ไซมอน การ์เนอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไซมอน การ์เนอร์
ข้อมูลส่วนตัว
วันเกิด 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1959 (62 ปี)
สถานที่เกิด บอสตัน ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว (1.73 ม.)[1]
ตำแหน่ง สไตรเกอร์
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
ค.ศ. 1978–1992 แบล็กเบิร์นโรเวอส์ 484 (169)
ค.ศ. 1992–1994 เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 33 (8)
ค.ศ. 1994–1996 วิคัมบ์วอนเดอเรอส์ 66 (15)
ค.ศ. 1996ทอร์คียูไนเต็ด (ยืมตัว) 20 (1)
รวม 603 (193)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น

ไซมอน การ์เนอร์ (อังกฤษ: Simon Garner; 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1959 – ) เป็นอดีตนักฟุตบอลระดับอาชีพ ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพของเขาให้แก่สโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอส์ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของสถิติการทำประตูได้มากที่สุด ด้วย 194 ประตูจากทุกการแข่ง และ 168 ประตูในฟุตบอลลีก นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ให้แก่สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน, วิคัมบ์วอนเดอเรอส์ และทอร์คียูไนเต็ด

อาชีพ[แก้]

การ์เนอร์เกิดที่บอสตัน ลิงคอล์นเชอร์ เขาได้รับการศึกษาในบ้านเกิดของเขาที่โรงเรียนบอสตันแกรมมาร์[2] เขาเล่นให้แก่บอสตันยูไนเต็ดซึ่งเป็นสโมสรท้องถิ่น ก่อนเข้าร่วมแบล็กเบิร์นโรเวอส์ในฐานะเด็กฝึกงาน และกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1978 เขาลงเล่นให้นิวคาสเซิลยูไนเต็ดในดิวิชันสองในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเป็นเกมแรกจาก 474 เกมในลีกสำหรับแบล็กเบิร์นโรเวอส์ โดยเขาทำสถิติสโมสร 168 ประตูในลีก[3] แบล็กเบิร์นโรเวอส์ตกชั้นในฤดูกาลแรกของการ์เนอร์ในฐานะผู้เล่นรุ่นใหญ่ แต่เขาช่วยให้ทีมได้รับการเลื่อนชั้นในความพยายามครั้งแรก และพวกเขาก็พลาดการเลื่อนชั้นเป็นครั้งที่สองใน ค.ศ. 1981 อย่างหวุดหวิด

ภายในฤดูกาล 1982–1983 การ์เนอร์ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในคนยิงประตูสำคัญของดิวิชันสอง เมื่อเขายิงได้ 22 ประตูในลีก

การ์เนอร์ยิงได้ 14 ประตูในลีกฤดูกาล 1987–1988 เมื่อพวกเขาผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟที่เพิ่งเปิดตัวไป แต่ความพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศทำให้ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ พวกเขามาถึงรอบรองชนะเลิศในอีกหนึ่งปีต่อมา และหวังว่าจะได้ฟุตบอลในดิวิชันหนึ่งหลังจากเป็นฝ่ายชนะคริสตัลพาเลซ แต่กลับพ่ายแพ้ต่อคริสตัลพาเลซอย่างหนักในการแข่งที่สนามบ้านตัวเอง และพลาดการเลื่อนชั้นอีกครั้ง ครั้นใน ค.ศ. 1990 แบล็กเบิร์นโรเวอส์แพ้เพลย์ออฟเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ซึ่งการ์เนอร์ทำประตูได้ 20 ประตูในลีกของฤดูกาลนั้น จากการร่วมมือที่ประสบความสำเร็จครั้งหนึ่งกับฮาวเวิร์ด เกล

ในฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่อีวูดพาร์ก เขาได้ช่วยเติมเต็มความฝันของแจ็ค วอล์กเกอร์ ผู้เป็นประธาน เนื่องจากแบล็กเบิร์นโรเวอส์ได้รับการเลื่อนชั้นในช่วงเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก แม้ว่าเขาจะลงเล่นน้อยลงในแคมเปญหลังการเซ็นสัญญาใหม่รวมถึงเดวิด สปีดี และไมก์ นีเวลล์ และแล้ว การเซ็นสัญญากับแอลัน เชียเรอร์ ในช่วงฤดูร้อนก็มาถึง การ์เนอร์ทำประตูได้ทั้งหมด 168 ประตูในลีกดังกล่าว และรวม 192 ประตูในทุกรายการ ซึ่งยังคงเป็นสถิติของสโมสรนานกว่าหนึ่งในสี่ของศตวรรษต่อมา[4] กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นเจ็ดคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศของสโมสร[5]

หลังอยู่กับแบล็กเบิร์นโรเวอส์มาอย่างยาวนาน เขาได้ย้ายไปสังกัดเวสต์บรอมมิชอัลเบียนด้วยค่าตัว 30,000 ปอนด์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1992 และลงเล่นในลีก 33 นัดให้แก่ทีมเจ้าเดินดงนี้ โดยทำประตูได้ 8 ประตูในลีก และช่วยให้พวกเขาเลื่อนชั้นจากดิวิชั่นสองก่อนจะย้ายไปวิคัมบ์วอนเดอเรอส์[6]

เขาลงเล่นในลีกครั้งแรกให้แก่วิคัมบ์วอนเดอเรอส์ในฤดูกาล 1993–1994 และในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่นั่น เขาได้เล่นให้แก่ทอร์คียูไนเต็ดเมื่อมีการยืมตัว โดยลงเล่น 11 เกมลีกให้แก่ทีมนกนางนวล กระทั่งอำลาวงการฟุตบอลอาชีพเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 1995–1996[7]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ใน ค.ศ. 1996 การ์เนอร์รับโทษจำคุกสั้น ๆ ฐานดูหมิ่นศาลในระหว่างการดำเนินคดีหย่า แต่เขาก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากอุทธรณ์สำเร็จ[8]

หลังจากทำงานด้านการขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยและเป็นบุรุษไปรษณีย์ การ์เนอร์ก็ได้เป็นช่างทาสีและช่างตกแต่งในบาร์กเชอร์[9]

อ้างอิง[แก้]

  1. Rollin, Jack, บ.ก. (1980). Rothmans Football Yearbook 1980–81. London: Queen Anne Press. p. 66. ISBN 0362020175.
  2. "List of Old Boys". Old Bostonian Association. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  3. "Petrov fit to help pressure young Rovers Souness plays down use of Rangers' facility". Herald Scotland. 30 October 2002. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  4. https://www.rovers.co.uk/club/club-history/records/[URL เปล่า]
  5. Rovers legends inducted into Hall of Fame www.rovers.co.uk, 17 July 2019
  6. "Sorry, the page was not found".
  7. "Simon Garner". Post War English & Scottish Football League A - Z Player's Transfer Database. Neil Brown. สืบค้นเมื่อ 21 April 2012.
  8. "There is no hiding place behind bars for the footballers relegated to serving time". The Independent. 2 March 2005. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  9. Tassell, Nige (24 April 2015). "They think it's all over: ex-footballers on life after the final whistle". theguardian.com. สืบค้นเมื่อ 24 April 2015.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]