ปลาซีลาแคนท์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปลาซีลาแคนท์
Latimeria chalumnae
Latimeria chalumnae

ซีลาแคนท์ (ออกเสียง: /ˈsiːləkænθ/ ดัดแปลงมาจากคำลาตินสมัยใหม่ Cœlacanthus เมื่อ cœl-us + acanth-us จากภาษากรีกโบราณ κοῖλ-ος [hollow] + ἄκανθ-α [spine]) เป็นชื่อสามัญของปลาออร์เดอร์หนึ่งที่รวมถึงสายพันธุ์ของปลาในปัจจุบันที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักในปัจจุบันพวก gnathostomata ปลาซีลาแคนท์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปลาปอดและเตตร้าพอดที่เคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อครั้งสิ้นสุดยุคครีเทเชียส จนกระทั่งมีการพบปลา แลติเมอเรีย ครั้งแรกที่นอกชายฝั่งด้านตะวันออกของอัฟริกาใต้เลยแม่น้ำชาลัมน่าออกมาในปี ค.ศ. 1938 และปลาเหล่านั้นจึงเป็นพวกลาซูรัส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938 เป็นต้นมา ปลาซีลาแคนท์ Latimeria chalumnae ก็มีการถูกค้นพบในโคโมรอส เคนย่า แทนซาเนีย โมแซมบิก มาดากาสการ์ และใน อุทยานป่าชุ่มน้ำซิแมงกาลิโส กวาซูลู-นาทัล ในอัฟริกาใต้ สายพันธุ์ที่สอง Latimeria menadoensis พบที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 1999[1][2] ปลาซีลาแคนท์ไม่มีคุณค่าทางการค้าอย่างแท้จริงนอกเสียจากจะแปรสภาพเป็นวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และการเก็บสะสมส่วนตัว ในแง่ของการเป็นอาหารแล้ว ปลาซีลาแคนท์เกือบไม่มีค่าเอาเสียเลยด้วยเนื้อเยื่อของมันมีน้ำมันไหลซึมออกมาแม้ว่าจะตายไปแล้วก็ตาม และเนื้อของมันทั้งเหนียวและมีกลิ่นเหม็นด้วย[3]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติธรรมชาติ

ปลาซีลาแคนท์พบเป็นฟอสซิลครั้งแรกในยุคดีโวเนียนตอนกลาง[4] ปลาซีลาแคนท์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในน้ำในช่วงปลายของมหายุคพาลีโอโซอิกและมีโซโซอิก

ซีลาแคนท์เป็นปลาที่มีครีบมีลักษณะเป็นพลูอยู่ที่ทรวงอกและก้นอยู่บนแท่งก้านเนื้อเยื่อที่รองรับโดยกระดูกและมีครีบหางที่แตกออกแยกเป็น 3 พลู โดยที่พลูตรงกลางจะรวมถึงชุดของโนโตคอร์ด ปลาซีลาแคนท์มีเกล็ดที่บางกว่าเกล็ดของปลาพวกคอสมอยด์จริงๆ ปลาซีลาแคนท์มีอวัยวะพิเศษสำหรับตอบรับทางไฟฟ้าที่เรียกกันว่าอวัยวะคล้ายตะขออยู่ทางด้านหน้าของกระโหลกที่อาจจะใช้ช่วยในการตรวจจับเหยื่อ อวัยวะเล็กๆนี้อาจช่วยรักษาสมดุลของตัวปลาได้ด้วย การค้นหาตำแหน่งด้วยคลื่นเสียงสะท้อนก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งในวิถีทางการเคลื่อนที่ของตัวปลา

[แก้] ซากดึกดำบรรพ์

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการค้นพบรู้จักปลาซีลาแคนท์ที่มีชีวิตอยู่เพียง 2 ชนิดเท่านั้น แต่พบว่าครั้งหนึ่งพวกมันกลับเคยประสบความสำเร็จด้วยการพบเป็นฟอสซิลที่หลากหลายสกุลและหลากหลายชนิดจากยุคดีโวเนียนจนถึงสิ้นสุดยุคครีเทเชียสซึ่งเป็นจุดช่วงเวลาที่พวกมันต้องเผชิญกับความยากลำบากจนเกือบต้องสูญพันธุ์ไปทั้งหมด มักจะมีความเข้าใจกันว่าปลาซีลาแคนธ์แทบจะไม่มีลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆตลอดช่วงระยะเวลาหลายล้านปีมานี้ แต่ที่แท้จริงแล้วชนิดที่มีชีวิตทั้งสองชนิดหรือแม้แต่สกุลก็ตามไม่เคยพบในรูปของฟอสซิลเลย อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ฟอสซิลบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสซิลยุคครีเทเชียสสกุล มาโครโปมา ที่มีลักษณะใกล้ชิดกันกับสกุลมีชีวิตในปัจจุบันมาก [ต้องการแหล่งอ้างอิง] เหตุผลในเรื่องนี้เป็นไปได้ว่าพวกที่สูญพันธุ์ไปนั้นเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำตื้น ขณะที่สายพันธุ์ฟอสซิลชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกพบว่าเป็นการยากที่จะถูกยกตัวขึ้นมาให้นักบรรพชีวินวิทยาให้สามารถค้นพบเพื่อทำการศึกษาได้ ทำให้พวกที่เป็นปลาน้ำลึกไม่พบบันทึกเป็นฟอสซิลให้เห็น สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ภายใต้การสำรวจและศึกษาต่อไปโดยนักวิทยาศาสตร์

[แก้] ลาติเมอเรีย ปลาซีลาแคนท์สกุลปัจจุบัน

ปลาซีลาแคนท์ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย
Latimeria chalumnae
Latimeria chalumnae

[แก้] ลักษณะทางชีววิทยา

น้ำหนักของปลาซีลาแคนท์ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย (ลาติเมอเรีย ชาลัมนี) เฉลี่ยแล้วประมาณ 80 กิโลกรัมและอาจมีความยาวของลำตัวได้มากถึง 2 เมตร เพศเมียที่โตเต็มวัยค่อนข้างมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้ จากลักษณะวงแหวนเติบโตในกระดูกหู (โอโตลิธส์) นักวิทยาศาสตร์อนุมานว่าปลาซีลาแคนท์ตัวหนึ่งๆอาจมีอายุยืนยาวได้ถึง 80 – 100 ปี ปลาซีลาแคนธ์อาศัยอยู่ที่ระดับความลึกได้ถึง 700 เมตรใต้ระดับทะเล แต่ส่วนใหญ่จะพบได้ที่ระดับความลึกระหว่าง 90 – 200 เมตร ตัวอย่างของปลา ลาติเมอเรีย ชาลัมนี มีสีน้ำเงินเข้มที่อาจช่วยพลางตาจากบรรดานักล่าทั้งหลายได้ อย่างไรก็ตามชนิดที่พบที่อินโดนีเซียกลับมีสีน้ำตาล ลาติเมอเรีย ชาลัมนี พบแผ่กระจายกว้างขวางแต่พบได้ในปริมาณน้อยมากในบริเวณขอบด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย จากอัฟริกาใต้ทางด้านเหนือไปตามชายฝั่งอัฟริกาตะวันออกไปจนถึงเคนย่า โคโมรอส และมาดากัสการ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะพบเป็นโคโลนีเล็กๆ

ตาของปลาซีลาแคนท์มีความสามารถตอบสนองได้ไวมากและมีแผ่นเนื้อเยื่อ ทาเปตุ้ม ลูซิดุ้ม ที่สามารถสะท้อนแสงไปที่เรตินาของดวงตาทำให้เพิ่มความสามารถในการมองเห็นได้ ปลาซีลาแคนธ์จะไม่ออกหากินในช่วงเวลากลางวันหรือในคืนเดือนเพ็ญเนื่องจากการตอบสนองต่อแสงของดวงตา ในเรตินาของปลาซีลาแคนท์ยังมีเซลล์รับแสงรูปแท่งจำนวนมากที่ช่วยทำให้สามารถมองเห็นได้ในแสงสลัวๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์รูปแท่งและแผ่นเนื้อเยื่อ ทาเปตุ้ม ลูซิดุ้ม ช่วยให้ปลามองเห็นได้ดีในน้ำที่มืดสนิท

ปลาซีลาแคนท์หากินด้วยการล่าสัตว์จำพวกปลาหมึก ปลาไหล ฉลามขนาดเล็ก และปลาอื่นๆที่พบในแนวปะการังน้ำลึกและบริเวณไหล่ฐานภูเขาไฟ พบว่าปลาซีลาแคนธ์สามารถว่ายน้ำในแนวที่ส่วนหัวทิ่มลง ว่ายฉอยหลัง หรือพลิกส่วนพุงขึ้นเพื่อหาตำแหน่งเหยื่อของมัน นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าเหตุผลหนึ่งที่ปลานี้ประสบผลสำเร็จก็คือมันสามารถลดอัตราการเผาผลาญอาหารด้วยการจมลงไปที่ระดับน้ำลึกๆและลดความต้องการอาหารในลักษณะของการจำศีล

ปลาซีลาแคนท์ที่อาศัยอยู่ใกล้อ่าวซอดวานา ในอัฟริกาใต้ พบอยู่ในถ้ำที่ระดับความลึกระหว่าง 90 – 150 เมตรในช่วงเวลากลางวันแต่จะออกมาที่ระดับตื้นที่ระดับความลึกประมาณ 55 เมตรเพื่อออกล่าเหยื่อในช่วงเวลากลางคืน ความลึกไม่มีความสำคัญเทียบเท่าการที่มันต้องการแสงสลัวๆและที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือที่ที่มีอุณหภูมิระหว่าง 14 – 20 องศาเซลเซียส พวกมันจะใต่ระดับความลึกเพื่อค้นหาสภาพที่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าว ปริมาณของออกซิเจนที่เลือดของมันต้องการจากน้ำทะเลผ่านเหงือกจะไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าปลาซีลาแคนธ์ต้องการอาศัยอยู่ในที่เย็น ในที่น้ำให้ออกซิเจนได้ดี ไม่เช่นนั้นเลือดของมันจะไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ [5]

ผลจากการประชุมภาคีอนุสัญญาไซเตส (CITES) ปลาซีลาแคนธ์ถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีภาคผนวกที่ 1 (สิ่งมีชีวิตถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์) ในปี ค.ศ. 1989 อนุสัญญาได้ห้ามการค้าสากลเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและกำหนดการค้าทั้งหมดรวมถึงการส่งชิ้นตัวอย่างไปพิพิธภัณฑ์ที่ต้องผ่านขั้นตอนตามระเบียบการอนุญาต ในปี ค.ศ. 1998 ประชากรทั้งหมดของปลาซีลาแคนธ์ทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียประมาณได้ว่า 500 ตัวหรือน้อยกว่าซึ่งเป็นจำนวนที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์[6] ลาติเมอเรีย ชาลัมนี ถูกขึ้นทะเบียนเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์วิกฤต และ”ลาติเมอเรีย เมนาโดเอนซิส” ถูกขึ้นทะเบียนเป็นชนิดที่มีถิ่นอาศัยจำกัดโดย IUCN.[7][8]

[แก้] การสืบพันธุ์

ปลาซีลาแคนท์เพศเมียออกลูกเป็นตัวครั้งละ 5 – 25 ตัวที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองทันทีที่เกิดขึ้นมา พฤติกรรมการสืบพันธุ์ของมันยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีนักแต่เชื่อกันว่าพวกมันจะเริ่มสืบพันธุ์เมื่อมีอายุได้ประมาณ 20 ปี ด้วยมีระยะตั้งครรถ์ระหว่าง 13 - 15 เดือน

[แก้] การค้นพบ

ประวัติการค้นพบ[9][10]
ปี Description
1938 (ธันวาคม 23) ปลาซีลาแคนท์ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันถูกค้นพบเป็นครั้งแรก ที่ 30 กม. ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอนตะวันออก ในอัฟริกาใต้]]
1952 (ธันวาคม 21) ตัวอย่างที่ 2 ในโคโมรอส จากนั้นมากกว่า 200 ตัวถูกจับขึ้นมาจากรอบๆเกาะ
1988 ภาพถ่ายภาพแรกของปลาซีลาแคนท์ในถิ่นฐานธรรมชาติของมันโดยฮันส์ ฟริกค์ จากนอกชายฝั่งแกรนด์โคโมร์
1991 ปลาซีลาแคนท์ตัวแรกที่ได้รับการวินิจฉัยใกล้โมแซมบิก 24 กม. นอกชายฝั่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของคิวลิมาเน่
1995 ปลาซีลาแคนท์ที่ได้รับการบันทึกครั้งแรกที่มาดากัสการ์ 30 กม. ทางตอนใต้ของตอลิเอร่า
1997 (กันยายน 18) ปลาซีลาแคนท์ชนิดใหม่พบในอินโดนีเซีย
2000 ปลาซีลาแคนท์ฝูงหนึ่งพบโดยทีมนักปะดาน้ำบริเวณนอกชายฝั่งของอ่าวซอดวาน่า อุทยานป่าชุ่มน้ำอิสิแมงกาลิโส ในอัฟริกาใต้
2001 ปลาซีลาแคนท์ฝูงหนึ่งพบนอกชายฝั่งของเคนย่า
2003 ปลาซีลาแคนท์ตัวแรกจับได้โดยชาวประมงในแทนซาเนีย และภายในปีนั้นมีการจับได้ทั้งหมดถึง 22 ตัว
2004 วิลเลียม ซอมเมอร์ส นักวิจัยชาวแคนาดาจับปลาซีลาแคนท์ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบริเวณนอกชายฝั่งมาดากัสการ์ [ต้องการแหล่งอ้างอิง]
2007 (พฤษภาคม 19) จัสตินัส ลาฮาม่า ชาวประมงชาวอินโดนีเซียจับปลาซีลาแคนท์ขนาด 1.31 เมตร น้ำหนัก 51 กก. นอกชายฝั่งเกาะสุลาเวสี ใกล้กับอุทยานทะเลแห่งชาติบูนาเก้น และมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 17 ชม. ในกระชัง[11]
2007 (กรกฎาคม 15) ชาวประมง 2 คนจากแซนซิบาร์จับปลาซีลาแคนท์วัดได้ 1.34 เมตร น้ำหนัก 27 กก. ถูกจับได้นอกชายฝั่งทางปลายแหลมด้านเหนือของเกาะนอกชายฝั่งแทนซาเนีย[12]

[แก้] การพบครั้งแรกในอัฟริกาใต้

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1938 เฮนดริก กูเซน กลาสีเรือลากอวนพาณิชย์ “เนอรีน” กลับไปที่ท่าเรืออีสต์ลอนดอนในอัฟริกาใต้หลังจากลากอวนแถวปากแม่น้ำชาลัมน่า แล้วเขาก็ทำอย่างที่เขาเคยทำอยู่บ่อยๆคือโทรศัพท์ไปหาเพื่อนของเขา มาร์จอรี คอร์ทีเนย์-ลาติเมอร์ ภัณฑรักษ์ที่พิพิธภัณฑ์เล็กๆแห่งหนึ่งในอีสต์ลอนดอน เพื่อให้ไปดูว่าสิ่งที่จับได้นั้นเป็นสิ่งที่เธอสนใจหรือไม่ ที่ท่าเรือนั้นลาติเมอร์ได้สังเกตครีบสีน้ำเงินและก็ได้เข้าไปดูใกล้ๆ เธอได้พบอะไรบางอย่างที่เธอได้บรรยายเอาไว้ว่าเป็นปลาที่สวยที่สุดที่เธอได้เคยพบเห็นมาก่อน มีความยาว 5 ฟุต มีสีม่วงอมน้ำเงินซีดและมีลายสีเงินสีสันสดใส

สิ่งที่ค้นพบนั้นไม่พบว่ามีการบันทึกพรรณนาลักษณะเอาไว้ในหนังสือใดๆที่เธอมีอยู่ เธอพยายามติดต่อกับเพื่อนของเธอคือ ศาสตราจารย์เจมส์ เลียวนาร์ด เบรียเลย์ สมิธ แต่เขาไม่อยู่เนื่องจากเทศกาลคริสต์มาส เนื่องด้วยไม่อาจเก็บรักษาสภาพของปลาเอาไว้ได้เธอจึงลังเลใจที่จะส่งไปให้นักอนุกรมวิธาน เมื่อสมิธกลับมาเขาพบว่ามันเป็นปลาซีลาแคนท์ที่พบได้เฉพาะเป็นฟอสซิล สมิธได้ตั้งชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ลาติเมอเรีย ชาลัมนี” เพื่อเป็นเกียรติแก่ มาร์จอรี คอร์ทีเนย์-ลาติเมอร์และแม่น้ำที่เป็นแหล่งค้นพบ ผู้ค้นพบทั้งสองจึงกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันไปทั่ว และปลาชนิดนี้ก็กลายเป็นที่รู้จักกันว่า ฟอสซิลมีชีวิต และปลาซีลาแคนท์ที่พบในปี ค.ศ. 1938 นี้ปัจจุบันยังคงจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในอีสต์เบิร์นนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ชิ้นตัวอย่างที่ถูกสตัฟฟ์นั้น ไม่สามารถตรวจสอบลักษณะของเหงือกและโครงกระดูกได้และยังมีข้อสงสัยที่ค้างคาอยู่ว่ามันจะเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ สมิธเริ่มล่าตัวที่สองซึ่งก็ต้องใช้เวลามากกว่าทศวรรต

[แก้] โคโมรอส

ตัวอย่างของปลา ลาติเมอเรีย ชาลัมนี ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย (ยาว 170 ซม. น้ำหนัก 60 กก.) ตัวอย่างนี้ถูกจับได้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1974 ห่างถัดไปจากซาลิมานิ (แกรนด์ โคโมร์ เกาะโคโมรอส) 11°48′40.7″S 43°16′3.3″E / -11.811306, 43.267583.

ได้มีการค้นหาปลาซีลาแคนท์เพิ่มเติมกันทั่วโลก ด้วยการตั้งเงินรางวัลสูงถึง 100 ปอนด์ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าสูงมากสำหรับชาวประมงอัฟริกันในช่วงสมัยนั้น สิบสี่ปีให้หลังได้มีการค้นพบที่โคโมรอสแต่ปลานั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนในท้องที่ประหลาดใจแต่ประการใด ที่ท่าเรือโดโมนิบนเกาะโคโมรอสแห่งแอนโจอวน ชาวโคโมรอสสงสัยว่าจะเป็นปลาที่ได้รับการเสนอรางวัลซึ่งพวกเขารู้จักกันในนามของ “กอมเบสซา” หรือ “มาเม” ซึ่งชื่อนั้นเป็นของปลาที่เกือบกินเป็นอาหารไม่ได้ที่บางครั้งชาวประมงก็จับได้ด้วยความเข้าใจผิด

ตัวอย่างชิ้นที่สองค้นพบในปี 1952 โดยชาวประมงชาวโคโมรอส อะฮามาดิ อับดุลลาห์ ที่ถูกพิจารณาให้เป็นชนิดใหม่ที่แตกต่างออกไป โดยในครั้งแรกให้ชื่อเป็น “มาลันเนีย ฮันไต” และต่อมาให้เป็น “มาลันเนีย แอนโจอันนี” ตามชื่อของแดเนียล ฟรานซิส มาลัน นายกรัฐมนตรีอัฟริกาใต้ ซึ่งเป็นผู้จัดส่งตัวอย่างปลาไปให้อย่างรวดเร็วตามคำร้องขอของศาสตราจารย์สมิธ ในภายหลังพบว่าการขาดอวัยวะส่วนของครีบหลังอันแรกซึ่งเดิมทีคิดว่าเป็นลักษณะที่มีนัยสำคัญนั้นเกิดจากการหลุดหายไปจากการบาดเจ็บของตัวปลาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ มาลันซึ่งเป็นผู้กระตือรือร้นแข็งขันในการจัดส่งตัวอย่างปลานั้นกล่าวอย่างประชดประชันว่า “ตัวฉันน่ะ มันขี้เหล่ คุณหมายความว่าตัวของฉันน่ะครั้งหนึ่งเคยเป็นแบบนั้นหรือ” [13] ตัวอย่างปลาถูกซ่อมแซมโดยสมิธและจัดแสดงไว้ที่ SAIAB ในเกรแฮมส์ทาวน์ของอัฟริกาใต้ซึ่งเป็นที่ทำงานของเขา

เดี๋ยวนี้ชาวโคโมรอสรู้ถึงความสำคัญของปลาใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ดีและได้ก่อตั้งโครงการปล่อยปลาซีลาแคนท์ที่จับได้โดยอุบัติเหตุกลับคืนสู่ทะเลลึก

สำหรับสมิธผู้ได้ล่วงลับไปเมื่อปี 1968 นั้น ถือเป็นบุคคลที่มีคุณูปการอย่างมากเกี่ยวกับปลาซีลาแคนท์ดังที่ปรากฏในหนังสือ “Old Fourlegs” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1956 หนังสือของเขา “Sea Fishes of the Indian Ocean” ซึ่งมี มาร์กาเรต ภรรยาของเขาเป็นผู้ร่วมเขียนที่ถือว่าเป็นตำราอ้างอิงด้านสัตวศาสตร์ที่ว่าด้วยปลาที่ได้มาตรฐานเล่มหนึ่งในแถบอัฟริกา

ในปี 1988 ช่างภาพเนชั่นแนลจีโอกราฟิกฮานส์ ฟริคส์ เป็นบุคคลแรกที่ถ่ายภาพปลาซีลาแคนท์ในถิ่นอาศัยของมันตามธรรมชาติ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 180 เมตรนอกชายฝั่งตะวันตกของแกรนด์โคโมร์ [14]

[แก้] สายพันธุ์ที่สองในอินโดนีเซีย

Latimeria menadoensis

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 1997 อาร์นาซ และมาร์ค เอิร์ดมันน์ ได้ท่องเที่ยวไปในอินโดนีเซียในการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเขา เขาได้พบปลาตัวแปลกๆเข้าไปในตลาดที่มานาโด บนเกาะสุลาเวสี [6] มาร์คคิดว่าเป็นปลา “กอมเบสซ่า” (ปลาซีลาแคนท์จากโคโมรอส) แม้ว่ามันไม่เป็นสีน้ำเงินแต่กลับเป็นสีน้ำตาล ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งได้พิจารณาภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตของเขาแล้วให้ความเห็นว่ามันมีลักษณะที่มีนัยสำคัญ หลังจากนั้นคู่สามีภรรยาเอิร์ดมันน์ได้ติดต่อกับชาวประมงในท้องที่และได้ร้องขอว่าหากจับปลาลักษณะดังกล่าวได้อีกขอได้โปรดส่งให้เขา ตัวอย่างที่สองจากอินโดนีเซียมีความยาว 1.2 เมตรและมีน้ำหนัก 29 กิโลกรัมถูกจับได้ขณะยังมีชีวิตอยู่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1998[10] มันมีชีวิตอยู่ได้ 6 ชั่วโมงและอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์บันทึกภาพลักษณะของสี การเคลื่อนที่ของครีบ และพฤติกรรมอื่นๆทั่วไป ตัวอย่างปลาถูกเก็บรักษาไว้และบริจาคให้พิพิธภัณฑ์สัตววิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินโดนีเซีย (LIPI)[6]

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอชี้ชัดว่าตัวอย่างปลามีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับปลาซีลาแคนท์โคโมรอสอย่างชัดเจน เมื่อดูอย่างผิวเผินแล้วปลาซีลาแคนท์จากอินโดนีเซียซึ่งในท้องที่เรียกกันว่า “ราชาลอต” (หมายถึงเจ้าแห่งทะเล) มีลักษณะที่เหมือนกันกับที่พบในโคโมรอสยกเว้นที่สีผิวที่เป็นสีเทาแกมสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีน้ำเงิน ปลาชนิดนี้ถูกบรรยายรูปพรรณไว้ในวารสาร Environmental Biology of Fishes ฉบับหนึ่งในปี 1999 โดย Pouyaud et al และถูกตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ลาติเมอเรีย เมนาโดเอนซิส ผลการศึกษาทางโมเลคิวล่าประมาณการได้ว่าช่วงเวลาที่เกิดการแตกแขนงเป็นปลาซีลาแคนท์ 2 ชนิดนั้นอยู่ที่ประมาณ 40 – 30 ล้านปีมาแล้ว [15]

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2007 จัสตินัส ลาฮามา ชาวประมงชาวอินโดนีเซียท่านหนึ่งได้จับปลาซีลาแคนท์ลำตัวยาว 1.3 เมตร น้ำหนัก 50 กิโลกรัมจากนอกชายฝั่งใกล้เมนาโด ทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสีใกล้กับอุทยานทะเลแห่งชาติบูนาเก้น หลังจากนำขึ้นจากน้ำได้ 30 นาทีซึ่งปลาก็ยังมีชีวิตอยู่ก็นำไปขังไว้ในกระชังหน้าภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ชายฝั่งทะเลและอยู่รอดได้นานถึง 17 ชั่วโมง ปลาซีลาแคนท์มีลักษณะที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับปลาปอด ปรกติจะอาศัยอยู่ที่ระดับความลึก 200 – 1000 เมตร ปลาถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์โดยเจ้าหน้าที่ในท้องที่ว่ายไปมาในกระชังลึกประมาณหนึ่งเมตร เมื่อมันตายจึงนำไปแช่แข็ง สำนักข่าวเอเอฟพีของฝรั่งเศสเรียกร้องให้นักวิทยาศาสตร์จากฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอินโดนีเซียเข้าร่วมงานกับสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งฝรั่งเศสเพื่อดำเนินการตรวจสอบถึงสาเหตุของการตายของปลาซีลาแคนท์และวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์หลังจากนั้น ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยในท้องที่กำลังทำการศึกษาซากศพอยู่[11][16]

[แก้] อุทยานป่าชุ่มน้ำไซแมงกาลิโสในอัฟริกาใต้

ในอัฟริกาใต้ การวิจัยยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องมาหลายปี นักปะดาน้ำวัย 46 ปี เรฮัน เบาเวอร์ ได้เสียชีวิตของเขาขณะดำค้นหาปลาซีลาแคนท์ในเดือนมิถุนายน 1998

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2000 ทางตอนใต้ของเขตแดนโมแซมบิกลงไปเล็กน้อย ในอ่าวซอดวาน่าของอุทยานป่าชุ่มน้ำเกรตเตอร์เซนต์ลูเซีย นักปะดาน้ำน้ำลึกสามคนคือ เปเตอร์ เวนเตอร์ ปีเตอร์ ทิมม์ และ อีเทน เลอ รอกซ์ ได้ดำน้ำลงไปลึก 104 เมตรและก็ได้พบเห็นปลาซีลาแคนท์โดยไม่ได้ตั้งใจ

กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มสำรวจปลาซีลาแคนท์อัฟริกาใต้ 2000" หวนกลับมาพร้อมอุปกรณ์ถ่ายภาพและสมาชิกเพิ่มเติมอีกหลายคน โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายน หลังจากการดำสำรวจครั้งแรกที่ไม่ประสบผลสำเร็จ สมาชิกทั้งสี่ของกลุ่ม ได้แก่ เปเตอร์ เวนเตอร์ กิบเบิร์ต กันน์ คริสโต เซอร์ฟอนเตียน และเดนนิส ฮาร์ดิ้ง ได้พบเข้ากับปลาซีลาแคนธ์ 3 ตัว ตัวที่ใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 1.5 – 1.8 เมตร ส่วนอีกสองตัวมีความยาวประมาณ 1.0 – 1.2 เมตร ปลาเหล่านี้ว่ายไปมาโดยมีส่วนหัวดิ่งลงดูเหมือนว่าจะหากินอยู่บริเวณผนังหินที่มีส่วนยื่นโผล่ออกมา กลุ่มของคณะปะดาน้ำนี้กลับขึ้นมาพร้อมภาพวีดีโอและภาพถ่ายของปลาซีลาแคนท์

อย่างไรก็ตามระหว่างการดำน้ำนั้น เซอร์ฟอนเตียนได้เสียสติและเดนนิส ฮาร์ดิ้งวัย 34 ปีได้พุ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาพร้อมร่างเพื่อนของเขาในลักษณะของการขาดการควบคลุม ฮาร์ดิ้งได้บ่นว่าเจ็บที่คอและได้เสียชีวิตไปจากอาการภาวะเส้นเลือดอุดตันขณะอยู่บนเรือ ส่วนเซอร์ฟอนเทียนได้ฟื้นขึ้นมาหลังจากการฝายปอด

ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2002 ยานดำน้ำจาโก้และทีมปะดาน้ำฟริกค์ได้ลงไปในทะเลลึกนอกชายฝั่งซอดวาน่าและได้สังเกตเห็นปลาซีลาแคนท์ 15 ตัว เครื่องมือติดอุปกรณ์ถูกพุ่งไปเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของปลา

[แก้] แทนซาเนีย

มีการจับปลาซีลาแคนท์ได้บริเวณนอกชายฝั่งของแทนซาเนียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 สองตัวแรกถูกจับได้ในเดือนสิงหาคมใกล้หมู่บ้านกิกอมเบ้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆบนชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ได้รับรายงานว่าในช่วง 5 เดือนหลังจากนั้นพบอีก 19 ตัวมีน้ำหนักระหว่าง 25 – 80 กิโลกรัมติดอวนขึ้นมารวมถึงมีการจับได้อีกตัวหนึ่งในเดือนมกราคม 2005 หนังสือพิมพ์ออบเซิร์พเวอร์รายงานเมื่อปี 2006 ว่ามีการจับปลาซีลาแคนท์ได้ตัวหนึ่งที่มีน้ำหนักตัวถึง 110 กิโลกรัมทีเดียว เจ้าหน้าที่จาก ”โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งแทงก้า” ซึ่งมีแผนกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อปกป้องปลาซีลาแคนท์นี้ได้เห็นความสัมพันธ์ของช่วงเวลาการถูกจับด้วยการลากอวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือของชาวญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้ถิ่นฐานของปลาซีลาแคนท์ เพียงในระยะไม่กี่วันที่เรือลากอวนเชิงพาณิชย์หย่อนอวนลงไปทำให้ปลาซีลาแคนท์กลับขึ้นมาติดอวนในเขตน้ำตื้นเพียงเพื่อขึ้นมาล่าปลาฉลาม การปรากฏตัวชั่วครั้งชั่วคราวของปลาซีลาแคนท์นอกชายฝั่งแทนซาเนียได้เพิ่มความกังวลใจอันเนื่องมาจากความเสียหายของจำนวนประชากรปลาซีลาแคนท์ในอนาคต โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดจากการไม่รู้จักแยกแยะวิธีการลากอวนออกจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับถิ่นฐานของปลาซีลาแคนท์[17]

ฮาสสัน โกลอมโบ ผู้เข้าร่วมโครงการกล่าวว่า “ทันทีที่เราหยุดการลากอวน เราก็จะไม่รบกวนปลาซีลาแคนท์อีกต่อไป ก็ง่ายๆเพียงแค่นี้” ผู้ร่วมงานของเขา โซโลมอน มาโกโลเวก้า กล่าวว่าเรากำลังกดดันรัฐบาลแทนซาเนียให้จำกัดการลากอวน เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราควรจะชื่นชมยินดีกับผู้ลากอวนทั้งหลาย เพราะว่าเขาทำให้เราประจักษ์ชัดถึงจำนวนประชากรปลาที่เป็นเอกลักษณ์และน่าประหลาดใจนี้ แต่เราต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหวั่นว่าพวกเขาจะเข้ามาทำลายสิ่งที่มีค่าเหล่านี้ เราต้องการให้รัฐบาลจำกัดการลากอวนและจัดสรรทุนวิจัยที่เหมาะสมเพื่อเราจะได้เรียนรู้ปลาซีลาแคนท์ได้มากกว่านี้เพื่อปกป้องมัน” ."[17]  

ในรายงานฉบับหนึ่งของเดือนมีนาคม 2008 กล่าวว่า [18] การประชุมอภิปรายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของแทนซาเนียซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเอกชนท้องถิ่นได้เตือนว่าโครงการที่เสนอที่อ่าวแวมบานิอาจมีผลคุกคามต่อประชากรปลาซีลาแคนท์ในชายฝั่งได้[19]

[แก้] อนุกรมวิธาน

ตัวอย่างปลาซีลาแคนท์ที่ถูกเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน
In Late Devonian vertebrate speciation, descendants of pelagic lobe-finned fish – like Eusthenopteron – exhibited a sequence of adaptations: ผู้สืบทอดยังรวมถึงพวกปลาที่มีครีบเป็นพลูด้วยอย่างเช่นพวกปลาซีลาแคนท์

บางทีชั้นย่อย Coelacanthimorpha (Actinistia) ก็ถูกจัดให้เป็นกลุ่มของปลา Sarcopterygian ด้วยที่รวมถึง Coelacanthiformes ด้านล่างนี้เป็นการจำแนกวงศ์และสกุลของปลาซีลาแคนท์[10]

Class Sarcopterygii
Subclass Coelacanthimorpha

[แก้] ปลาซีลาแคนท์ในวัฒนธรรมของความนิยมชมชอบ

แม่แบบ:Trivia

ตัวอย่างปลา ลาติเมอเรีย ชาลัมนี จากพิพิธภัณฑ์สัตวศาสตร์ โคเปนเฮเก้น

การตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางของปลาซีลาแคนท์ในฐานะ “ฟอสซิลมีชีวิต” พบได้ในดนตรี วีดีโอเกมส์ นิยาย และโทรทัศน์ “ซีลาแคนท์” ถูกนำไปตั้งชื่อเพลงและอัลบั้มของวงดนตรี ได้แก่ จอห์น ฟาเฮย์ เชรียกแบกค์ มิสเตอร์ชิลเดร้น โพลีสิกส์ และโลตัสไชล์ด ปลาซีลาแคนท์ถูกนำไปเป็นตัวแสดงในวีดีโอเกมส์ ดังที่พบใน “แอนิมอลครอสซิ่ง[20] เมกก้าแมนเอ็กซ์2 เซก้า มารีนฟิสชิ่ง อี วี โอ: เซิร์สฟอร์อีเดน (ในฉายา "ซีลาฟิช") วีเลิฟกาตามาริ มีแอนด์มายกาตามาริ เอนด์เลสส์โอเชียน เมทอลเกียร์โซลิด 3: สเนกอีตเทอร์ และ อะคัวนอตฮอลิเดย์: ฮิดเดนเมโมรีส์ ยักษ์ตนหนึ่งซึ่งเป็นปลาซีลาแคนท์มีหน้าเป็นคนที่แสดงเป็นเจ้านายระดับสี่ใน คอนตร้า: แชตเตอร์โซลด์เยอร์ ปลาซีลาแคนท์ยังถูกดลใจสำหรับโปเกมอน รีลิแคนท์ [21] ดิจิมอน ซีลามอน (ปลาซีลาแคนท์บินได้) และ บอสส์ ในดาริอุสซีรีส์[22]

ในนิยายเรื่องออร์ริกซ์ และเครกของมาร์กาเร็ต แอตวูด ปลาซีลาแคนท์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับสมาคมวิทยาศาสตร์ใต้ดิน ใน Dirk Gently's Holistic Detective Agency ศาสตราจารย์โครโนติส ยอมรับว่าเป็นสาเหตุให้นกโดโดสูญพันธุ์เนื่องจากความพยายามที่จะรักษาปลาซีลาแคนท์เอาไว้ ใน Father Muerte and the Rain ของลี แบตเตอร์บี ปลาซีลาแคนท์ตกลงมาจากท้องฟ้าเมื่อผีเสื้อดึกดำบรรพ์ถูกขโมยไปจากบ้านของมัน การอ้างอิงถึงปลาซีลาแคนท์ ลาติเมอเรีย ชาลัมนี ก็ถูกอ้างถึงอีกในนิยายของแอนน์ แลนด์แมน

ในนิยายเรื่อง “69” ของริอุ มูรากามิ วงดนตรีของเคนถูกตั้งชื่อว่า “ซีลาแคนท์”

ผลงานเพลงของ อินเตอร์โรแบง คาร์เทลรวมถึงอัลบั้ม Bad Coelacanth และเพลง Prelude to the Afternoon of a Coelacanth.[23]

ซีลาแคนท์ได้แสดงในภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อย่างเช่น Atlantis: The Lost Empire Monster on the Campus และ Futurama

ใน ซาโยนาระ เซตซูบู เซนซูอิ โนโซมุรำพึงรำพันว่าทำไมหนอทุกสิ่งทุกอย่างช่างไม่เหมือนกับสิ่งดั้งเดิมเลยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กาฟูกะอธิบายว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมมีการวิวัฒนาการเสมอ แต่ทันใดนั้นอะบิรุได้โต้แย้งเธอด้วยการกล่าวว่าเมื่อปลาซีลาแคนท์ถูกค้นพบครั้งแล้วครั้งเล่ามันก็ยังคงมีรูปแบบเหมือนๆเดิมและก็ไม่ต้องไปหาชนิดใหม่ๆที่ไหนหรอกซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามันไม่มีการวิวัฒนาการอีกเลยหลังจากที่เข้าใจกันว่ามันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว

คำว่าซีลาแคนท์ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในวัตถุต่างๆและใช้ตั้งชื่อเล่น อย่างชื่อ "Les Coelecantes" (หมายถึง Coelacanths) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันเล่นๆของทีมฟุตบอลประจำชาติโคโมรอส และซีลาแคนท์ก็ยังถูกตีพิมพ์บนดวงตราไปรษณียากรณ์ [24] บนเหรียญ[25] บนบัตรโทรศัพท์[26] และบนขวดเบียร์ bottles.[27]

ในหนังสือภาพเรื่อง “ช่างตัดเสื้อน้อยผู้กล้าหาญ” โดยแอนเดรจ ดูกิ้น และโอลก้า ดูกิน่า มีรูปแสดงภาพของปลาซีลาแคนท์ในเกราะหุ้ม[28]

ในฉากหนึ่งของหนังสือเรื่อง “ตินตินสหายรักของแคลคูลัส ตินตินและกัปตันแฮดดอกค์ได้หยุดรถที่เขาเชื่อว่าเพื่อนของเขา “ศาสตราจารย์แคลคูลัส” อยู่ในรถคันนั้นด้วย ผู้โดยสารรถคนหนึ่งได้เปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาเพื่อแสดงว่าแคลคูลัสไม่ได้อยู่ในนั้น แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วไหนล่ะ ซีลาแคนท์ของคุณ” ซึ่งเป็นการออกเสียงชื่อแคลคูลัสที่ผิดเพี้ยน

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Reference for divergence dated on mitochondrial genome
  2. ^ Erdmann, Mark V. (April 1999). "An Account of the First Living Coelacanth known to Scientists from Indonesian Waters". Environmental Biology of Fishes Volume 54 (#4): 439–443. Springer Netherlands. doi:10.1023/A:1007584227315. 0378-1909 (Print) 1573-5133 (Online). เรียกข้อมูลวันที่ 2007-05-18 
  3. ^ Piper, Ross (2007), Extraordinary Animals: An Encyclopedia of Curious and Unusual Animals, Greenwood Press.
  4. ^ ฟอสซิลกรามปลาซีลาแคนธ์พบในชั้นหินอายุ 410 ล้านปีมาแล้ว ถูกค้นพบใกล้ๆกับบูจันในวิกตอเรีย กิปป์แลนด์ทางตะวันออกของออสเตรเลียซึ่งจนถึงปัจจุบันถือว่าเป็นปลาซีลาแคนท์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ได้รับการตั้งชื่อว่า Eoactinistia foreyi ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2006 [1]
  5. ^ page 200, Weinberg, Samantha. 2006. A Fish Caught in Time: the Search for the Coelacanth. HarperCollins Publishers, New York, NY.
  6. ^ 6.0 6.1 6.2 Jewett, Susan L., "On the Trail of the Coelacanth, a Living Fossil", The Washington Post, 1998-11-11, Retrieved on 2007-06-19.
  7. ^ IUCN Redlist--L. chalumnae. สืบค้นวันที่ 2009-02-28
  8. ^ IUCN Redlist--L. menadoensis. สืบค้นวันที่ 2009-02-28
  9. ^ Iziko South African Museum, Cape Town
  10. ^ 10.0 10.1 10.2 Nelson, Joseph S. (2006). Fishes of the World. John Wiley & Sons, Inc. ISBN 0471250317
  11. ^ 11.0 11.1 Reuters (2007), "Indonesian fisherman nets ancient fish", Reuters UK, 2007-05-21, Retrieved on 2007-07-16.
  12. ^ Reuters (2007), "Zanzibar fishermen land ancient fish",yahoo.com, 2007-07-15, Retrieved on 2007-07-16.
  13. ^ page 73, Weinberg, Samantha. 2006. A Fish Caught in Time: the Search for the Coelacanth. HarperCollins Publishers, New York, NY.
  14. ^ Fricke, Hans (June 1988). "Coelacanths:The fish that time forgot". National Geographic 173 (6): 824–828. doi:10.1023/A:1007584227315 
  15. ^ Inoue J.G., Miya M., Venkatesh B., Nishida M. 2005. The mitochondrial genome of Indonesian coelacanth Latimeria menadoensis (Sarcopterygii: Coelacanthiformes) and divergence time estimation between the two coelacanths. Gene 349: 227-235
  16. ^ "Ancient Indonesian fish is 'living fossil'", Cosmos Online, 2007-07-29.
  17. ^ 17.0 17.1 "Dinosaur fish pushed to the brink by deep-sea trawlers", The Observer, 2006-01-08, Retrieved on 2007-06-18.
  18. ^ "Does Tanga need a new harbour at Mwambani Bay?", Tanzania Natural Resource Forum, 2008-03-05, Retrieved on 2009-02-25.
  19. ^ "Population of prehistoric deep-ocean coelacanth may go the way of the dinosaurs", mongabay.com, 2009-02-25, Retrieved on 2009-02-25.
  20. ^ "Nintendocanth"
  21. ^ "Relicanth". Retrieved on 2007-1-13.
  22. ^ Cyber Coelacanth. Retrieved on 2007-1-13].
  23. ^ Haller, Jacob, Interröbang Cartel MP3s, http://interrobang.jwgh.org/mp3.cgi, เรียกดูวันที่ 2008-09-10 
  24. ^ from LoveCollecting.com Webstore Entry.Retrieved on 2009-April 26.
  25. ^ "Coincanth". Retrieved on 2007-1-13.
  26. ^ "Phonecanth". 2007-1-13.
  27. ^ "Beercanth". Retrieved on 2007-1-13.
  28. ^ Illustrators-Online.net - Olga Dugina | Andrej Dugin

เครื่องมือส่วนตัว