จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์
| จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์ | |
ภาพเหมือนตนเอง |
|
| วันเกิด | 8 มิถุนายน ค.ศ. 1829 เซาทแธมตัน, อังกฤษ |
| วันเสียชีวิต | 13 สิงหาคม ค.ศ. 1896 ลอนดอน, อังกฤษ |
| เชื้อชาติ | อังกฤษ |
| สาขา | จิตรกรรม |
| ประเภทงาน | จิตรกรรม, ภาพวาดเส้น ภาพพิมพ์ |
| การศึกษา/ฝึก | ราชสถาบันศิลปะ |
| ยุค | พรีราฟาเอลไลท์ |
| อิทธิพลจาก | เดียโก เบลัซเกซ, โจชัว เรย์โนลด์ส |
| อิทธิพลต่อ | จอห์น ซิงเกอร์ ซาร์เจ้นท์ |
จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์ หรือ เซอร์จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์ บารอนเน็ทที่ 1, PRA (อังกฤษ: John Everett Millais หรือ Sir John Everett Millais, 1st Baronet, PRA (ออกเสียง “มิ-เลส์” )) (8 มิถุนายน ค.ศ. 1829 - 13 สิงหาคม ค.ศ. 1896) เป็นจิตรกรและนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษของสมัยพรีราฟาเอลไลท์ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนจิตรกรรม, ภาพวาดเส้น และภาพพิมพ์ มิเลส์เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มพรีราฟาเอลไลท์
เนื้อหา |
[แก้] เบื้องต้น
จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์เกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1829 ที่เมืองเซาท์แธมป์ตันในอังกฤษในครอบครัวที่มีหน้ามีตาจากเจอร์ซีย์ ความสามารถทางศิลปะของมิเลส์ทำให้ได้รับเข้าศึกษาในราชสถาบันศิลปะ เมื่อมีอายุได้เพียง 11 ปี ขณะที่ศึกษาอยู่ที่นั่นมิเลส์ก็ได้ทำความรู้จักกับวิลเลียม โฮลแมน ฮันท์ และ ดานเต เกเบรียล รอสเซ็ตติ ผู้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการศิลปะแนวใหม่ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มภราดรพรีราฟาเอลไลท์” หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “PRB” (Pre-Raphaelite Brotherhood) ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1848 ที่บ้านของมิเลส์ที่ถนนเกาเออร์ริมจตุรัสเบดฟอร์ดในกรุงลอนดอน
[แก้] งานพรีราฟาเอลไลท์
ภาพ “พระเยซูในโรงช่างของพ่อ” (Christ in the House of His Parents) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1850 เป็นภาพที่สร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะมิเลส์วาดพระเยซูอย่างคนชั้นแรงงานที่กำลังทำงานในโรงช่างไม้ที่เลอะเทอะของพ่อ งานชิ้นต่อๆ มาก็สร้างความขัดแย้งเช่นกันแต่ไม่มีภาพใดเท่ากับภาพนี้ แต่มิเลส์มาได้รับความสำเร็จและความนิยมอย่างแพร่หลายในภาพ “อูเกอโนท์” (A Huguenot) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1852 ซึ่งเป็นภาพของคู่หนุ่มสาวที่จำจะต้องจากกันเพราะความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจของหัวเรื่องของภาพอีกหลายภาพที่มิเลส์เขียน
งานสมัยต้นๆ ของมิเลส์เต็มไปด้วยรายละเอียดและมักจะเน้นความงามและความซับซ้อนของธรรมชาติของโลก ในภาพเช่น “โอฟิเลีย” (Ophelia) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1852 มิเลส์สร้างภาพที่ผสมผสานแน่นไปด้วยรายละเอียดของสิ่งธรรมชาติต่างๆ ที่ได้รับคำบรรยายว่าเป็นเขียนภาพแบบ “จิตรกรรมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ” (pictorial eco-system)
ลักษณะการเขียนแบบนี้ได้รับการสนับสนุนโดยนักวิจารณ์ศิลป์จอห์น รัสคินผู้เป็นผู้ป้องกันศิลปะพรีราฟาเอลไลท์จากผู้ต่อต้าน ความสัมพันธ์กับรัสคินทำให้มิเลส์ได้ทำความรู้จักกับเอฟฟี เกรย์ (Effie Gray) ภรรยาของรัสคิน หลังจากที่ได้พบกันเอฟฟีก็มานั่งเป็นแบบให้ในภาพ “คำสั่งปล่อย” (The Order of Release) ในขณะที่เขียนภาพสองคนก็ตกหลุมรักกัน แม้ว่าเอฟฟีจะแต่งงานกับรัสคินมาหลายปีแต่ทั้งสองก็ยังมิได้มีความสัมพันธ์กันฉันท์สามีภรรยา บิดามารดาของเอฟฟีสังหรณ์ว่ามีอะไรที่ไม่ปกติจึงฟ้องขอให้การแต่งงานเป็นโมฆะ (annulment) ในปี ค.ศ. 1856 หลังจากที่การแต่งงานกับรัสคินเป็นโมฆะเอฟฟีกับมิเลส์ก็สมรสกันและมีบุตรธิดาด้วยกันแปดคนรวมทั้ง จอห์น กิลล์ มิเลส์ (John Guille Millais) นักธรรมชาติวิทยาผู้มีชื่อเสียงและจิตรกรเขียนภาพชีวิตป่า
[แก้] งานสมัยหลัง
หลังจากการแต่งงานแล้วมิเลส์ก็เริ่มเขียนงานแบบที่กว้างออกไปกว่าเดิม ซึ่งทำให้ถูกวิจารณ์โดยรัสคินว่าเป็นงานแบบ “หายนะ” เป็นที่โต้เถียงกันถึงสาเหตุของการเปลี่ยนลักษณะการเขียนว่าอาจจะเป็นผลมาจากการที่มิเลส์ต้องการจะเพิ่มจำนวนผลงานเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน วิลเลียม มอร์ริสผู้ไม่ค่อยมีความเห็นอกเห็นใจกล่าวหามิเลส์ว่า “ขายตัว” เพื่อแสวงหาชื่อเสียงและความร่ำรวย แต่ผู้ที่ชื่นชมชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กับงานของเจมส์ แม็คนีลล์ วิสต์เลอร์ และ อัลเบิร์ต โจเซฟ มัวร์ (Albert Joseph Moore) และอิทธิพลต่อจอห์น ซิงเกอร์ ซาร์เจนท์ ตัวมิเลส์เองก็โต้ว่าเมื่อเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองในฐานะศิลปินเพิ่มขึ้น ก็จึงได้เริ่มเขียนภาพที่มีลักษณะที่กล้าแข็งขึ้น ในบทความ ความคิดเกี่ยวกับศิลปะของปัจจุบัน (Thoughts on our art of Today) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1888 มิเลส์ให้คำแนะนำว่าศิลปินควรจะทำตามตัวอย่างของเดียโก เบลัซเกซและแรมบรังด์
ภาพเขียนเช่น “ค่ำวันนักบุญแอ็กเนส” (The Eve of St. Agnes) และ “คนละเมอ” (The Somnambulist) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่ามิเลส์มีการติดต่อกับวิสเลอร์ซึ่งเป็นผู้ที่มิเลส์สนับสนุนอย่างขันแข็ง ภาพเขียนอื่นๆ ที่เขียนในปลายคริสต์ทศวรรษ 1850 และ 1860 ตีความหมายได้ว่าเริ่มจะมีลักษณะที่ออกไปทางลัทธิสุนทรียนิยม (Aesthetic Movement) ภาพหลายภาพใช้การจัดสีที่เป็นสัญลักษณ์แทนที่จะเป็นการแสดงเรื่องราวในเนื้อหาของภาพโดยตรงๆ
งานที่เขียนต่อมาจากคริสต์ทศวรรษ 1870 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นว่ามิเลส์หันไปหาศิลปินชั้นครูก่อนหน้านั้นเช่นโจชัว เรย์โนลด์ส หรือ เดียโก เบลัซเกซ ภาพในช่วงระยะนี้เป็นจิตรกรรมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เช่นงานชิ้นสำคัญ “เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและริชาร์ดในหอคอยแห่งลอนดอน” (Princes in the Tower) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1878, “ทางผ่านตะวันตกเฉียงเหนือ” (The Northwest Passage) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1874 และ “ราเล่ห์สมัยเด็ก” (Boyhood of Raleigh) ในปี ค.ศ. 1871 ที่แสดงให้เห็นความสนใจของมิเลส์ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอังกฤษและการขยายจักรวรรดิ นอกจากนั้นความนิยมในงานเขียนของมิเลส์ก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อเริ่มเขียนภาพเด็กโดยเฉพาะภาพ “ลูกโป่ง” (ค.ศ. 1886)-ซึ่งอาจจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะเป็นภาพที่ใช้ในการโฆษณาสบู่แพร์ส- และภาพ “เชอร์รีสุก” (Cherry Ripe) โครงการสุดท้ายของมิเลส์ในปี ค.ศ. 1896 คือการเขียนภาพ “การสำรวจครั้งสุดท้าย”[1] (The Last Trek) ซึ่งเป็นภาพที่เขียนจากหนังสือของลูกชายที่เป็นภาพชายผิวขาวนอนเหยียดยาวตายในทุ่งอาฟริกา โดยมีคนผิวดำสองคนนั่งมองอย่างไม่ยินดียินร้ายอยู่ข้างๆ
[แก้] จิตรกรรมภูมิทัศน์ ค.ศ. 1870-ค.ศ. 1892
ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องป่าและที่ตั้งอันโดดเดี่ยวปรากฏในจิตรกรรมภูมิทัศน์หลายภาพในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1870 ถึง ค.ศ. 1892 ซึ่งมักจะเป็นภาพความลำบากและพื้นที่ที่มีอันตราย งานชิ้นหนึ่ง “ความเย็นในเดือนตุลาคม” (Chill October) (ค.ศ. 1870) เป็นภาพที่เขียนที่ เพิร์ธในสกอตแลนด์ ไม่ไกลจากบ้านของครอบครัวของภรรยาเท่าใดนัก ภาพนี้ปัจจุบันเป็นของนักประพันธ์อุปรากรร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ (Andrew Lloyd Webber) เป็นภาพขนาดใหญ่ของภูมิทัศน์ของสกอตแลนด์ภาพแรกที่มิเลส์เขียน และเป็นภาพภูมิทัศน์ที่เขียนต่อมาโดยตลอดในงานเขียนสมัยหลัง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นภาพที่เขียนในฤดูใบไม้ร่วงที่แสดงถึงความรู้สึกอันอ้างว้างของภูมิทัศน์ที่ทำให้ผู้ดูมีความรู้สึกหดหู่และรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้นึกถึงภาพชุดธรรมชาติที่เขียนต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1850 โดยเฉพาะภาพ “ใบไม้ร่วง” (Autumn Leaves) และ “พักในทุ่ง” (The Vale of Rest) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1870 มิเลส์หันกลับไปเขียนภาพภูมิทัศน์เต็มตัว และอีกกว่ายี่สิบปีก็เขียนภาพหลายภาพจากเพิร์ธเชอร์ที่มิเลส์ไปล่าสัตว์และตกปลาตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิเป็นประจำทุกปี
ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพภูมิทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาวที่แสดงความอ้างว้าง, ความชื้น และบรรยากาศเจิ่งน้ำของบริเวณมัวร์แลนด์, ทะเลสาบ และ บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำ มิเลส์ไม่ได้กลับไปใช้การเขียนภูมิทัศน์แบบเขียน “หญ้าทุกใบ” (blade by blade) หรือสีเขียวชอุ่มสดใสที่เขียนในสมัยแรกอีก แต่งานเขียนในช่วงหลังเป็นงานที่มีอิสระมากกว่าซึ่งเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจสังเกตธรรมชาติรอบตัว “ค่ำก่อนคริสต์มัส” (Christmas Eve) เป็นภาพภูมิทัศน์ชิ้นแรกของฉากหิมะที่เขียนในปี ค.ศ. 1887 ที่เป็นภาพที่มองไปทางปราสาทเมิร์ธลีย์
[แก้] ภาพประกอบ
มิเลส์มีความสำเร็จในการเขียนภาพประกอบ โดยเฉพาะสำหรับงานเขียนของแอนโทนี ทรอลลอพ (Anthony Trollope) และสำหรับโคลงกลอนสำหรับอัลเฟรด ลอร์ดเทนนิสสัน งานภาพประกอบที่สลับซับซ้อนของตำนานแฝงคำสอนของพระเยซูพิมพ์ในปี ค.ศ. 1864 พ่อตาของมิเลส์จ้างให้สร้างหน้าต่างประดับกระจกสีตามภาพที่วาดที่วัดประจำท้องถิ่นที่คินโนลล์ นอกจากนั้นก็ยังเขียนภาพประกอบสำหรับนิตยสารเช่น “Good Words” ในปี ค.ศ. 1869 ก็ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินสำหรับนิตยสารที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ “The Graphic”
[แก้] อาชีพทางสถาบันการศึกษา
ในปี ค.ศ. 1853 มิเลส์ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสมทบของราชสถาบันศิลปะและไม่นานหลังจากนั้นก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกเต็มตัวของสถาบัน ซึ่งมิเลส์เป็นสมาชิกผู้มีบทบาท ในปี ค.ศ. 1885 มิเลส์ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์บารอน ซึ่งเป็นศิลปินคนแรกที่ได้รับตำแหน่งขุนนางสืบตระกูล หลังจากที่[[เฟรดเดอริค เลห์ตัน[]] (Frederic Leighton) เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1896 มิเลส์ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานของราชสถาบันศิลปะ แต่มาเสียชีวิตในปีเดียวกันด้วยมะเร็งที่คอ ร่างของมิเลส์ได้รับการบรรจุไว้ที่มหาวิหารเซนต์พอล
[แก้] อนุสาวรีย์
เมื่อมิเลส์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1896 เอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ ก็ทรงเป็นประธานในคณะกรรมาธิการในการสร้างอนุสรณ์แก่มิเลส์[1] ซึ่งตั้งอยู่หน้าหอศิลป์เททบริเตนในปัจจุบันในปี ค.ศ. 1905 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนในปีเดียวกัน “Pall Mall Gazette” บรรยายอนุสาวรีย์ว่าเป็น “อนุสาวรีย์ที่แสดงคุณลักษณะของบุคคลที่เรารู้จัก”[1]
ในปี ค.ศ. 1953 นอร์มัน รีดผู้อำนวยการของหอศิลป์พยายามจะนำรูปปั้น “นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์” ของออกุสต์ โรแดงมาตั้งแทนที่ และอีกครั้งในปี ค.ศ. 1962 ก็เสนอให้รื้อทิ้งโดยกล่าวว่าเป็น “สิ่งที่อันตราย” ความพยายามในการกำจัดอนุสาวรีย์ทำความอึดอัดใจให้แก่กระทรวงแรงงานผู้ที่เป็นผู้ดูแลรักษา แต่อำนาจในการเป็นผู้ดูแลรักษาถูกโอนไปเป็นของหอศิลป์เททในปี ค.ศ. 1996[1] ในปี ค.ศ. 2000 ภายใต้การนำของเซอร์นิโคลัส เซโรตา อนุสาวรีย์ของมิเลส์ก็ถูกย้ายไปอยู่หลังหอศิลป์[1]
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 1.2 1.3 Birchall, Heather. "Sir Thomas Brock [[ค.ศ. 47-1922", Tate online, February 2002. Retrieved 5 April 2008.
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ จอห์น เอเวอเรทท์ มิเลส์- มิเลส์เว็บไซต์
- ArtRenewal.org
- งานของมิเลส์ที่พิพิธภัณฑ์ลิเวอร์พูล
- เอ็ดเวิร์ด แพล็ทกับมิเลส์
- แคทธรีน เจมีกับมิเลส์
- โอฟีเลียที่เทนออนไลน์
- มิเลส์ใน "ประวัติศาสตร์ศิลปะ"
[แก้] ระเบียงภาพ
-
“อิสซาเบลลา”
(Isabella)
(ค.ศ. 1849) -
“อูเกอโนท์” (A Huguenot)
(ค.ศ. 1852) -
“พระเยซูในโรงช่างของพ่อ”
(Christ in the House
of His Parents)
(ค.ศ. 1850) -
“นกพิลาปกลับรัง”
(The Return of the Dove
to the Ark]]
(ค.ศ. 1851) -
“ใบไม้ร่วง”
(Autumn Leaves)
(ค.ศ. 1856) -
“เด็กหญิงตาบอด”
(The Blind Girl)
(ค.ศ. 1856) -
“ความฝันของอดีต: เซอร์อิสซุมบราที่ลำธารตื้น”
(A Dream of the Past: Sir Isumbras at the Ford)
(ค.ศ. 1857) -
“นายทหารแบล็คบรันสวิค”
(ค.ศ. 1860) -
“เอสเธอร์”
(Esther)
(ค.ศ. 1865) -
“เชอร์รีสุก”
(Cherry Ripe)
(ค.ศ. 1879) -
“ลูกโป่ง”
(Bubbles)
(ค.ศ. 1886)
|
||||||||
|
||||||||||||||||||||