ลุ่มแม่น้ำลัวร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลุ่มแม่น้ำลัวร์ระหว่างซุลลีย์-เซอร์-ลัวร์ และ ชาลอนส์
The Loire Valley between Sully-sur-Loire and Chalonnes *
Chateau Valencay 20050726.jpg
วังวาลองเซย์ซึ่งเป็นพระราชวังหนึ่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำลัวร์
ประเทศ ธงของประเทศฝรั่งเศส ฝรั่งเศส
ประเภท มรดกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา (i) (ii) (iv)
ประวัติการจดทะเบียน
จดทะเบียน 2543 (คณะกรรมการสมัยที่ 24)

ลุ่มแม่น้ำลัวร์ (อังกฤษ: Loire Valley หรือ Garden of France, ฝรั่งเศส: Vallée de la Loire) เป็นบริเวณทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีจากคุณค่าของสถาปัตยกรรมและเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่รวมทั้งเมืองอองบัวส์, อองแชร์, บลัวส์, ชินง, นานต์ส์, ออร์เลอองส์, โซมัวร์ และ ตูร์ แต่ที่สำคัญคือพระราชวัง, วัง, ปราสาท และึคฤหาสน์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกที่รวมทั้งพระราชวังชองบอร์ด หรือ วังเชอนงโซซื่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาและยุคเรืองปัญญาที่มีต่อการออกแบบและการสร้างสถาปัตยกรรม

ในปี ค.ศ. 2000 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนบริเวณตอนกลางของลุ่มแม่น้ำลัวร์ระหว่างแมน (Maine River) และ ซุลลีย์-เซอร์-ลัวร์ให้เป็นมรดกโลก[1] ในการเลือกภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์ที่ครอบคลุมจังหวัดลัวเรต์, ลัว-เรต์-แชร์, แองดร์-เอต์-ลัวร์, and แมน-เนต์-ลัวร์ ทางคณะกรรมการกล่าวถึงภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์ว่าเป็นบริเวณที่ “มีความงามของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันเด่น, และมีความสวยงามอันเลอเลิศที่ประกอบด้วยเมืองและหมู่บ้านสำคัญในประวัติศาสตร์, อนุสรณ์ทางสถาปัตยกรรมอันสำคัญ - ชาโต - และแผ่นดินที่ได้รับการพัฒนาทางการเกษตรกรรมและเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานในท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะตัวแม่น้ำลัวร์เอง”

ปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์[แก้]

ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์เป็นที่ตั้งของพระราชวัง, วัง, ปราสาท และึคฤหาสน์กว่าสามร้อยหลังที่เริ่มต้นด้วยการสร้างเป็นป้อมปราการเพื่อการป้องกันข้าศึกศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 10 มาจนถึงเปลี่ยนแปลง หรือการสร้างวังใหม่อันโอ่อ่าหรูหราอีกห้าร้อยปีต่อมา เมื่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสทรงเริ่มสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ในบริเวณนี้ บรรดาขุนนางผู้ไม่กล้าที่จะอยู่ห่างไกลจากราชสำนักอันเป็นพื้นฐานของอำนาจก็ทำตาม การมาสร้างปราสาทราชวังกันในบริเวณที่มีภูมิทัศน์อันงดงามเป็นการดึงดูดนักออกแบบสวนภูมิทัศน์ที่ตามมาด้วย

เมื่อมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ทรงย้ายราชสำนักจากลุ่มแม่น้ำลัวร์กลับไปยังปารีส สถาปนิกคนสำคัญๆ ที่เคยทำงานในบริเวณนั้นก็ย้ายตามกลับไปด้วยแต่ลุ่มแม่น้ำลัวร์ก็ยังคงเป็นสถานที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่ยังนิยมที่จะเสด็จมาประทับ เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จขึ้นครองราชย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 พระองค์ก็ทรงใช้ปารีสเป็นศูนย์กลางของอำนาจอย่างถาวรโดยการทรงสร้างพระราชวังแวร์ซายส์ที่ไม่ไกลจากปารีสเอง แต่กระนั้นผู้ที่เป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์และคหบดีผู้มั่งคั่งก็ยังคงมาบูรณปฏิสังขรณ์วังหรือคฤหาสน์ หรือ สร้างสิ่งก่อสร้างใหม่อันหรูหราที่ใช้เป็นที่พำนักระหว่างฤดูร้อนกันในบริเวณนี้

วังและคฤหาสน์มาถูกทำลายหรือปล้นทำลายไปมากระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่เช่นนั้นก็เกิดจากการทำลายโดยเจ้าของที่กลายเป็นขุนนางตกยากในชั่วข้ามคืนเมื่อหัวหน้าครอบครัวถูกปลดและบั่นคอด้วยกิโยติน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ สงครามโลกครั้งที่สองวังหรือคฤหาสน์บางหลังก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นกองบัญชาการทหาร และบางแห่งก็ยังคงใช้ต่อมาจนกระทั่งสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง

ในปัจจุบันวังหรือคฤหาสน์ที่เป็นสมบัติส่วนบุคคลก็ใช้เป็นที่พำนัก มีบ้างที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ หรือบางแห่งก็เปลี่ยนไปเป็นโรงแรม หรือบางแห่งก็กลายมาเป็นที่ทำการของรัฐบาลท้องถิ่น สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บางแห่งเช่นพระราชวังชองบอร์ดก็ได้รับการบริหารโดยรัฐบาลกลางและกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนหลายหมื่นคนต่อปี

ปราสาทและวังที่อยู่ในข่ายที่เรียกว่าปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์[แก้]

คำจำกัดความของสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในข่าย “ปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์” ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้ แต่ข้อสำคัญหลักคือเป็นวังที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำลัวร์ หรือ แควที่มาบรรจบกับแม่น้ำลัวร์เช่นบนฝั่งแม่น้ำแมน, แม่น้ำแชร์, แม่น้ำแองดร์ หรือ แม่น้ำแมนครูส

ระเบียงภาพของปราสาทและวังบางแห่งของลุ่มแม่น้ำลัวร์[แก้]

ที่ตั้งของปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์

อ้างอิง[แก้]

  1. UNESCO: 933[1]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์