ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |||
|---|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Dimitar Ivanov Berbatov[1] | ||
| วันเกิด | 30 มกราคม ค.ศ. 1981 (32 ปี) | ||
| สถานที่เกิด | บลักโกรฟวาแฮด, บัลแกเรีย[2] | ||
| ส่วนสูง | 1.88 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)[3][4] | ||
| ตำแหน่ง | กองหน้า | ||
| ข้อมูลสโมสร | |||
| สโมสรปัจจุบัน | ฟูแล่ม | ||
| หมายเลข | 9 | ||
| สโมสรเยาวชน | |||
| พิริน บลักโกเอฟกราด | |||
| ซีเอสเคเอ โซเฟีย | |||
| สโมสรอาชีพ* | |||
| ปี | ทีม | ลงเล่น† | (ประตู)† |
| 1998–2001 | ซีเอสเคเอ โซเฟีย | 49 | (26) |
| 2001 | บาเยอร์ เลเวอร์คูเซนต์ ชุด B | 7 | (6) |
| 2001–2006 | บาเยอร์ เลเวอร์คูเซนต์ | 154 | (69) |
| 2006–2008 | ทอตนัมฮอตสเปอร์ | 70 | (47) |
| 2008–2012 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | 149 | (56) |
| 2012- | ฟูแล่ม | 33 | (15) |
| ทีมชาติ | |||
| 1999 | บัลแกเรีย ยู 18 | 2 | (2) |
| 1999 | บัลแกเรีย ยู 21 | 1 | (2) |
| 1999–2010 | บัลแกเรีย | 77 | (48) |
| * นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ ข้อมูลล่าสุดวันที่ 18:54, 18 May 2012 (UTC) † ลงเล่น (ประตู) |
|||
ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1981 เป็นนักฟุตบอลที่มีได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินลูกหนังคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเกิดในครอบครัวนักกีฬาในบัลแกเรียพ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลเช่นเดียวกับเขา ส่วนแม่ของเขาเป็นนักแฮนด์บอล เบอร์บาตอฟ ได้เริ่มเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนกับทีม ปิริน บลาโกลฟกราด ซึ่งเป็นสโมสรเดียวกับที่พ่อเขาเคยค้าแข้งในอดีต
อาชีพการค้าแข้ง [แก้]
ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทำให้ ซีเอสเคเอ โซเฟีย สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของบัลแกเรีย เซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีมในขณะที่มีเบอร์บาตอฟอายุ 17 ปี ก่อนจะได้ประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในฤดูกาล 1998-99 ด้วยวัยเพียง 18 ปี และนับจากนั้นเป็นต้นมา เบอร์บาตอฟ ก็เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยการทำ 14 ประตู ในการลงสนามในลีก 27 นัด นอกจากนั้น ยังพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วยของบัลแกเรียมาครองด้วย
ในปี 2000-2001 สถิติทำ 9 ประตูใน 11 เกมในฤดูกาล ทำให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทีมดังของแห่งศึกบุนเดสลีกา ตัดสินใจคว้าตัวดาวเตะชาวบัลแกเรียน มาช่วยล่าตาข่ายในเดือนม.ค. 2001
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกของ เบอร์บาตอฟ กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไม่สวยหรูอย่างที่คิดเนื่องจากเขาทำได้แค่ 16 ประตูในการลงสนาม 67 นัดแรก โดยกว่าที่จะกลายเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ของเลเวอร์คูเซ่น ก็ต้องรอจนกระทั่งฤดูกาล 2003-04 ที่เขากดไป 16 ประตู จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 24 นัด 2 ฤดูกาลถัดมา เบอร์บาตอฟ เริ่มทำผลงานได้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสอยไปอีก 46 ประตู ซึ่งรวมถึง 5 ประตู ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2004-05 และนั่นทำให้เขาเริ่มกลายเป็นที่สนใจของหลายสโมสรดังในยุโรป ทว่า สุดท้ายกลายเป็น ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ที่คว้าตัวรองดาวซัลโวบุนเดสลีก้า ฤดูกาล 2005-06 ไปครองด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ราว 800 ล้านบาท) และเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค. 2006 ประตูแรกของในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกของ เบอร์บาตอฟ กับ สเปอร์ส เกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ชิพที่พบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน นอกจากนั้น การประสานงานที่เข้าขากับ ร็อบบี้ คีน ก็ทำให้ทีม "ไก่เดือยทอง" ทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ก่อนจะพ่ายให้กับ เซบีย่า ที่กลายเป็นแชมป์ในเวลาต่อมา เบอร์บาตอฟ จบฤดูกาลแรกกับ สเปอร์ส ด้วยการทำ 12 ประตูในการลงสนามในพรีเมียร์ลีก 33 นัด และช่วยผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูอีก 11 ลูก และฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นดังกล่าวก็ทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของทีมไก่เดือยทองด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2007 ด้วยนอกจากจะโดดเด่นในระดับสโมสรแล้ว ในทีมชาติ เบอร์บาตอฟ ก็ถือว่าเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นกัน โดยหลังจากที่ติดธงครั้งแรกเมื่อปี 1999 แล้วเขาก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของบัลแกเรียถึง 3 สมัย ในปี 2002, 2004 และ 2005 พร้อมกับทำหน้าที่กัปตันทีมด้วย
ฤดูกาล 2007-08 เบอร์บาตอฟ ต้องเผชิญหน้ากับข่าวการย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 ในเดือนม.ค. 2008 ซึ่งแม้ว่า ฆวนเด้ รามอส กุนซือของทีม จะออกมายืนยันหลายครั้งว่าสเปอร์ส ไม่มีความคิดที่จะขายศูนย์หน้าตัวเก่งรายนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถลดกระแสข่าวลงได้เลย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยปิดบังว่าเขาชื่นชอบทักษะและสัญชาตญาณการทำประตูของ เบอร์บาตอฟ มากแค่ไหน แต่ความพยายามที่จะดึงตัวดาวยิงบัลแกเรียน มาร่วมทีมอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ เชลซี ทีมเจ้าบุญทุ่มของเมืองผู้ดี ก็พร้อมที่จะประเคนเงินก้อนโตให้ สเปอร์ส ยอมใจอ่อนเช่นกัน เรื่องราวการย้ายทีมยังมีอย่างไม่ลดละ เบอร์บาตอฟก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในการยย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงขั้นเซ็นชื่อในเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และในที่สุดเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมกับ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 30.75 ล้านปอนด์ (หรือประมาณ 1,968 ล้านบาท)
ในฤดูกาลแรกเขาต้องแย่งชิงตำแหน่งกับ คาร์ลอส เตเบซ หัวหอกชาวอาร์เจนติน่า แต่หัวหอกชาวบัลแกเรียก็ยังไม่สามารถทำได้จนในปีต่อมาหลังจากที่ คาร์ลอส เตเวซ ย้ายไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิติ้ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ เขาจึงได้ตำแหน่งตัวจริงมาครอบครอง แต่เขาก็ยังไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้ทำให้มีเสียงวิพากย์วิจาณ์มากจนมีฉายาตามมาเช่น "ไอ้ช้า" ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่าไม่คุมค่าตัว 30.75 ล้านปอนด์ที่สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เสียไปแต่ในฤดูกาล 2010-2011 หัวหอกหมายเลขเก้าระเบิดฟอร์มเก่งด้วยความขยันซ้อมและการพูดคุยกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยนำสามารถทำ 3 ประตูในเกมชนะ ลิเวอร์พูล 3-2 ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในสายตาแฟนบอลมากขึ้น รวมถึงยังโชว์ฟอร์มสุดยอดทำคนเดียว 5 ประตูในเกมชนะแบล็คเบิร์น โรเวอร์สไปอย่างขาดลอย 7-1 ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ที่ยิง 5 ประตูในเกมเดียว ต่อจาก แอนดี้ โคล, อลัน เชียเรอร์ และ เจอร์เมน เดโฟ และตอนนี้เป็นดาวชันโวของพรีเมียร์ลีกด้วย แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่คงที่แน่นอนจึงทำให้เขาตกเป็นตัวสำรองบ่อยครั้ง และการที่เป็นตัวสำรองบ่อยครั้งของเขาทำให้เฟอร์กี้ไม่พอใจในฟอร์มการเล่นของเขา แม้จะมีอยู่บางช่วงที่ฟอร์มเริ่มกลับมาดีขึ้น และ ในปี ค.ศ. 2011 เมื่อเฟอร์กกี้ได้ซื้อ ชิชาร์ริโต้ กองหน้าชาวเม็กซีโก มาทดแทนในที่เล่นของเขา และทำให้เบอร์บาตอฟไมได้รับโอกาสการลงเล่นในสนามให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เลยหลังจากนั้น เมื่อเปิด พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012-13 เปิดฤดูกาลขึ้น เบอร์บาตอฟได้ย้ายไปร่วมทีมกับ สโมสรฟุตบอลฟูลัม สโมสรใน พรีเมียร์ลีก อีกเช่นกัน
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "Premier League clubs submit squad lists" (PDF). PremierLeague.com. Premier League. 2 February 2012. p. 23. สืบค้นเมื่อ 2 February 2012.
- ↑ "Dimitar Berbatov: factfile – Manchester United". Manchester Evening News (MEN Media). 2 September 2008. สืบค้นเมื่อ 4 September 2008.
- ↑ "Dimitar Berbatov". Manchester United F.C. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011.
- ↑ Hugman, Barry J. (2008). The PFA Footballers Who's Who 2008–09. Edinburgh: Mainstream Publishing. p. 48. ISBN 978-1-84596-324-8.