สัญญาอนุญาตสาธารณะทั่วไปของกนู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก GNU General Public License)
เครื่องหมายการค้าของกนู

สัญญาอนุญาตสาธารณะทั่วไปของกนู หรือ กนูจีพีแอล หรือ จีพีแอล (GNU General Public License, GNU GPL, GPL) เป็นสัญญาอนุญาตสำหรับซอฟต์แวร์เสรี ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในปัจจุบัน ฉบับแรกสุดเขียนโดย ริชาร์ด สตอลล์แมน เริ่มต้นใช้กับโครงการกนู ในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991). สัญญาอนุญาตจีพีแอลในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 นอกจากนี้มี สัญญาอนุญาตสาธารณะทั่วไปแบบผ่อนปรนของกนู หรือ แอลจีพีแอล (GNU Lesser General Public License, LGPL) ที่พัฒนาแยกออกมาจากจีพีแอลเพื่อใช้สำหรับไลบรารีซอฟต์แวร์

ลักษณะของสัญญาอนุญาตจีพีแอลมีลักษณะ "เสรี" (free) ที่หมายถึงเสรีภาพสำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์สี่ประการดังนี้

  • เสรีภาพในการใช้งาน ไม่ว่าใช้สำหรับจุดประสงค์ใด
  • เสรีภาพในการศึกษาการทำงานของโปรแกรม และแก้ไขโค้ด การเข้าถึงซอร์สโค้ดจำเป็นสำหรับเสรีภาพข้อนี้ (โอเพนซอร์ซ)
  • เสรีภาพในการจำหน่ายแจกจ่ายโปรแกรม
  • เสรีภาพในการปรับปรุงและเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้และพัฒนาต่อไป การเข้าถึงซอร์สโค้ดจำเป็นสำหรับเสรีภาพข้อนี้

โดยมีเพียงเงื่อนไขว่า การนำไปใช้หรือนำไปพัฒนาต่อ จำเป็นต้องใช้สัญญาอนุญาตเดียวกัน

สัญญาอนุญาตจีพีแอลเป็นสัญญาอนุญาตที่มีการใช้มากที่สุดในซอฟต์แวร์เสรีและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ โดยมีการใช้สัญญาอนุญาตจีพีแอล 75% จาก 23,479 ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาใน Freshmeat เมื่อเมษายน พ.ศ. 2547 และประมาณ 68% ของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาใน SourceForge

ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาตจีพีแอล ได้แก่ มีเดียวิกิ ไฟร์ฟอกซ์ และ phpBB

ประวัติ[แก้]

ริชาร์ด สตอลแมนได้เขียนสัญญาอนุญาตสาธารณะทั่วไปของกนู (GPL) ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1989 เพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกนู ต้นแบบของจีพีแอลมาจากสัญญาที่คล้ายกัน ที่เคยใช้กับโปรแกรมนำไปใช้ได้กับทุกโปรแกรม

รุ่น[แก้]

รุ่น 1[แก้]

รุ่น 2[แก้]

GPL รุ่น 3[แก้]

ภายหลังจากที่สัญญาอนุญาตรุ่น 3 ของจีพีแอลได้มีการเสนอนโยบายออกมา โดยมีข้อจำกัดในการใช้ซอฟต์แวร์มากขึ้นสำหรับบริษัทคอมพิวเตอร์ที่นำไปใช้ และจะมีประกาศใช้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2550 ส่งผลให้มีเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่าง ลีนุส ทอร์วัลส์ผู้คิดค้นระบบลินุกซ์ และ ริชาร์ด สตอลแมนผู้เริ่มต้นสัญญาอนุญาตจีพีแอล โดยทางลีนุสยังต้องการให้ระบบลินุกซ์ใช้สัญญารุ่นเดิมคือรุ่น 2 ในขณะที่สตอลแมนต้องการผลักดันไปสู่รุ่น 3 ที่จำกัดการใช้งานของโปรแกรมให้มากขึ้น ส่งผลให้ทางบริษัทใหญ่หลายแห่ง รวมถึง ไอบีเอ็ม เอชพี เรดแฮต และบริษัทอื่น ไม่กล้าลงทุนในส่วนของลินุกซ์[ต้องการอ้างอิง] เนื่องจากเกรงว่าสตอลแมนจะผลักดันให้ลิขสิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งและมาฟ้องร้องบริษัทในภายหลัง เหมือนที่ผ่านมาได้ทำกับ เอ็นวิเดีย[ต้องการอ้างอิง] (เท่าที่ทราบคนที่ฟ้อง Nvidia คือฝั่ง Linux ไม่ใช่ FSF และเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยลอกซอร์สโค้ดไปใช้และไม่เกี่ยวกับ GPL3 แต่เป็นการละเมิด GPL2 ซึ่งลีนุสเองก็เห็นชอบและเลือกไลเซนส์นี้ด้วยตัวเอง จึงไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นข้างต้นเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์และกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงควรอ่านภาคภาษาอังกฤษประกอบหากต้องการเนื้อหาที่ถูกต้อง) และ ทีโว[ต้องการอ้างอิง] (สตอลแมนเรียกการที่ผู้ผลิตสร้างฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขซอฟต์แวร์ว่า Tivoization FSF จึงออกแบบ GPL3 มามีเนื้อหาต่อต้านแนวคิดดังกล่าวซึ่งลีนุสไม่เห็นด้วยที่จะใช้ GPL3 กับ Linux kernel (ซึ่งก็ไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้เพราะบังคับไม่ได้อยู่แล้วตามกฎหมาย)) อย่างไรก็ตามซอฟต์แวร์ที่ใช้ GPL2 และ GPL2หรือมากกว่า อยู่จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ และสัญญานี้จะส่งผลกระทบเมื่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้สัญญารุ่น GPL3 ล้วนๆเท่านั้น (ทีโวจึงไม่ได้ทำผิดลิขสิทธิ์และไม่ได้ถูกฟ้อง) โดยทั่วไปแล้วแนวคิดอุดมคติของสตอลแมนที่ต้องการรักษาเสรีภาพของซอฟต์แวร์จากมุมมองของผู้ใช้ (แนวคิดแบบซอฟต์แวร์เสรี) โดยเน้นเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ ขัดแย้งกับความคิดของลีนุสที่อยากให้สิทธิ์กับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้น (แนวคิดแบบโอเพ่นซอร์ส) นอกจากนี้ความพยายามของ GPL3 คือพยายามเข้าถึงแนวคิดของซอฟต์แวร์แบบเซอร์วิซ ได้แก่เว็บซอฟต์แวร์ที่ผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องให้ซอร์สโค้ดกับผู้ใช้บริการ

GPL กับ BSD License[แก้]

ความแตกต่างระหว่างสัญญาอนุญาตจีพีแอลและสัญญาอนุญาตบีเอสดี (สัญญาอนุญาตที่นิยมอีกตัวหนึ่งสำหรับซอฟต์แวร์เสรี) คือสัญญาอนุญาตจีพีแอลครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ทั้งที่อยู่ในรูปของต้นฉบับ มีการดัดแปลง หรือรวมเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์อื่น โดยบุคคลที่นำซอฟต์แวร์ไปใช้พรือพัฒนาต่อ โดยหลักการกว้างๆแล้วจำเป็นต้องเผยแพร่โดยใช้สัญญาอนุญาตเดียวกันก็ต่อเมื่อมีการจำหน่ายจ่ายแจก binary ของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อออกไปตามคำขอของผู้ได้รับ binary นั้นๆเท่านั้น ในขณะที่สัญญาอนุญาตบีเอสดีให้สิทธิ์กับผู้พัฒนาต่อมากกว่า โดยผู้ที่ไปพัฒนาต่อไม่ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดของโปรแกรม มีเพียงข้อความเจ้าของสัญญาอนุญาตเดิมเท่านั้นที่ต้องแสดงให้ผู้ใช้เห็น ซึ่งอาจใส่ไว้ในเอกสารคู่มือการใช้ก็ได้

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]