ชก (ต้นไม้)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชก หรือ ต๋าว หรือ ตาว
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
(unranked): Angiosperms
(unranked): Monocots
(unranked): Commelinids
อันดับ: Arecales
วงศ์: Arecaceae
สกุล: Arenga
สปีชีส์: A. pinnata
ชื่อทวินาม
Arenga pinnata
(Wurmb) Merr.

ต้นชก หรือ ต้นต๋าว ชื่อวิทยาศาสตร์: Avenga pinnata (Wurmb.) Merr. จังหวัดระนองเรียกฉกหรือกาฉก [1] เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ ปาล์มเช่นเดียวกับตาลและมะพร้าว ชื่อสามัญคือ The candy palm พบมากในป่าดิบชื้น เช่นที่ป่าลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดน่าน

ลำต้นตรง ใหญ่กว่าต้นตาล ไม่แตกหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายใบมะพร้าวแต่ใหญ่กว่า ดอกเป็นดอกช่อ แยกตัวผู้ตัวเมีย ช่อดอกตัวผู้ออกได้หลายครั้ง แต่ช่อดอกตัวเมียออกเพียงครั้งเดียว ออกผลเพียงครั้งเดียวก็ตาย ผลเป็นพวงทะลายมีผลติดอยู่มากมาย เป็นพูตื้นสามพู เมื่ออ่อนสีเขียว พอแก่เป็นสีเหลืองแดงและน้ำตาล ไม่มีก้านผล โดยกลีบเลี้ยงติดกับช่อดอกโดยตรง และติดทนจนเป็นผล [1]

การใช้ประโยชน์[แก้]

ผลชก

น้ำตาลที่ปาดได้จากช่อดอกตัวผู้ ทำเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลเมาและน้ำส้มได้ ในอินเดียปาดเอาน้ำหวานต้นชกไปทำน้ำตาลเรียก gur และหมักเป็นน้ำส้มสายชู ทางภาคใต้ของไทย นิยมทำน้ำตาลจากต้นชกเช่นกัน และเรียกว่าน้ำตาลฉก[1] ชาวชวาและบาหลีนิยมใช้ใบมุงหลังคา ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์รับประทานผลชกทั้งผลดิบและนำไปเชื่อม

แป้งที่สกัดได้จากลำต้นใช้ทำอาหารเช่นบักโซในอินโดนีเซีย ตัวหนอนของด้วงแรดที่อาศัยในลำต้นนำมารับประทานได้ ยอดอ่อนรับประทานได้ ดอกมีน้ำหวานใช้เลี้ยงผึ้ง ราก ลำต้นและก้านใบย่อยเป็นส่วนที่ให้เส้นใย ใช้ทำเชือก แปรงทาสี วัสดุเสริมคอนกรีต เยื่อละเอียดบริเวณกาบใบใช้ทำคบไฟและหมันเรือ สายเบ็ด สายแร้วดักนก หรือสานเสื่อ ใบอ่อนรับประทานได้ ก้านใบย่อยทำไม้กวาดและไม้เสียบสะเต๊ะ ใบใช้มวนบุหรี มัดสิ่งของ ก้านช่อดอกใช้ทำไม้เท้าได้ เปลือกผลอ่อนมีผลึกออกซาเลต ทำให้คัน ผลดิบตำให้ละเอียดใช้เบื่อปลา รากอ่อนใช้รักษานิ่วในไต รากแก่ใช้แก้ปวดฟัน เยื่อละเอียดในกาบใบใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำตาลที่ได้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย[2]

ภาพวาดต้นชก

ในประเทศไทยใบตาวใช้มุงหลังคา กั้นฝาบ้าน ก้านใบทำไม้กวาด เส้นใยของลำต้นใช้ทำแปรง ยอดอ่อนนำมาทำอาหารได้เช่นเดียวกับหน่อไม้ หรือนำไปดองแบบหน่อไม้ดองก็ได้ ผลตาวใช้ทำลูกชิด[3] โดยต้องนำผลตาวไปต้มในน้ำเดือดจนนิ่ม นำมาปาดหัวให้เห็นเนื้อในแล้วบีบเอาลูกตาวข้างในออกมา แล้วนำลูกตาวนี้ไปแช่น้ำ เปลี่ยนน้ำบ่อยๆจนเป็นสีขาว นำไปต้ม แล้วแช่น้ำเชื่อมไว้อีก 1 คืน จากนั้น นำไปทำเป็นลูกชิดปี๊บ ลูกชิดกระป๋อง ลูกชิดอบแห้ง ซึ่งจะนำไปทำขนมได้หลายชนิด เช่น ใส่ในไอศกรีม หวานเย็น รวมมิตร โดยแหล่งผลิตลูกตาวที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปตาวแห่งเดียวในเขตพื้นที่ภาคเหนือ[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 มัณฑนา นวลเจริญ. 2552. สารานุกรมความหลากหลายทางชีวภาพตำบลกะเปอร์ อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง. กทม. สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน้า 42
  2. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ และคณะ. ทรัพยากรพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 9: พืชให้คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่เมล็ด. กทม. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. 2544.หน้า 66 – 67
  3. นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. ตาว ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550หน้า 301 – 303
  4. “ต๋าว” พืชเฉพาะถิ่น นครน่าน หนึ่งของดี แปรรูปได้

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]