ปลาซีลาแคนท์อินโดนีเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปลาซีลาแคนท์อินโดนีเซีย
Latimeria menadoensis, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโตเกียว, ญี่ปุ่น
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Sarcopterygii
ชั้นย่อย: Coelacanthimorpha
อันดับ: Coelacanthiformes
วงศ์: Latimeriidae
สกุล: Latimeria
ชนิด: L. menadoensis
ชื่อทวินาม
Latimeria menadoensis
Pouyaud, Wirjoatmodjo, Rachmatika, Tjakrawidjaja et al., 1999

ปลาซีลาแคนท์อินโดนีเซีย (Latimeria menadoensis) (อินโดนีเซีย: raja laut) เป็นหนึ่งในสองชนิดของปลาซีลาแคนท์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ลำตัวมีสีน้ำตาล

การค้นพบ[แก้]

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1997 อาร์นาซ และมาร์ค เอิร์ดมันน์ ได้ท่องเที่ยวไปในอินโดนีเซียในการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเขา เขาพบปลาตัวแปลก ๆ เข้าไปในตลาดที่เมืองมานาโด บนเกาะซูลาเวซี[1] มาร์คคิดว่าเป็นปลา “กอมเบสซา” (ปลาซีลาแคนท์จากคอโมโรส) แม้ว่ามันไม่เป็นสีน้ำเงินแต่กลับเป็นสีน้ำตาล ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งได้พิจารณาภาพถ่ายในอินเทอร์เน็ตของเขาแล้วให้ความเห็นว่ามันมีลักษณะที่มีนัยสำคัญ หลังจากนั้นคู่สามีภรรยาเอิร์ดมันน์ได้ติดต่อกับชาวประมงในท้องที่และได้ร้องขอว่าหากจับปลาลักษณะดังกล่าวได้อีกขอได้โปรดส่งให้เขา ตัวอย่างที่สองจากอินโดนีเซียมีความยาว 1.2 เมตรและมีน้ำหนัก 29 กิโลกรัมถูกจับได้ขณะยังมีชีวิตอยู่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1998[2] มันมีชีวิตอยู่ได้ 6 ชั่วโมง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถบันทึกภาพลักษณะของสี การเคลื่อนที่ของครีบ และพฤติกรรมอื่น ๆ ทั่วไป ตัวอย่างปลาถูกเก็บรักษาไว้และบริจาคให้พิพิธภัณฑ์สัตววิทยาโบกอร์ (MZB) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินโดนีเซีย (LIPI)[1]

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอชี้ชัดว่าตัวอย่างปลามีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับปลาซีลาแคนท์คอโมโรสอย่างชัดเจน[3][4] เมื่อดูอย่างผิวเผินแล้วปลาซีลาแคนท์จากอินโดนีเซียซึ่งในท้องที่เรียกกัน ว่า “ราชาลอต” (หมายถึงเจ้าแห่งทะเล) มีลักษณะที่เหมือนกันกับที่พบในคอโมโรสยกเว้นที่สีผิวที่เป็นสีเทาแกมสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีน้ำเงิน ปลาชนิดนี้ถูกบรรยายรูปพรรณไว้ในวารสาร Comptes Rendus de l'Académie des sciences Paris ใน ค.ศ. 1999 โดย โพยูลด์และคณะ และถูกตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ลาติเมอเรีย เมนาโดเอนซิส (Latimeria menadoensis)[5] ผลการศึกษาทางโมเลกุลประมาณการได้ว่าช่วงเวลาที่เกิดการแตกแขนงเป็นปลาซีลาแคนท์ 2 ชนิดนั้นอยู่ที่ประมาณ 40-30 ล้านปีมาแล้ว[6]

การจับได้โดยชาวประมงท้องถิ่น[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 มีชาวประมงชาวอินโดนีเซียจับปลาซีลาแคนท์อินโดนีเซียตัวหนึ่งได้ ที่บริเวณเกาะซูลาเวซี ใกล้อุทยานทางทะเลบูนาเคน ปลาตัวนี้มีความยาว 131 เซนติเมตร น้ำหนัก 51 กิโลกรัม และได้สร้างความฉงนให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอ เพราะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 17 ชั่วโมงก่อนจะตายลง ทั้ง ๆ ที่น่าจะตายตั้งแต่ 2 ชั่วโมงแรกที่ถูกจับ เพราะเป็นปลาที่อยู่น้ำลึกและเย็นมาก[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Jewett, Susan L., "On the Trail of the Coelacanth, a Living Fossil", The Washington Post, 1998-11-11, Retrieved on 2007-06-19.
  2. Nelson, Joseph S. (2006). Fishes of the World. John Wiley & Sons, Inc. ISBN 0-471-25031-7
  3. Erdmann, Mark V. (April 1999). "An Account of the First Living Coelacanth known to Scientists from Indonesian Waters". Environmental Biology of Fishes (Springer Netherlands) 54 (#4): 439–443. doi:10.1023/A:1007584227315. 0378-1909 (Print) 1573-5133 (Online). สืบค้นเมื่อ 2007-05-18. 
  4. Holder, Mark T., Mark V. Erdmann, Thomas P. Wilcox, Roy L. Caldwell, and David M. Hillis (1999). "Two living species of coelacanths?". Proceedings of the National Academy of the United States of America 96: 12616–12620. doi:10.1073/pnas.96.22.12616. 
  5. Pouyaud, L., S. Wirjoatmodjo, I. Rachmatika, A. Tjakrawidjaja, R. Hadiaty, and W. Hadie (1999). "Une nouvelle espèce de coelacanthe: preuves génétiques et morphologiques". Comptes Rendus de l'Académie des sciences Paris, Sciences de la vie / Life Sciences 322: 261–267. doi:10.1016/S0764-4469(99)80061-4. 
  6. Inoue J. G., M. Miya, B. Venkatesh, and M. Nishida (2005). "The mitochondrial genome of Indonesian coelacanth Latimeria menadoensis (Sarcopterygii: Coelacanthiformes) and divergence time estimation between the two coelacanths.". Gene 349: 227–235. doi:10.1016/j.gene.2005.01.008. PMID 15777665. 
  7. ประมงอิเหนาจับได้ “ปลาดึกดำบรรพ์” ฟอสซิลมีชีวิต!! จากผู้จัดการออนไลน์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]