan Egan, David Ogden Stiers และ John Ratzenberger (เป็น "good luck charm" ของ John Lasseter) ด้วยความสามารถของผู้พากษ์เสียงและทีมงานข่าวการจัดทำภาพยนตร์ภาคภาษาอังกฤษก็กระจายไปในอินเทอร์เน็ต แต่ก็ยังไม่ครึกโครมนัก Pixar ผลักดันภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ออกฉายในฤดูใบไม้ร่วง แต่พบว่า Spirited Away ถูกซ่อนไว้ในมุมเล็กๆ ของ Disney.com ขณะที่หน้าเว็บของภาพยนตร์อย่าง Signs แสดงอย่างชัดเจนจากหน้าหลัก สำหรับ Spirited Away มีเฉพาะผู้ที่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้นที่จะหามันพบ[16]

การเผยแพร่[แก้]

Spirited-Away 000.jpg

Spirited Away เข้าฉายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2544 มีผู้ชมราว 23 ล้านคน และทำรายได้ไปถึง 3 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่กวาดรายได้ทั่วโลกถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนการฉายในสหรัฐในปี พ.ศ. 2545

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในสหรัฐในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2545 และทำรายได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำเป็นภาคภาษาอังกฤษโดย วอลท์ดิสนีย์ พิคเจอร์ ภายใต้การดูแลของ John Lasseter แห่งพิกซาร์

ถูกจัดจำหน่ายในรูปแบบดีวีดีในแถบอเมริกาเหนือโดยบัวนาวิสตา ดิสตริบิวชัน ของดิสนีย์ ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2546 เมื่อภาพยนตร์ได้รางวัลออสการ์ช่วยกระตุ้นความสนใจจนสร้างยอดขายที่ดีเยี่ยม และส่งผลไปถึงภาพยนตร์เรื่องอื่นของมิยะซะกิ อย่าง ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา, แม่มดน้อยกิกิ และ มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม

ดีวีดีถูกจัดจำหน่ายในสหราชอาณาจักร ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2547 สำหรับในประเทศไทยใช้ชื่อในดีวีดีว่า "เซ็ง โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ" [17]

คำวิจารณ์[แก้]

Spirited Away เป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์ทั่วไปถึง 155 คนใน Rotten Tomatoes ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดเป็นภาพยนตร์อะนิเมะชันที่ดีที่สุดในอันดับที่สิบสาม โดยได้คะแนน 97% ในเว็บดังกล่าว[18] ใน พ.ศ. 2548 มันถูกจัดให้เป็นภาพยนตร์อะนิเมะชันที่ดีที่สุดตลอดกาลในอันดับที่สิบสอง จากการจัดอันดับโดย IGN.[19] ได้อันดับที่ 9 ของภาพยนตร์อะนิเมะชันที่ดีที่สุดตลอดกาล Metacritic และเป็นภาพยนตร์อะนิเมะชันต่างประเทศอันดับที่ 10 ใน Empire magazine's "The 100 Best Films Of World Cinema" in 2010.[20]

รายได้[แก้]

Spirited Away was released in Japan in July 2001, drawing an audience of around 23 million and revenues of ¥30 billion (approx. US$300 million),[ต้องการอ้างอิง] to become the highest-grossing film in Japanese history (surpassing the film Princess Mononoke for highest grossing animated motion pictures). It was the first film to have earned $200 million at the worldwide box office before opening in the United States.[21] By 2002, a sixth of the Japanese population had seen it.

The film was dubbed into English by Walt Disney Pictures, under the supervision of Pixar's John Lasseter. It was subsequently released in the United States on September 20, 2002 and had made slightly over $10 million by September 2003.[22] The film grossed US$274,925,095 worldwide.[23]

ดีวีดีและวิดีโอ[แก้]

ภาพยนตร์ชุดดังกล่าวได้จัดฉายในอเมริกาเหนือ โดย Buena Vista Distribution ของดิสนีย์ในรูปแบบDVD และ VHS เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2545 ซึ่งผลของรางวัลออสการ์ทำให้จำหน่ายได้ดี[24] Spirited Away มักจะถูกจำหน่ายและทำตลาดพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องอื่นของมิยะซะกิ เช่น ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา, แม่มดน้อยกิกิ และ มหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม

The North American English-dubbed version was released on DVD in the UK on March 29, 2004. In 2005 it was re-released by Optimum Releasing with a more accurate subtitle track and additional bonus features.[ต้องการอ้างอิง]

The back of the Region 1 DVD from Disney and the Region 4 DVD from Madman states that the aspect ratio is the original ratio of 2.00:1. This is incorrect; the ratio is actually 1.85:1 but has been windowboxed to 2.00:1 to compensate for the overscan on most television sets. There is much dispute over the validity of this practice, as many displays are capable of showing the entire picture, and as a result the DVD picture has a noticeable border around it.

All Asian releases of the DVD (including Japan and Hong Kong) have a noticeably accentuated amount of red in their picture transfer. This is another case of compensating for home theatre displays, this time supposedly for LCD television which, it was claimed, had a diminished red colour in its display. Releases in other DVD regions such as the U.S., Europe and Australia use a picture transfer where this "red tint" has been significantly reduced.

เพลงประกอบภาพยนตร์[แก้]

เพลงปิด (ญี่ปุ่น: "Always With Me" いつも何度でも Itsumo Nandodemo, literally, "Always, No Matter How Many Times" ?) ประพันธ์และขับร้องโดย Youmi Kimura นักประพันธ์และ lyre-player จากโอซากา เนื้อเพลงแต่โดยWakako Kaku เพื่อนของคิมุระ The song was intended to be used for (ญี่ปุ่น: Rin the Chimney Painter 煙突描きのリン Entotsu-kaki no Rin ?) , a different Miyazaki film which was never released. In the special features of the DVD, Hayao Miyazaki explains how the song in fact inspired him to create Spirited Away.

The other 20 tracks on the original soundtrack were composed by Joe Hisaishi. His (ญี่ปุ่น: "The River of That Day" あの日の川 Ano hi no Kawa ?) received the 56th Mainichi Film Competition Award for Best Music, the Tokyo International Anime Fair 2001 Best Music Award in the Theater Movie category, and the 16th Japan Gold Disk Award for Animation Album of the Year. Later, Hisaishi added lyrics to "Ano hi no Kawa" and named the new version (ญี่ปุ่น: "The Name of Life" いのちの名前 "Inochi no Namae" ?) which was performed by Ayaka Hirahara.

นอกจากซาวด์แทรคต้นฉบับของภาพยนตร์ ยังมี image album ซึ่งประกอบด้วย 10 เพลง

รายการเพลงในออริจินอลซาวด์แทรค[แก้]
แทรค ผู้ประพันธ์ ความยาว
1 (ญี่ปุ่น: One Summer's Day あの夏へ Ano Natsu e ?) (ญี่ปุ่น: Joe Hisaishi 久石譲 ?) 3:09
2 (ญี่ปุ่น: Road To Somewhere とおり道 Toori Michi ?) 2:07
3 (ญี่ปุ่น: Empty Restaurant 誰もいない料理店 Dare mo Inai Ryōriten ?) 3:15
4 (ญี่ปุ่น: Nighttime Coming 夜来る Yoru Kuru ?) 2:00
5 (ญี่ปุ่น: Dragon Boy 竜の少年 Ryū no Shōnen ?) 2:12
6 (ญี่ปุ่น: Sootballs ボイラー虫 Boirā Mushi ?) 2:33
7 (ญี่ปุ่น: Procession Of The Spirits 神さま達 Kamisama-tachi ?) 3:00
8 (ญี่ปุ่น: Yubaba 湯婆婆 ?) 3:30
9 (ญี่ปุ่น: Bathhouse Morning 湯屋の朝 Yuya no Asa ?) 2:02
10 (ญี่ปุ่น: Day Of The River あの日の川 Ano Hi no Kawa ?) 3:13
11 (ญี่ปุ่น: It's Hard Work 仕事はつらいぜ Shigoto wa Tsuraize ?) 2:26
12 (ญี่ปุ่น: Stink Spirit おクサレ神 Okusaregami ?) 4:01
13 (ญี่ปุ่น: Sen's Courage 千の勇気 Sen no Yūki ?) 2:45
14 (ญี่ปุ่น: Bottomless Pit 底なし穴 Sokonashi Ana ?) 1:18
15 (ญี่ปุ่น: No Face カオナシ Kaonashi ?) 3:47
16 (ญี่ปุ่น: Sixth Station 6番目の駅 Roku Banme no Eki ?) 3:38
17 (ญี่ปุ่น: Yubaba's Panic 湯婆婆狂乱 Yubaba Kyōran ?) 1:38
18 (ญี่ปุ่น: House At Swamp Bottom 沼の底の家 Numa no Soko no Ie ?) 1:29
19 (ญี่ปุ่น: Reprise ふたたび Futatabi ?) 4:53
20 (ญี่ปุ่น: The Return Day 帰る日 Kaeru Hi ?) 3:20
21 (ญี่ปุ่น: Always With Me いつも何度でも Itsumo Nando demo ?) (ญี่ปุ่น: Youmi Kimura 木村弓 ?) 3:35
รายการเพลงใน Image album[แก้]
  1. (ญี่ปุ่น: Ano Hi no Kawa e あの日の川へ lit. To that Days' River ?) by Umi (3:54)
  2. (ญี่ปุ่น: Yoru ga Kuru 夜が来る lit. Night is Coming ?) by Joe Hisaishi (4:25)
  3. (ญี่ปุ่น: Kamigami-sama 神々さま lit. Gods ?) by Shizuru Otaka (3:55)
  4. (ญี่ปุ่น: Yuya 油屋 lit. Bathhouse ?) by Tsunehiko Kamijō (3:56)
  5. (ญี่ปุ่น: Fushigi no Kuni no Jyūnin 不思議の国の住人 lit. The People in Wonderland ?) by Joe Hisaishi (3:20)
  6. (ญี่ปุ่น: Samishii samishii さみしいさみしい lit. Lonely lonely ?) by Monsieur Kamayatsu (3:41)
  7. (ญี่ปุ่น: Solitude ソリチュード Sorichūdo ?) by Rieko Suzuki and Hiroshi Kondo (3:49)
  8. (ญี่ปุ่น: Umi  lit. The Sea ?) by Joe Hisaishi (3:22)
  9. (ญี่ปุ่น: Shiroi Ryū 白い竜 lit. White Dragon ?) by Rikki (3:33)
  10. (ญี่ปุ่น: Chihiro no Waltz 千尋のワルツ Chihiro no Warutsu, Chihiro's Waltz ?) by Joe Hisaishi (3:20)

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

  • รางวัล Best Animated Feature (ฮายาโอะ มิยะซะกิ) จากเวทีรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 75
  • รางวัล Annie Awards ปี 2003
    • รางวัล Outstanding Achievement in an Animated Theatrical Feature
    • รางวัล Outstanding Direction in an Animated Feature Production (ฮายาโอะ มิยะซะกิ )
    • รางวัล Outstanding Music in an Animated Feature Production (โจ ฮิไซชิ)
    • รางวัล Outstanding Writing in an Animated Feature Production (ฮายาโอะ มิยะซะกิ )
  • รางวัล Golden Bear (ฮายาโอะ มิยะซะกิ) จาก Berlin International Film Festival ปี 2002
  • รางวัล Best Film (ฮายาโอะ มิยะซะกิ) จาก Blue Ribbon Awards ปี 2002
  • รางวัล Special Commendation จาก Boston Society of Film Critics Awards ปี 2002
  • รางวัล Best Animated Feature จาก Broadcast Film Critics Association Awards ปี 2003
  • รางวัล Best Animated Film จาก Dallas-Fort Worth Film Critics Association Awards ปี 2003
  • รางวัล Best Animated Feature จาก Florida Film Critics Circle Awards ครั้งที่ 7
  • รางวัล Best Asian Film จาก Hong Kong Film Awards ปี 2002
  • รางวัล Best Film จาก Japanese Academy Awards ปี 2001
  • รางวัล Best Animation จาก Los Angeles Film Critics Association Awards ปี 2002
  • รางวัล Best Animated Feature จาก National Board of Review Awards ปี 2002
  • รางวัล Best Animated Film จาก New York Film Critics Circle Awards ปี 2002
  • รางวัล Best Animated Feature จาก Online Film Critics Society Awards ครั้งที่ 6
  • รางวัล Audience Award; Best Narrative Feature (ฮายาโอะ มิยะซะกิ) จากซานฟรานซิสโก อินเตอร์เนชั่นแนลฟิล์มเฟสติวอล ปี 2002
  • รางวัล Best Motion Picture, Animated or Mixed Media จาก Satellite Awards ปี 2003
  • รางวัล Best Animated Film จากแซทเทิร์นอะวอร์ดส ปี 2003

Spirited Away เป็นภาพยนตร์อะนิเมะเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ นอกจากนี้ ยังเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกที่คว้ารางวัลโกลเดนแบร์ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

อ้างอิง[แก้]

  1. Elley, Derek (February 18, 2002). "Sprited Away Review". Variety (Reed Business Information). สืบค้นเมื่อ September 2, 2011. 
  2. Mitchell, Elvis (September 20, 2002). "Movie Review - Spirited Away". The New York Times. สืบค้นเมื่อ September 2, 2011. 
  3. Johnson, G. Allen. "Spirited away top grossing film in Japan". The San Francisco Chronicle. สืบค้นเมื่อ 2009-02-01. 
  4. Hayao Miyazaki (2008). The Art of Miyazaki's Spirited Away. Studio Ghibli Library. Viz Media. p. 84. ISBN 1569317771. 
  5. Miyazaki's Spirited Away Picture Book. Viz Media. 2008. p. 116,152. ISBN 1569317968. 
  6. Hayao Miyazaki (2008). The Art of Miyazaki's Spirited Away. Studio Ghibli Library. Viz Media. p. 120. ISBN 1569317771. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Satoshi, Ando. "Regaining Continuity with the Past: Spirited Away and Alice's Adventures in Wonderland." Bookbird 46.1: 23–29. Project MUSE. 11 Feb. 2009 [1].
  8. Reider, Noriko T. "Spirited Away: Film of the Fantastic and Evolving Japanese Folk Symbols." Film Criticism 29.3: 4–27. Academic OneFile. Gale. 11 Feb. 2009 [2].
  9. Napier, Susan J. "Matter Out of Place: Carnival, Containment and Cultural Recovery in Miyazaki's Spirited Away." Journal of Japanese Studies 32.2: 287–310. Project MUSE. 11 Feb. 2009 [3].
  10. 10.0 10.1 10.2 Napier, Susan J. "Matter Out of Place: Carnival, Containment and Cultural Recovery in Miyazaki's Spirited Away." Journal of Japanese Studies 32.2: 287–310. Project MUSE. 11 Feb. 2009 [4].
  11. Mes, Tom (2002-01-07). "Hayao Miyazaki Interview". Midnight Eye. สืบค้นเมื่อ 2009-08-01. 
  12. Thrupkaew, Noy. "Animation Sensation: Why Japan's Magical Spirited Away Plays Well Anywhere." American Prospect 13.19: 32–33. Academic OneFile. Gale. 11 Feb. 2009 [5].
  13. Harris, Timothy. "Seized by the Gods." Quadrant 47.9: 64–67. Academic OneFile. Gale. 11 Feb. 2009 [6].
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 http://www.nausicaa.net/miyazaki/interviews/sen.html
  15. http://jimhillmedia.com/blogs/michael_howe/archive/2003/04/15/1391.aspx
  16. 16.0 16.1 http://jimhillmedia.com/blogs/michael_howe/archive/2003/04/16/1393.aspx
  17. http://www.mono2u.com/review/content/spirited_away/
  18. "Best Animated Films - Spirited Away)". Rotten Tomatoes. สืบค้นเมื่อ May 6, 2010. 
  19. "The Top 25 Animated Movies of All-Time". IGN Entertainment. สืบค้นเมื่อ May 6, 2010. 
  20. "The 100 Best Films Of World Cinema". Empire.  Text " 10. Spirited Away " ignored (help)
  21. Johnson, G. Allen (February 3, 2005). "Asian films are grossing millions. Here, they're either remade, held hostage or released with little fanfare". San Francisco Chronicle. 
  22. "Spirited Away Box Office and Rental History". Archived from the original on 2006-01-16. สืบค้นเมื่อ 2006-04-21. 
  23. "Spirited Away (2002)". Box Office Mojo. สืบค้นเมื่อ December 8, 2009. 
  24. Reid, Calvin (April 28, 2003). "'Spirited Away' Sells like Magic". Publisher's Weekly. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]