โซตัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

โซตัส (SOTUS) คือระบบหนึ่งซึ่งเป็นรูปแบบของการฝึกนักเรียนนักศึกษาใหม่ในประเทศไทย และใช้เฉพาะในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่หรือที่เรียกว่าการรับน้อง โซตัสเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทยทั่วไปว่าระบบนี้มีความถูกต้องชอบธรรมในการใช้ฝึกอบรมหรือสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันหรือไม่ แม้ว่าผู้บริหารหรือองค์การนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งมีนโยบายอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนระบบโซตัส แต่ระบบนี้ก็ยังพบอย่างแพร่หลายอยู่ทั่วไปในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาต่างๆ รวมถึงโรงเรียนมัธยมบางแห่งด้วย

ระบบโซตัสมักจะมีการใช้หลักจิตวิทยาและสร้างเหตุการณ์ขึ้นโดยการยกข้ออ้างเรื่องความสามัคคีในหมู่คณะและการเคารพผู้อาวุโสที่ได้เข้าศึกษาก่อน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่เข้าศึกษาใหม่เกิดความเกรงกลัวและปฏิบัติตามกฎที่รุ่นพี่ได้วางเอาไว้ ซึ่งบ่อยครั้งที่การใช้ระบบโซตัสเป็นการแบ่งชนชั้นให้รุ่นพี่ให้มีอำนาจมากกว่ารุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ หากรุ่นน้องไม่ปฏิบัติตามอาจได้รับการลงโทษทำให้เกิดความเกรงกลัวหรือถูกตัดขาดจากกลุ่มคณะสาขาที่เรียนด้วยกันแม้ว่าการปฏิบัตินั้นจะเป็นเรื่องผิดในสังคมก็ตาม ระบบโซตัสจึงถูกมองว่าเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของรุ่นน้องและเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดระบบอุปถัมป์ในประเทศไทย

ระบบโซตัสมักจะถูกควบหมายรวมกับการรับน้อง ซึ่งในความเป็นจริงระบบโซตัสกับการรับน้องเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันหรือจะควบคู่กันก็ได้

ชื่อและความหมาย[แก้]

คำว่าโซตัสมาจากตัวอักษรนำของคำในภาษาอังกฤษ 5 คำ โดยปัจจุบันยึดความหมายตามโคลงโซตัสซึ่งเป็นโคลงสี่สุภาพที่พบในหนังสือเฟรชชี่รุ่นโบราณจากห้องสมุดภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นกำเนิดของระบบโซตัสขึ้นมาครั้งแรก โดยแต่ละคำและความหมายของโคลงสี่สุภาพนี้ประกอบด้วย

  • Seniority คือ การเคารพผู้อาวุโส หรือการสำนึกในความเป็นน้องซึ่งเยาว์กว่าทั้งความรู้และประสบการณ์ เมื่อรุ่นน้องเจียมในความเยาว์กว่าทั้งความรู้และประสบการณ์ และประพฤติอ่อนน้อม เพื่อน้อมรับการสั่งสอนจากผู้ที่มีอาวุโสกว่า
  • Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย เนื่องจากสังคมประกอบไปด้วยคนจำนวนมาก เมื่อจะทำงานใหญ่จึงจำเป็นต้องแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องมีผู้นำและผู้ตามเป็นลำดับ การพาคนหมู่มากไปสู่ความสำเร็จได้ จำต้องมีระเบียบและรักษาวินัย
  • Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี มีภาคภูมิใจในธรรมเนียมประเพณีที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา คุณงามความดีของธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ได้หล่อหลอมต่อเนื่องมาจากรุ่นก่อน ๆ สู่รุ่นน้อง และทำให้ทราบว่าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน
  • Unity คือ การเป็นหนึ่งเดียว หรือความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน มีใจมุ่งสู่เป้าหมายอันเดียวกัน
  • Spirit คือ การฝึกจิตใจ การเสียสละกายและใจ มีน้ำใจเพื่อสังคม ให้กล้าทำในสิ่งที่ถูก ที่เป็นธรรมยืนอยู่ได้ในกระแสเชี่ยวของสังคมด้วยความนับถือในธรรมของตนเอง

แม้ว่าความหมายของแต่ละคำของโซตัสนั้นจะชัดเจน แต่ว่าขอบเขตเงื่อนไขนั้นค่อนข้างจะคลุมเครือ ทำให้มีการพยายามนิยามและกำหนดความหมายของคำเหล่านี้มีความเข้มข้นไม่เท่ากันแต่ก็มีนิยามคล้ายๆกันในเรื่องของการเคารพผู้อาวุโส การปฏิบัติตามระเบียบวินัย การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี และการมีน้ำใจ ในปัจจุบันความหมายของระบบโซตัสสามารถพบได้ทั่วไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆที่มีการใช้ระบบนี้นอกเหนือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติ[แก้]

การรับน้องภายใต้ระบบอาวุโสด้วยหลักการโซตัส (SOTUS) เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อมีการตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน และเมื่อมีการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อมา ก็มีการนำเอาระบบโซตัสเข้าไปใช้ ตั้งแต่ 23 กันยายน 2445

เริ่มแรกเมื่อยังเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้นำระบบโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ (Public School) ที่เรียกว่า Fagging System เข้ามาใช้ ระบบนี้จะมีการแต่งตั้งดรุณาณัติ หรือ Prefect/Fag-Master โดยครูในโรงเรียนเลือกเอานักเรียนอาวุโสที่เรียนดี ประพฤติดีเข้ามาเป็นผู้ช่วยครูในการดูแลและควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน ควบคุมและวางกรอบให้นักเรียนต้องประพฤติตนอยู่บนหลักการพื้นฐานของ SOTUS คือ อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เอื้ออำนาจให้แก่ครูอย่างแท้จริงในการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนมาปกครองนักเรียนอีกทอดหนึ่ง

ต่อมาเมื่อมีการตั้งจุฬาลงกรณ์ฯ ก็ได้มีการนำระบบโซตัสเข้ามาใช้ในอบรมสั่งสอนนิสิตในยุคแรก ดังเห็นได้จากเพลงเกียรติภูมิจุฬาฯ ที่แต่งโดยศาสตราจารย์วิกรม เมาลานนท์ ในปี 2510 ซึ่งบรรจุอุดมการณ์ทั้งหมดของโซตัสไว้ในเพลง "มาเถิดมาภราดาจุฬาฯ ทุกแหล่ง มาร่วมแรงร่วมรักและ'สามัคคี' 'อาวุโส'เทอดไว้ 'น้ำใจระเบียบ' เรานี้ พร้อม'ประเพณี' เสริมให้มีแต่วัฒนา" หรือหนังสือรุ่นเฟรชชี่สมัยก่อนจากห้องสมุดภาควิศวกรรมโยธาของจุฬาฯ ก็ปรากฏการอธิบายอักษรย่อทั้ง 5 ตัวของ SOTUS ด้วยโคลงสี่สุภาพ อย่างไรก็ตามระบบรุ่นพี่รุ่นน้องและการรับน้องของจุฬาฯ นั้นไม่ได้เป็นที่มาของระบบว้ากแต่อย่างใด ผู้นำระบบ SOTUS มาใช้ร่วมกับการว้ากนั้นได้แก่โรงเรียนป่าไม้ภาคเหนือหรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน)

เนื่องจากอาจารย์ยุคบุกเบิกส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้จบมาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมลอสบานยอส (Los Banos) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ในยุคที่อยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอเมริกา อีกทั้งอาจารย์บางท่านก็ถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยโอเรกอนหรือมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งคอร์แนลล์นี้เองที่เป็นต้นฉบับการว้ากและส่งต่อประเพณีดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ เช่นประเพณีการปีนเสา รวมถึงประเพณีและธรรมเนียมซึ่งเป็นชาติเจ้าอาณานิคมนำมาเป็นเครื่องมือใช้กำกับประเทศใต้อาณานิคม

ต่อมาเมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ในปี 2486 ในช่วงแรกมีการรับเอานักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้มาเรียนต่อ การว้ากจึงถูกถ่ายทอดมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย โดยเชื่อว่าการกดดันรุ่นน้องจะเป็นการละลายพฤติกรรมและช่วยให้อยู่ร่วมกันได้ ลดทอนความต่างของฐานะและมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ระบบการรับน้องของเกษตรศาสตร์จึงเป็นระบบการว้ากผสมไปกับระบบ SOTUS ที่รับมาจากจุฬาลงกรณ์ฯ ดังคำบอกเล่าของระพีสาคริกว่า เมื่อรุ่นน้องปีหนึ่งไปปรับทุกข์กับอาจารย์ที่จบจากเมืองนอก ก็จะได้คำตอบกลับมาว่า "ปีหน้าก็คงถึงทีเธอบ้าง ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรไป" คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบอุดมศึกษาไทยดำรงอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์และสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษามาตั้งแต่ต้นแล้ว

กระแสประชาธิปไตยที่เบ่งบานในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับการใช้อำนาจในการรับน้องและความรุนแรงในการรับน้องเบาบางลงไป และล้มเลิกไป เช่น คณะอักษรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ แพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตามด้วยคณะอื่นๆ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ยกเลิกเป็นคณะสุดท้ายในปี 2519 ขณะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และขอนแก่นก็ยกเลิกการรับน้องเช่นกัน คงเหลือแต่เพียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ยังคงการรับน้องตามประเพณีอย่างที่สุด

แต่เพียง 3 ปีให้หลังเมื่อเกิดการปลุกกระแสว่านักศึกษามีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และต้องการล้มล้างสถาบันฯ ทำให้เกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ด้วยรัฐกังวลกับปัญหานักศึกษาและภัยความมั่นคง การรับน้องจึงถูกนำกลับมาใช้เพื่อควบคุมนักศึกษาใหม่ให้อยู่ในกรอบของรุ่นพี่ซึ่งมีบุคลากรมหาวิทยาลัยและรัฐกำกับควบคุมอีกต่อหนึ่ง ระบบรับน้องจึงธำรงความชอบธรรมได้ผ่านการค้ำจุนของรัฐในนามสถาบันการศึกษา ดังที่ยังคงเป็นมรดกตกทอดมาจนปัจจุบันนั่นเอง [1] [2] [3] คัดลอกมาจาก [4]

ซึ่งในภายหลังนั้น รูปแบบระบบโซตัสในปัจจุบันมีที่มาจากอิทธิพลของ 2 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีการใช้ระบบโซตัส ซึ่งถูกสันนิษฐานว่าเริ่มต้นขึ้นจากการนำระบบอาวุโสของโรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษหรือระบบแฟกกิงเข้ามาใช้ในโรงเรียนมหาดเล็กตั้งแต่ประมาณทศวรรษ 2440 ซึ่งเป็นระบบที่มีการแต่งตั้งดรุณาณัติเพื่อช่วยครูในการอบรมสั่งสอนและดูแลคณะนักเรียนซึ่งมักแต่งตั้งจากนักเรียนอาวุโสผู้เรียนดีและประพฤติดี เมื่อโรงเรียนมหาดเล็กได้พัฒนาเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้รับระบบอาวุโสมาปรับใช้ผนวกกับแนวคิดเรื่องระเบียบ ประเพณี ความสามัคคีและการมีน้ำใจจนเกิดเป็นความหมายของระบบโซตัสขึ้นในการอบรมสั่งสอนทั้งในระดับผู้บริหารและนิสิตเอง

ระบบโซตัสของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในยุคแรกเป็นลักษณะของระบบที่เป็นนามธรรมที่เกิดจากระบบอาวุโสรวมกับการปฏิบัติตามศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมไทยและไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรงใดๆ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - แม่โจ้[แก้]

ระบบโซตัสเริ่มมีการผนวกรวมกิจกรรมการว้ากและการลงทัณฑ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามระบบทำให้มีความเข้มข้นขึ้นในช่วงประมาณทศวรรษ 2480 ซึ่งมีการส่งนักศึกษาไปเรียนระดับปริญญาตรีด้านเกษตรกรรมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยโอเรกอนและมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ลอสแบนยอส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรูปแบบของการใช้ระบบว้ากและการลงโทษอยู่ เมื่อนักศึกษาไทยเรียนจบและกลับประเทศจึงได้นำระบบเหล่านี้มาใช้กับมหาวิทยาลัยไทยโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษากลับมาเป็นอาจารย์ด้านเกษตรกรรมด้วย รวมถึงใน

โซตัสในปัจจุบัน[แก้]

จากมุมมองทางประวัติศาสตร์นี้ ระบบ โซตัส ถือเป็น "ประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม" ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการหยิบยืม "องค์ความรู้" และ "เทคโนโลยี" สมัยใหม่มาจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมทั้งอังกฤษและอเมริกัน แม้จะต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็อิงอยู่บนฐานกรอบคิดเดียวกัน กล่าวคือ กรอบคิดแบบเจ้าผู้ปกครองอาณานิคม ซึ่งมีรูปแบบที่เข้มข้นรุนแรงเพื่อกำราบ "เมืองขึ้น" ให้สยบยอม โดยในทางเนื้อหานั้น การเข้าไปรุกรานและควบคุม จำต้องนำรูปแบบการปกครองแบบทหารเข้ามาใช้ โดยผ่านกลไกของระบบการศึกษาของพลเรือน

นอกจากนี้ หากพิจารณาบริบททางการเมืองของไทยในยุคที่โซตัสลงหลักปักฐานอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยไทยนั้น เรากำลังอยู่ในยุค "รัฐนิยม" ที่มาพร้อมกับการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมให้แก่เยาวชนและราษฎรไทย จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากแนวคิดและรูปแบบของการปกครองนี้จะถูกหยิบมาใช้ในสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยมีจุดประสงค์เชิงอุดมการณ์ เพื่อสร้างราษฎรที่มีคุณภาพ (ตามอุดมคติของรัฐ) เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ เพราะในลัทธิชาตินิยม ไม่มีพื้นที่ให้กับความเป็นปัจเจกและความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเป็นของตน จะมีก็เพียงแต่สำหรับราษฎรที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามหน้าที่ของตน (ตามที่รัฐบอก) อย่างเชื่องๆ

ต่อมาในทศวรรษ 2510 เมื่อกระแสสำนึกประชาธิปไตยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการทหารโดยเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษา ประเพณีและวิถีปฏิบัติจารีตนิยมหลายอย่างได้ถูกตั้งคำถามในฐานะฟันเฟืองสำคัญทางวัฒนธรรม ซึ่งผู้นำเผด็จการและเครือข่ายอุปถัมภ์นำมาใช้ครอบงำความคิดในระดับจิตใต้สำนึกของประชาชนอย่างแนบเนียน [5]

ระบบโซตัสในมหาวิทยาลัยไทยมีต้นกำเนิดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[6]

ความหมาย[แก้]

โซตัสเป็นรูปแบบการรับน้องที่เข้มข้น ที่เห็นเด่นชัดที่สุดในปัจจุบันคงเป็นการว๊าก และการลงโทษผู้กระทำผิดที่ค่อนข้างจะรุนแรงต่อสภาพร่างกายและจิตใจพอสมควร(บางกรณีอาจจะมากเกินไป) ซึ่งวิธีการนั้นก็ตามแต่ที่รุ่นพี่ผู้ผูกขาดอำนาจจะสรรหาวิธีการมา[7]

จุดประสงค์[แก้]

จุดประสงค์ของระบบ คือ การฝึกทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ของนักศักษาชั้นปีที่ 1 ที่เพิ่งเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ร่วมจัดขึ้นโดยรุ่นพี่ในคณะในแต่ละชั้นปี โดยการยึดถือกฎโซตัสทั้งหมด 5 ข้อ โดยรวมถึงการเคารพผู้อาวุโสซึ่งเป็นคุณค่าของขนบธรรมเนียมประเพณีไทย การปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อฝึกการมีระเบียบวินัย การปฏิบัติตามประเพณี เพื่อการถ่ายทอดธรรมเนียมและความรู้จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง การฝึกความเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้นักศึกษาเข้าใหม่ที่มาจากพื้นฐานทางสังคมแตกต่างกันมีการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจ เพื่อพัฒนาจิตใจของนักศึกษาสำหรับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย พัฒนาการทำงานเป็นกลุ่ม ในขณะเดียวกันพัฒนาความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง และสุดท้ายการฝึกจิตใจเพื่อพร้อมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าทั้งทางด้านการเรียน หรือการทำงาน[ต้องการอ้างอิง]

หากรุ่นน้องตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว รุ่นพี่จะอ้างอภิสิทธิ จะใช้การว้ากหรือการตะโกนด่าและต่อว่ารุ่นน้อง การออกคำสั่งกับรุ่นน้อง เพื่อบังคับให้รุ่นน้องต้องเกรงกลัวรุ่นพี่ อีกทั้งเพื่อลงโทษผู้ที่ไม่ทำตามที่สั่ง หรือไม่เห็นด้วยกับระบบดังกล่าว ที่เรียกว่า การกดขี่ หรือลงโทษวินัย กล่าวคือ หากผู้กระทำผิด หรือไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งรุ่นพี่ จะถูกประนามหรือกลั่นแกล้งต่างๆนานา ใช้อำนาจสั่งลงโทษต่างๆ เช่น ให้วิ่งรอบสนามจนกว่าจะหมดแรง ให้หมอบลงกับพื้นดินในเวลากลางวันและกลิงบนพื้นร้อนๆ หมอบคลานในสถานที่ต่างๆ ให้วิ่งลุยโคลน รวมทั้งให้แทงปลาไหล หรือวิดพื้นจนกว่ารุ่นพี่จะพอใจ ซึ่งอาจเลยเถิดไปถึงการทำอนาจารย์ต่างๆ เช่น ให้ถอดเสื้อนักศึกษา ให้นักศึกษาหญิงลูกคลำอวัยวะเพศของฝ่ายชายหรือของรุ่นพี่ โดยอ้างว่ารุ่นพี่มีสิทธิสั่ง เพราะมีความอาวุโส ทั้งที่จริงแล้วไม่มีสิทธิหรืออำนาจใดๆ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและริดรอนเสรีภาพของนักศึกษาอย่างร้ายแรง[8]

ทั้งนี้ ระบบโซตัสก็คือ ผลสะท้อนของโครงสร้างของวัฒนธรรมในสังคมใหญ่ที่เตรียมคนรุ่นใหม่ ให้ออกไปอยู่ในระบบที่ยอมรับว่าสังคมไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ผู้ที่สนับสนุนระบบนี้ ก็มักจะอธิบายว่าระบบโซตัสนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก [9]

ปัญหาที่เกิดขึ้น[แก้]

ระบบโซตัสมีเป้าหมายที่ฝึกให้คนในกลุ่มมีความรักสามัคคีกัน มีความเป็นพวกพ้องกัน ซึ่งระบบนี้ที่ผ่านมามีผู้คิดว่ามีส่วนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกลุ่ม เช่น ในการทำงานพบคำกล่าวว่าสถานที่บางแห่ง "มีสี" เป็นต้น

ในปัจจุบัน ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความรุนแรงของการรับน้อง ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ยกตัวอย่างเช่น

  • ปี พ.ศ. 2546 ได้มีการฟ้องร้องระหว่างผู้ปกครองของนักศึกษากับทางมหาวิทยาลัย โดยกล่าวอ้างถึงการคุกคามทางคำพูด
  • เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 ได้มีเหตุการณ์นักศึกษาฆ่าตัวตาย โดยมีผู้เชื่อว่ารุ่นพี่ใช้ความรุนแรงเหล่านี้ผ่านระบบโซตัส[ต้องการอ้างอิง]

กลุ่มผู้สนับสนุนโซตัสให้ความเห็นว่าเกิดมาจากการที่รุ่นพี่ในแต่ละมหาวิทยาลัย นำระบบโซตัสไปใช้ในทางที่ผิด โดยกล่าวอ้าง หลักการเคารพผู้อาวุโส และ การปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็น 2 ใน 5 ของโซตัส ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาทีเกิดขึ้นรวมทั้ง ความรุนแรงในมหาวิทยาลัย หรือการลวนลามนักศึกษาที่เข้าใหม่

แม้ผู้สนับสนุนระบบโซตัสอ้างผลดีที่ได้จากระบบนี้ แต่ผู้ไม่สนับสนุนก็ตั้งคำถามว่า ผลดีนั้นจำเป็นต้องได้มาโดยระบบโซตัสหรือไม่, หรือพูดอีกอย่างคือ มีวิธีอื่นที่จะได้ผลลัพธ์นั้นโดยไม่ต้องใช้ระบบโซตัสหรือไม่ หรือกระทั่งตั้งคำถามว่า สิ่งที่ผู้สนับสนุนระบบโซตัสเรียกว่า "ผลดี" นั้น ที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่ดีงาม หรือจำเป็นจริงหรือไม่[ต้องการอ้างอิง]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]