มหาวิหารกลอสเตอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิวจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหาร
กลอสเตอร์เมื่อปี ค.ศ. 1828

มหาวิหารกลอสเตอร์ (อังกฤษ: Gloucester Cathedral) เป็นมหาวิหารที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของเมืองกลอสเตอร์ ประเทศอังกฤษ แต่เดิมเป็นแอบบีย์ที่อุทิศให้นักบุญเปโตร เมื่อราวปี ค.ศ. 678 หรือ 679 มาจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นมหาวิหาร (cathedral) เมื่อปีค.ศ. 1541

ประวัติ[แก้]

วิวจากทางตะวันตกของมหาวิหารกลอสเตอร์ 2004
ระเบียงฉันนบถที่แสดงให้เห็นถึงเพดานโค้งใบพัด

เมื่อปีค.ศ. 1072 พระเจ้าวิลเลียมที่ 1แห่งอังกฤษ แต่งตั้งให้อธิการเซอร์โล (Serlo) จากมง-แซ็ง-มีแชล (ประเทศฝรั่งเศส) มาปกครองมหาวิหารนี้ ตอนนั้นอารามอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมมาก [1] เซอร์โลทุ่มตัวสร้างวัดขึ้นมาใหม่จนเป็นที่เห็นกันทุกวันนี้ ต่อมาท่านก็ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นดีนของมหาวิหารเอ็กซีเตอร์ วอลเตอร์ กลอสเตอร์ (Walter Gloucester) นักประวัติศาสตร์ของอารามนี้ได้เป็นอธิการอารามเมื่อปี ค.ศ. 1381 มหาวิหารกลอสเตอร์เดิมขึ้นอยู่กับมุขมณฑลวูสเตอร์ (Worcester) จนถึงปี ค.ศ. 1541 จากนั้นก็ย้ายไปขึ้นกับมุขมณฑลทูกสบรี (Tewkesbury) โดยมีจอห์น เวกแมน (John Wakeman) อธิการองค์สุดท้ายได้เป็นบิชอป มุขมณฑลทูกสบรีครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกลอสเตอร์เชอร์รวมถึงบางส่วนเฮริฟอร์ดเชอร์และวิลท์เชอร์

มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารที่เดิมสร้างแบบโรมาเนสก์แต่ต่อมาต่อเติมเป็นแบบกอทิกที่สวยงามมาก ภายในมีบานหน้าต่างประดับกระจกสี ในช่องเล็กๆของบานหนึ่งซึ่งทำเมื่อปี ค.ศ. 1350 มีรูปคล้ายคนเล่นกอล์ฟ เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่กล่าวถึงกีฬาเล่นกอล์ฟ รูปนี้ทำขี้นก่อนรูปที่พบสกอตแลนด์ ประมาณ 300 ปี[2] นอกจากนั้นก็ยังมีรูปคนเล่นฟุตบอลซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปการเล่นฟุตบอลที่เป็นหลักฐานเก่าที่สุดจากยุคกลาง

การก่อสร้างและสถาปัตยกรรม[แก้]

ตัวโบสถ์เดิมเป็นแบบโรมาเนสก์ หรือ นอร์มัน ตามที่เรียกกันที่ประเทศอังกฤษ การต่อเติมภายหลังเป็นแบบกอทิกหลายยุค ตัววัดลึก 420 ฟุต กว้าง 144 ฟุต มีหอกลางที่ต่อเติมเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 สูง 225 ฟุต ข้างบนมียอดสี่ยอด ตัวโบสถ์ด้านในเป็นเพดานสมัยอังกฤษตอนต้น มีห้องใต้ดินสำหรับเก็บศพ (Crypt) แบบโรมาเนสก์อยู่ภายใต้บริเวณร้องเพลงสวด ห้องใต้ดินของมหาวิหารนี้เป็นเพียงหนึ่งในสี่ของสถานที่แบบเดียวกันนี้ที่หลงเหลืออยู่ในประเทศอังกฤษ อีกสามแห่งอยู่ที่ มหาวิหารวูสเตอร์ มหาวิหารวินเชสเตอร์ และมหาวิหารแคนเทอร์เบอรี จากนั้นก็มีหอประชุมนักบวช

ระเบียงฉันนบถคดด้านใต้เป็นสถาปัตยกรรมกอทิกเพอร์เพ็นดิคิวลาร์ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายของสถาปัตยกรรมกอทิกแบบอังกฤษ เพดานเป็นโค้งใบพัดหรือที่เรียกว่าเพดานพัด เหมือนกับทางด้านเหนือ ภายในตัววัด ทางด้านใต้เป็นลักษณะที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมกอธิควิจิตร บริเวณที่ทำพิธีเป็นลวดลายเพอร์เพ็นดิคิวลาร์ทำทับงานเดิมที่เป็นแบบโรมาเนสก์ มีชาเปลประกบทั้งสองข้าง ระหว่างชาเปลสองชาเปลนี้เป็นชาเปลแม่พระ หน้าต่างทางด้านตะวันออกเป็นแบบเด็คคอเรทีฟแต่งด้วยกระจกสีสมัยยุคกลาง

สิ่งที่สวยงามที่สุดภายในโบสถ์นี้คือซุ้มที่ฝังพระศพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ที่ถูกปลงพระชนม์ที่ปราสาทบาร์คลี (Berkeley Castle) มหาวิหารนี้มั่งคั่งขึ้นมาด้วยรายได้จากนักแสวงบุญที่มาถวายความเคารพที่ฝังพระศพนี้ อีกอย่างหนึ่งที่น่าดูคืออนุสรณ์ที่ทำจากไม้บอกโอค (bog oak) ของโรเบิร์ต เคอธอส ดยุกแห่งนอร์มังดี (Robert Curthose) ผู้เป็นพระโอรสองค์โตของ พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของโบสถ์

ระหว่างปี ค.ศ. 1873–1890 และ ปี ค.ศ.1897 ทางมหาวิหารมีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยเซอร์จอร์จ กิลเบิร์ต สกอตต์ (George Gilbert Scott)

ทางเดินกลาง ทางเดินข้าง[แก้]

โถงทางเดินกลางรายด้านแนวเสาโรมาเนสก์สูงกว่า 9 เมตรเป็นเสาเดิมของโบสถ์ ภายในกลวงถมด้วยวัสดุก่อสร้าง ตอนล่างของเสาจะออกสีแดงซึ่งเป็นผลจากการความร้อนจากหลังคาที่ร่วงลงมาหลังจากเกิดไฟไหม้สองครั้ง หลังคาเดิมเป็นไม้เมื่อสร้างหลังคาใหม่ครั้งสุดท้ายจึงเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างเป็นหิน ทรงเพดานเป็นแบบกอทิกอังกฤษยุคแรก โค้งจึงยังไม่แหลมมาก

สิ่งที่น่าสนใจของมหาวิหารคือโถงทางเดินข้างที่กระหนาบทางเดินกลางด้านเหนือเป็นของเดิมตั้งแต่สร้างโบสถ์เป็นแบบโรมาเนสก์สังเกตได้จากหน้าต่างเป็นโค้งมนแต่งรอบโค้งบนด้วยรอยหยัก แต่ทางเดินข้างด้านใต้เป็นแบบกอธิครายด้วยหน้าต่างโค้งแหลม สาเหตที่เป็นคนละแบบเพราะทางเดินด้านใต้ทรุดเพราะสร้างบนที่ซึ่งเดิมเคยเป็นคูของโรมัน เมื่อกำแพงทรุดก็เป็นอันตรายที่อาจจะดึงตัวมหาวิหารตามไปด้วย ถ้ายืนมองจากมุมหนึ่งจะเห็นได้ว่ากำแพงด้านตะวันออกของวัดจะเอียงไปทางด้านนอกมหาวิหาร จึงจำเป็นต้องสร้างและเสริมใหม่เป็นกอธิควิจิตร ซึ่งจะเห็นได้จากรูปดอกไม้ตกแต่งรอบหน้าต่าง ว่ากันว่าในวันหนึ่งๆ ช่างแกะหินจะแกะได้เพียง 5 ดอก เมื่อดูแต่ละหน้าต่างจะมีดอกไม้ตกแต่งเป็นร้อยแสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะของผู้ก่อสร้างสมัยนั้น

ด้านนี้มีหน้าต่างประดับกระจกสีที่น่าสนใจสองหน้าต่างหนึ่งเป็นรูปพิธีราชาภิเษกพระเจ้าเฮนรีที่ 3 ผู้ยังทรงพระเยาว์ที่มหาวิหารนี้ และเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษองค์เดียวที่ราชาภิเษกที่มหาวิหารนี้ พระเจ้าเฮนรีที่ 3 เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ เหนือพระเศียรมิได้เป็นมงกุฏแต่เป็นที่รัดแขนของพระมารดา เพราะเกวียนเครื่องราชภัณฑ์ไปล่มลงในหนองที่ทางตะวันออกของอังกฤษจึงไม่มีอะไรเหลือ

หน้าต่างประดับกระจกสีทางด้านตะวันออกอีกบานหนึ่งเป็นรูปการสร้างอนุสรณ์ที่ฝังพระศพ และการฝังพระศพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ผู้เป็นพระราชโอรสที่มหาวิหารนี้

บริเวณสวดมนต์และร้องเพลงสวด[แก้]

ประตูเข้าด้านข้าง

บริเวณนี้อยู่หลังฉากหินมหึมาแยกจากโถงกลางมาเป็นศักดิ์สิทธิสถาน บริเวณนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนจากแบบโรมานาสก์เดิมเป็นสถาปัตยกรรมกอทิกเพอร์เพ็นดิคิวลาร์ซึ่งเป็นสมัยปลายกอธิคที่เน้นแนวดิ่ง เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 เพื่อให้สมพระเกียรติกับการเป็นสถานที่ที่เป็นที่ฝังพระศพพระราชบิดา โครงสร้างเดิมที่เป็นโรมานาสก์มิได้ถูกรื้อทั้งหมดทิ้งแต่ “ปะหน้า” ด้านศักดิ์สิทธิสถานด้วยกอทิก ฉะนั้นถ้าออกไปทางด้านนอกศักดิ์สิทธิสถาน (ทางเดินรอบบริเวณสวดมนต์) จะเห็นว่าหน้าต่างที่เห็นด้านในเป็นกอธิคด้านนอกจะยังคงเป็นโรมานาสก์ ภายในบริเวณสวดมนต์มีหน้าต่างประดับกระจกสีรอบด้านทำให้มีแสงส่องผ่านกระจกสีเข้ามาได้ทั่วถึงทำให้มีลักษณะโปร่ง เพดานประดับด้วยปุ่มหินนับร้อย แต่ชิ้นที่สำคัญที่สุดเป็นรูปพระเยซูประทานพร ล้อมรอบด้วยชิ้นทูตสวรรค์เล่นดนตรี

ครึ่งทางด้านใต้เป็นที่นั่งของนักร้องเพลงสวดและนักบวชที่แกะสลักเสลาอย่างสวยงาม ภายใต้ที่นั่งเป็นเก้าอี้อิงซึ่งเป็นคันยื่นออกมาราวหกนิ้วเมื่อพบม้านั่ง นักพรตคณะเบเนดิกตินต้องอธิษฐานวันละแปดหน เวลาสวดก็ต้องยืนทำให้บางครั้งเมื่อย ฉะนั้นภายใต้เก้าอี้พับจะมีที่รองนั่งสั้นๆ ยื่นออกมา กล่าวกันว่าใช้สำหรับให้พระเอนเวลาเมื่อยจะได้ไม่เห็นว่านั่ง การแกะสลักภายใต้ที่นั่งจะพบมากที่สุดในประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปมาก ลักษณะการแกะสลักก็น่าสนใจเพราะจะไม่เป็นศิลปะศาสนาแต่จะเป็นศิลปะชาวบ้านและเป็นการแสดงความมีอารมณ์ขันของช่างสลักไม้ เช่นอาจจะทำเป็นรูปสามีภรรยาตบตีกัน ภาพเงือก ภาพผู้หญิงทำอาหาร ภาพการเก็บเกี่ยว แต่ละอัน ๆ ก็จะไม่ซ้ำกัน

นอกจากนั้นในบริเวณนี้ยังมีอาสนะบิชอป แต่สิ่งที่แปลกกว่ามหาวิหารคือมหาวิหารกลอสเตอร์มีที่นั่งตรงกันข้ามกับบิชอปแต่มีขนาดใหญ่กว่าที่นั่งของบิชอป ที่ทำขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อนายกเทศมนตรีของเมืองกลอสเตอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่สามารถพูดหว่านล้อมให้ทหารของกองทัพของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ย้ายม้าไปผูกนอกมหาวิหาร ไม่เช่นนั้นมหาวิหารก็คงจะเสียหายมากกว่านั้น

ด้านเหนือของบริเวณสวดมนต์เป็นฉากแท่นบูชาขนาดใหญ่สร้างในสมัยฟื้นฟูกอทิกในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย อยู่หน้าบานกระจกประดับสีที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิหารที่เรียกว่า “The Great East Window”

คูหาสวดมนต์พระแม่มารี[แก้]

มองจาก Lady chapel เข้าไปในบริเวณพิธี

ด้านหลังของบริเวณสวดมนต์และร้องเพลงสวดเป็นทางเดินรอบ (Ambulatory) จากทางเดินออกไปมีคูหาสวดมนต์สามคูหาๆ ที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงกลางเรียกว่า Lady chapel เป็นคูหาสวดมนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับคูหาสวดมนต์แบบนี้ในอังกฤษ ตัวคูหามีหน้าต่างกระจกล้อมรอบจนไม่มีกำแพงดูเหมือนเรือนกระจก

ระเบียง[แก้]

ระเบียงฉันนบถทางด้านเหนือของมหาวิหารเป็นสถาปัตยกรรมกอทิกเพอร์เพ็นดิคิวลาร์ ซึ่งเป็นสมัยปลายกอธิคที่เน้นเส้นดิ่ง รอบระเบียงเป็นซุ้มโค้งสลักด้วยหินอย่างวิจิตรตลอดทั้งสี่ด้าน ตัวระเบียงล้อมรอบลานสี่เหลี่ยม เพดานเป็นแบบเพดานพัด ซึ่งเป็นลักษณะเอกลักษณ์ของอังกฤษ ทางด้านเหนือของระเบียงเป็นหอประชุมนักบวช ซึ่งเป็นที่ประชุมอ่านพระคัมภีร์ประจำวันเป็นบทบท ในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อห้อง ทางด้านนี้เคยเป็นทางเข้าหอที่พระพำนักอยู่แต่มาถูกทำลายในสมัย พระเจ้าเฮนรีที่ 8 พร้อมกับโรงฉันของพระ ทางด้านเหนือของระเบียงเป็นซุ้มแคบยาวเกือบตลอดแนวภายในมีรางตลอดซึ่งใช้เป็นบริเวณซักล้าง ทางด้านใต้มีคูหาเล็กๆตลอดแนวใช้เป็นที่ที่นักบวชทำกิจกรรมต่างๆ

หน้าต่างประดับกระจกสี[แก้]

สิ่งที่เด่นที่สุดของมหาวิหารกลอสเตอร์คือหน้าต่างประดับกระจกสีแบบเพอร์เพ็นดิคิวลาร์ซึ่งมีรอบมหาวิหารแต่ที่สำคัญคือบานใหญ่มหึมา 5 บานและหน้าต่างโดย ทอมัส เด็นนี (Thomas Denny)

  • ด้านหน้าหรือด้านตะวันตก
  • ด้านแขนกางเขนด้านใต้
  • ด้านแขนกางเขนด้านเหนือ
  • ด้านหลังหรือด้านตะวันออกหลังชาเปลแม่พระ หน้าต่างด้านนี้เสียหายมากจนต้องเอามาประกอบแบบหาที่ปะเข้าไปโดยไม่เป็นรูปอะไรแน่นอนผลที่ออกมาจึงเป็นกึ่งแอ็บสแตร็ค
  • กลางบริเวณพิธี หน้าต่างนี้ใหญ่ขนาดสนามเทนนิส สร้างเมื่อปีค.ศ. 1350 เป็นหน้าต่างที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในสมัยนั้น บานกระจกแบ่งเป็นห้าชั้นๆแรกเป็นตราตระกูล ชั้นบนถัดไปเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ถัดไปเป็นพระเยซูยกมือทำเครื่องหมายประทานพร พระแม่มารีย์และสาวก ถัดขึ้นไปเป็นทูตสวรรค์
  • หน้าต่างโดย ทอมัส เด็นนีอยู่ภายในชาเปลเล็กทางด้านใต้ เป็นบานหน้าต่างกระจกสีสีน้ำเงินสดเป็นส่วนใหญ่ที่ทำเมื่อปีค.ศ. 1992 เป็นเรื่องพระเจ้าสร้างโลกสองบานประกบรูปกลางซึ่งเป็นรูปพระเยซูกับนักบุญทอมัส ชาเปลนี้ยังใช้เป็นที่สวดมนต์ตอนเช้าทุกวัน

ออร์แกน[แก้]

รายละเอียดของออร์แกนจาก National Pipe Organ Register (ภาษาอังกฤษ)

ที่ฝังศพและอนุสรณ์[แก้]

ที่ฝังพระศพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2

ที่ฝังพระศพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2[แก้]

อนุสรณ์ที่ฝังศพที่สวยงามที่สุดภายในวัดนี้คือซุ้มที่ฝังพระศพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2ที่สร้างโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 พระราชโอรสเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชบิดาผู้ถูกปลงพระชนม์อย่างทารุณที่ปราสาทบาร์คลี (Berkeley Castle) มหาวิหารนี้มั่งคั่งขึ้นมาด้วยรายได้จากผู้แสวงบุญที่มาสักการะที่ฝังพระศพนี้

ที่ฝังพระศพของโรเบิร์ต เคอธอส[แก้]

โรเบิร์ต เคอธอส (Robert Curthose) เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แต่มิได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษต่อจากพระราชบิดา ได้เป็นเพียงดยุกแห่งนอร์มังดีที่เป็นตำแหน่งเดิมของพระราชบิดา เมื่อ โรเบิร์ต เคอธอสมีชีวิตอยู่ก็มีความประสงค์อยากจะฝังร่างของท่านเองเมื่อตายไปที่มหาวิหารกลอสเตอร์ อนุสรณ์ของโรเบิร์ต เคอธอสทำจากไม้บอกโอค ทาสีอย่างสวยงามตั้งอยู่ทางด้านเหนือนอกบริเวณพิธีติดกับฉากแท่นบูชาเอก แต่ว่าร่างของโรเบิร์ตเองว่ากันว่าถูกฝังไว้ภายในหอประชุมสงฆ์ภายในระเบียง

ที่ฝังพระศพของพระเจ้าออสริคแห่งเมอร์เซีย[แก้]

ทางด้านเหนือนอกบริเวณพิธีติดกับฉากแท่นบูชาเอกเป็นอนุสรณ์พระเจ้าออสริกแห่งเมอร์เซีย (Prince Osric of Mercia) ผู้เป็นผู้สร้างมหาวิหาร เป็นรูปพระเจ้าออสริคนอนราบอุ้มมหาวิหารในมือซ้าย รูปคล้ายกันนี้อีกรูปหนึ่งอยู่ด้านขวาของทางเข้ามหาวิหารด้านใต้คู่กับบาทหลวงเซอร์โลทางด้านซ้ายผู้เป็ผู้มีบทบาทสำคัญในการบูรณะมหาวิหาร

เหตุการณ์สำคัญ[แก้]

ที่ฝังพระศพของโรเบิร์ต เคอธอส
  • 678-9 เริ่มมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานใกล้วัดระหว่างสมัยแซกซันนำโดย Osric of the Hwicce น้องสาวของ Hwicce เป็นอธิการิณีอาราม (Abbess) องค์แรก
  • 1017 นักพรตเบเนดิกตินติน เข้ามาปกครองหลังจากที่บาทหลวงประจำมุขมณฑล (Secular priests) ถูกไล่ออกจากไป
  • 1072 เซอร์โลได้รับแต่งตั้งโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ให้มาเป็นเจ้าอาวาส
  • 1089 โรเบิร์ต เดอ โลซินยา (Robert de Losinga) บิชอปแห่งแฮรฟอร์ด (Hereford) วางศิลาฤกษ์
  • 1100 ได้รับการสถาปนา (consecrate) เป็นวัดเซนต์ปีเตอร์
  • 1216 พระราชพิธีราชาภิเษกพระเจ้าเฮนรีที่ 3
  • 1327 พระราชพิธีฝังพระศพพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2
  • 1331 ซ่อมบริเวณทำพิธีของนักพรตแบบเพอร์เพ็นดิคิวลาร์
  • 1373 อธิการฮอร์ตัน (Horton) เริ่มสร้างระเบียง มาเสร็จเอาสมัยอธิการฟรูสเตอร์ (Frouster)
  • 1420 อธิการมอร์เว้นท์ (Morwent) ปฏิสังขรณ์ด้านตะวันตก
  • 1450 อธิการซีโบรค (Sebrok) ต่อเติมหอ มาเสร็จโดยโรเบิร์ต ทัลลี (Robert Tully)
  • 1470 อธิการแฮนลี (Hanley) ปฏิสังขรณ์ Lady Chapel มาเสร็จเอาสมัยอธิการฟาร์ลี (Farley)
  • 1540 อารามถูกยุบตามพระราชกฤษฎีกายุบอาราม ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8
  • 1541 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 สถาปนาอารามที่ถูกยุบไปขึ้นเป็นมหาวิหาร
  • 1616-21 วิลเลียม ลอด เป็นอธิการ
  • 1649-60 ตำแหน่งอธิการถูกยุบแต่ถูกตั้งใหม่โดย พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2
  • 1735-52 บิชอปมาร์ติน เบ็นสัน (Martin Benson) ปฏิสังขรณ์มหาวิหารครั้งใหญ่
  • 1847-73 บูรณปฏิสังขรณ์สมัยวิกตอเรีย โดย สถาปนิก เอฟ เอส วอลเลอร์ (F.S.Waller) และ เซอร์จอร์จ กิลเบิร์ต สก็อต
  • 1968 ปูหลังคาใหม่
  • 1994 เสร็จการปฏิสังขรณ์หอ
  • 2000 ฉลองครบรอบ 900 ปึ

เกร็ดน่ารู้[แก้]

มหาวิหารกลอสเตอร์ใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ตอนที่หนึ่ง สอง และหก เมื่อปี ค.ศ. 2000

อ้างอิง[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

สมุดภาพ[แก้]