วาณิชธนกิจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วาณิชธนกิจ (อังกฤษ: Investment banking) คือ สถาบันทางการเงินซึ่งทำหน้าที่ระดมเงินทุน, ซื้อขายหลักทรัพย์, บริหารการควบรวมและซื้อกิจการ รวมถึงให้คำปรึกษาในธุรกรรมข้างต้นและธุรกรรมทางการเงินประเภทอื่น เช่น การปรับโครงสร้างหนี้, การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ, ทำรายงานวิจัย, ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เป็นต้น

วาณิชธนกิจได้กำไรจากบริษัทและรัฐบาลโดยการหาเงินผ่านการออกและขายหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ ในตลาดทุน ซึ่งรวมถึงทั้งหุ้นและพันธบัตร ในขณะที่รวมไปถึงการค้ำประกันพันธบัตร (โดยขายตราสารอนุพันธ์ประกันการผิดนัดชำระ: Credit Default Swap/CDS) และบริการให้คำแนะนำในธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ การให้บริการเหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา ผู้ให้คำแนะนำจะต้องได้รับใบอนุญาตเป็นบริษัทโบรกเกอร์และดีลเลอร์ และจะต้องปฏิบัติตามสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา (United States Securities and Exchange Commission: SEC) วาณิชธนกิจส่วนใหญ่ให้บริการคำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับการควบรวม การซื้อขายกิจการ หรือบริการทางการเงินให้แก่ลูกค้า เช่น การซื้อขายตราสารอนุพันธ์, ตราสารรายได้คงที่, เงินตราต่างประเทศ, สินค้าโภคภัณฑ์และหุ้น

การซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อแลกกับเงินหรือหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ (เช่น การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมซื้อขาย) หรือการประชาสัมพันธ์ตราสารหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น การค้ำประกันการออกหลักทรัพย์หรือการทำรายงานวิจัย เป็นต้น ถูกเรียกว่าเป็นกิจกรรม ด้านขาย (Sell side)

ในขณะที่การบริหารจัดการกองทุนเงินบำเหน็จบำนาญ, กองทุนรวม, เฮดจ์ฟันด์ (Hedge funds) และนักลงทุนทั่วไปที่บริโภคผลิตภัณฑ์และบริการของด้านขาย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงที่สุดจะเรียกว่า ด้านซื้อ (Buy side)

บริษัทวาณิชธนกิจที่เป็นผู้รับค้ำประกันการออกหลักทรัพย์รายใหญ่สองรายสุดท้ายของวอลล์สตรีท คือ โกลด์แมน แซคส์และมอร์แกน สแตนลีย์ ทั้งสองบริษัทได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเป็นสถาบันธนาคารทั่วไปแทนเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 2008 เพื่อเป็นการรับมือวิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ ส่วนบาร์เคลส์ , ซิตีกรุ๊ป, เครดิตสวิส, ดอยช์ส์แบงค์, เอชเอสบีซี, เจพี มอร์แกน เชส , แบงโค แซนแทนเดอร์, บีบีวีเอ, และยูบีเอส เอจี นั้นถือว่าเป็น ธนาคารครบวงจร (Universal banks) มากกว่าจะเป็นวาณิชธนกิจที่เป็นผู้รับค้ำประกันการออกหลักทรัพย์รายใหญ่ เนื่องจากธนาคารเหล่านี้รับฝากเงินด้วย

โครงสร้างองค์กรของวาณิชธนกิจ[แก้]

[[หมวดหมู่:ตรวจแก้

รูปแบบ]]

การดำเนินงานหลักและหน่วยธุรกิจ[แก้]

ในฐานะเป็นตัวแทนของธนาคารและลูกค้าของธนาคาร หน้าที่หลักของธนาคารคือการซื้อและขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ธนาคารจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้บัญชีของตนเอง (Proprietary trading) ซึ่งดำเนินการโดยนักซื้อขายหลักทรัพย์ ชุดพิเศษซึ่งไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า โดยความเสี่ยงที่ธนาคารแบกรับนี้คือความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าแล้วไม่ได้ประกันส่วนเปิดความเสี่ยงทั้งหมดไว้ เป้าประสงค์ของธนาคารคือค่าความสามารถในการทำกำไร ที่สูงที่สุดต่อความเสี่ยงระดับหนึ่งๆบนงบดุลของธนาคาร วาณิชธนกิจสามารถแบ่งกิจกรรมออกได้เป็น ระบบงานส่วนหน้า (Front office), ระบบงานส่วนกลาง (Middle office), ระบบงานส่วนหลัง (Back office)

ระบบงานส่วนหน้า[แก้]

  • ฝ่ายวาณิชธนกิจ - เป็นส่วนงานตามปกติทั่วไปของวาณิชธนกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือลูกค้าในการหาเงินทุนในตลาดทุนให้คำแนะนำในการควบรวมและการซื้อขายกิจการ และอาจเกี่ยวข้องกับการช่วยนักลงทุนในการออกตราสารใหม่ ประสานงานกับผู้เสนอซื้อ หรือเจรจาต่อรองกับบริษัทที่เป็นเป้าการควบรวม โดยทั่วไปแล้วแผนกวาณิชธนกิจจะถูกแบ่งออกเป็นฝ่ายการพาณิชย์ (Industry coverage) และฝ่ายผลิตภัณฑ์ (Product coverage) ฝ่ายการพาณิชย์จะเน้นการทำธุรกิจกับกลุ่มธุรกิจต่างๆอย่างจำเพาะเจาะจง เช่น การดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยี และรักษาความสัมพันธ์กับองค์กรในกลุ่มธุรกิจเหล่านั้น ฝ่ายผลิตภัณฑ์จะเน้นด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เช่น ตราสารหุ้น พันธบัตรเกรดสูง เป็นต้น ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันในกรณีที่งานที่ต้องบริการลูกค้ามีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะ
  • ฝ่ายบริหารการลงทุน - คือการบริหารตราสารหลักทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์อย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุน ซึ่งอาจเป็นนักลงทุนสถาบัน (บริษัทประกัน, กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือองค์กรบริษัท) หรือนักลงทุนเอกชน ทั้งโดยตรงผ่านสัญญาการลงทุนและที่แพร่หลายกว่าผ่านแผนการลงทุนรวมหมู่ เช่น กองทุนรวม แผนกบริหารการลงทุนของวาณิชธนกิจมักถูกแบ่งเป็นฝ่ายบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Management) และฝ่ายบริการลูกค้าส่วนบุคคล (Private Client Services) เทรดเดอร์ผู้ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์และทำหน้าที่ตัวกลางสร้างตลาดจะซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆเพื่อหากำไรจากเงินส่วนเพิ่ม เซลส์ เป็นคำที่หมายถึงพนักงานขายของวาณิชธนกิจ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการชักจูงให้นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูงเพื่อให้คำแนะนำด้านแนวคิดการซื้อขาย โดยอ้างอิงหลักการผู้ซื้อขายที่ผู้ซื้อต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการหาข้อบกพร่องของสินค้าเองหรือหลัก caveat empto แล้วรับคำสั่งซื้อขาย หลังจากนั้นฝ่ายขายจะส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าไปยังฝ่ายเทรดดิ้งที่เหมาะสม ฝ่ายเทรดดิ้งจะสามารถตั้งราคา, ทำการซื้อขาย หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เหมาะสมกับความต้องการนั้นๆ
  • ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน - เป็นข่ายงานที่ค่อนข้างใหม่โดยเปรียบเทียบ เพิ่งเกิดเมื่อตราสารอนุพันธ์เริ่มเข้ามามีบทบาท โดยมีพนักงานคำนวณซึ่งมีความชำนาญเชิงวิชาการระดับสูงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลักทรัพย์เงินสดที่ใช้อ้างอิงอย่างมาก ความจำเป็นในการใช้ความสามารถเชิงคำนวณทำให้เกิดงานสำหรับดอกเตอร์สาขาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ งานชนิดนี้ เรียกว่านักวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analyst)
  • ฝ่ายธนาคารเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ - เป็นข่ายงานส่วนเงินทุนภาคเอกชน (private equity) ของวาณิชธนกิจ ตัวอย่างในปัจจุบัน เช่น Goldman Sachs Capital Partners และ One Equity Partners ของเจพี มอร์แกน (ดั้งเดิมแล้ว คำว่า merchant banking เป็นคำศัพท์อังกฤษแบบบริติชซึ่งหมายถึงวาณิชธนกิจ)
  • ฝ่ายรายงานวิจัย - เป็นแผนกซึ่งตรวจสอบค้นคว้าบริษัทและเขียนรายงานให้ความเห็นถึงความเป็นไปได้ที่บริษัทจะประสบความสำเร็จในอนาคต โดยมักให้เรตติ้ง “ขาย” หรือ “ซื้อ” ถึงแม้กิจกรรมของฝ่ายวิจัยจะไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง แต่ทรัพยากรที่ได้จากแผนกนี้จะถูกใช้ศึกษาโดยเทรดเดอร์เพื่อทำการซื้อขาย พนักงานขายใช้เพื่อแนะนำแนวคิดให้แก่ลูกค้า และนักวาณิชธนกิจใช้ศึกษาข้อมูลลูกค้าของตน อาจเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ระหว่างตัววาณิชธนกิจและรายงานวิเคราะห์ที่จัดทำขึ้นได้ เนื่องจากรายงานวิเคราะห์ที่ถูกจัดพิมพ์นั้นอาจมีผลกระทบต่อผลกำไรของธนาคาร ดังนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างวาณิชธนกิจและฝ่ายวิจัยจึงถูกควบคุมสอดส่องเป็นอย่างมาก โดยต้องมีการบังคับใช้นโยบายกำแพงข้อมูล (Chinese wall หรือ Firewall) ระหว่างข่ายงานทั้งสอง
  • ฝ่ายกลยุทธ์ - เป็นแผนกที่ให้คำแนะนำทั้งลูกค้าภายในและภายนอกเรื่องกลยุทธ์ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในตลาดต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ตราสารอนุพันธ์ไปจนถึงธุรกิจอุตสาหกรรม นักกลยุทธ์วิเคราะห์บริษัทหรือธุรกิจพาณิชย์ผ่านกรอบการวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคประกอบ กลยุทธ์นี้จะส่งผลกระทบต่อวิธีการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต ทิศทางการดำเนินงานทั้งด้านสินทรัพย์ที่ถือครองและกระแสเงินทุน คำแนะนำที่พนักงานของบริษัทตนให้แก่ลูกค้า หรือกระทั่งแนวทางการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่

ระบบงานส่วนกลาง[แก้]

  • ฝ่ายบริหารความเสี่ยง - เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตลาดและความเสี่ยงด้านเครดิตซึ่งเทรดเดอร์ทำให้เกิดในงบดุลผ่านการซื้อขายประจำวัน และการกำหนดข้อจำกัดด้านปริมาณเงินทุนซึ่งเทรดเดอร์จะใช้ซื้อขายได้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งธนาคารอันมีสาเหตุจากการซื้อขายที่ไม่ดี บทบาทสำคัญอีกอย่างหนึ่งของระบบงานส่วนกลาง คือการทำให้แน่ใจว่าความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวไปเบื้องต้นนั้นได้ถูกป้องกันไว้แล้วอย่างโดยไร้ข้อผิดพลาดในรายละเอียด (ตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงเงื่อนไขทางพาณิชย์กับคู่สัญญา), ถูกต้อง (ตามที่ระบุในแม่แบบการลงหนังสือที่เป็นมาตรฐานของระบบที่เหมาะสมที่สุด), และตรงตามเวลา (โดยปกติคือเป็นเวลา 30 นาทีหลังการซื้อขาย) หลายปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงจะเกิดข้อผิดพลาดนี้ถูกเรียกว่า ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน (Operational Risk) ซึ่งระบบงานกลางเป็นผู้จัดหามาตรการรับมือ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบปฏิบัติงาน หากไม่มีความเชื่อมั่นในระบบแล้ว การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านตลาดและเครดิตจะไม่น่าเชื่อถือและสุ่มเสี่ยงต่อการใช้ข้อมูลเพื่อหาผลประโยชน์ในทางไม่ซื่อตรง
  • ฝ่ายบริหารการเงิน - เป็นฝ่ายที่รับผิดชอบการบริหารเงินทุนและการสอดส่องความเสี่ยงของวาณิชธนกิจ โดยการตามรอยและวิเคราะห์กระแสเงินทุนของบริษัท ฝ่ายบริหารการเงินจะเป็นผู้ให้คำแนะนำหลักแก่ผู้บริหารระดับสูงกว่าในเรื่องสำคัญ เช่น การควบคุมส่วนเปิดความเสี่ยงในระดับโลกของธนาคาร รวมถึงความสามารถในการทำกำไรและโครงสร้างของภาคธุรกิจต่างๆของธนาคาร ในสหรัฐฯและสหราชอาณาจักร ตำแหน่งผู้ควบคุมการเงินถือเป็นตำแหน่งระดับสูง และมักรายงานตรงต่อผู้บริหารระดับสูงด้านการเงิน (Chief Financial Officer หรือ CFO)
  • ฝ่ายกำกับดูแล - เป็นฝ่ายที่รับผิดชอบการกำกับดูแลการดำเนินงานประจำวันของวาณิชธนกิจให้เป็นไปตามกฎระเบียบของรัฐบาลและกฎระเบียบภายในองค์กร และมักรวมถึงการสอดส่องระบบงานส่วนหลังด้วย

ระบบงานส่วนหลัง[แก้]

  • ฝ่ายปฏิบัติการ - เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดและทำธุรกรรมโอนถ่ายข้อมูล
  • ฝ่ายเทคโนโลยี - คือแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ วาณิชธนกิจทุกแห่งมีซอฟต์แวร์จำนวนมากติดตั้งภายในบริษัท โดยได้รับการพัฒนาขึ้นโดยทีมงานเทคโนโลยี ซึ่งรับผิดชอบงานสนับสนุนเชิงเทคนิค (technical support)