ข้ามไปเนื้อหา

เอลิซาเบธ สจวต สมเด็จพระราชินีแห่งโบฮีเมีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอลิซาเบธ สจวต
สมเด็จพระราชินีแห่งโบฮีเมีย
เคาน์เตสพาเลไทน์แห่งไรน์
สมเด็จพระราชินีแห่งโบฮีเมีย
ดำรงพระยศ4 พฤศจิกายน 1619 – 8 พฤศจิกายน 1620
ราชาภิเษก7 พฤศจิกายน 1619
พระชายาในเจ้าผู้คัดเลือกแห่งฟัลทซ์
ดำรงพระยศ14 กุมภาพันธ์ 1613 – 23 กุมภาพันธ์ 1623
ประสูติ19 สิงหาคม ค.ศ. 1596
พระราชวังไฟฟ์เฮาส์ ไฟพ์ สกอตแลนด์
สวรรคต13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1662 (พระชนมายุ 65 ปี)
ลอนดอน, อังกฤษ
ฝังพระศพ17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1662
มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์
พระสวามีฟรีดริชที่ 5 ผู้คัดเลือกแห่งพาลาทิเนต
(สมรส ค.ศ. 1613; สิ้นพระชนม์ ค.ศ. 1632)
พระราชบุตร
ราชวงศ์ราชวงศ์สจวต (โดยกำเนิด)
ราชวงศ์วิทเทิลส์บัค (โดยการสมรส)
พระราชบิดาพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ
พระราชมารดาแอนน์แห่งเดนมาร์ก
ศาสนาโปรเตสแตนต์
ลายพระอภิไธย

เอลิซาเบธ สจวต (Elizabeth Stuart) (ค.ศ. 1596-1662) เธอคือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุโรปช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เป็นที่รู้จักในนาม "ราชินีแห่งฤดูหนาว" (The Winter Queen) เนื่องจากช่วงเวลาการครองราชย์ที่แสนสั้นในโบฮีเมีย (Bohemia) เธอเป็นพระธิดาในพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ (James VI of Scotland) ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (James I of England) และพระราชินีแอนน์ แห่งเดนมาร์ก (Anne of Denmark) ด้วยสถานะทางราชวงศ์อันสูงส่งและบทบาทที่ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงระหว่างราชวงศ์สำคัญในยุโรป ทำให้ชีวิตของเอลิซาเบธเต็มไปด้วยเหตุการณ์พลิกผัน ตั้งแต่การเป็นเจ้าหญิงผู้เป็นที่รัก การอภิเษกสมรสที่นำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป และการลี้ภัยยาวนานหลายสิบปีในต่างแดน แต่เหนือสิ่งอื่นใด มรดกสำคัญที่สุดของเธอคือการเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของราชวงศ์อังกฤษในปัจจุบัน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระธิดาของเธอที่ชื่อโซเฟียแห่งฮันโนเฟอร์ (Sophia of Hanover) ทำให้สายเลือดของเธอได้กลับคืนสู่บัลลังก์อังกฤษในที่สุด

พระชนม์ชีพช่วงต้นและการอภิเษกสมรส

[แก้]

เอลิซาเบธ สจวต ประสูติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1596 เวลาตีสอง ที่วังไฟฟ์เฮาส์ (Dunfermline Palace) ในเมืองไฟฟ์ (Fife) ราชอาณาจักรสกอตแลนด์ (Kingdom of Scotland) เธอเป็นพระธิดาพระองค์เดียวที่รอดชีวิตของพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ (James VI of Scotland) และพระราชินีแอนน์ แห่งเดนมาร์ก (Anne of Denmark) เธอเป็นพระเชษฐภคินีของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Charles I of England) เอลิซาเบธได้รับพระนามตามสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (Queen Elizabeth I of England) ผู้ซึ่งเป็นพระมารดาอุปถัมภ์ของเธอ การรับบัพติศมาเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1596 ณ โบสถ์หลวงฮอลีรูดเฮาส์ (Holyroodhouse) และได้รับการประกาศพระนาม โดยผู้ประกาศราชโองการว่า "เลดี้เอลิซาเบธ"

ในช่วงต้นพระชนม์ชีพในสกอตแลนด์ เอลิซาเบธได้รับการเลี้ยงดูที่พระราชวังลินลิธโกว์ (Linlithgow Palace) ภายใต้การดูแลของลอร์ดลิฟวิงสโตน (Lord Livingstone) และภรรยาของเขา เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 6 ได้รับการสืบทอดบัลลังก์อังกฤษ ในฐานะพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ในปี ค.ศ. 1603 เอลิซาเบธพร้อมกับพระมารดาและพระอนุชาก็ได้เดินทางไปยังอังกฤษ และได้รับการเลี้ยงดูในฐานะเจ้าหญิงแห่งอังกฤษ โดยได้รับการศึกษาที่ดีเยี่ยม เธอสามารถพูดได้หลายภาษา มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในศาสนาโปรเตสแตนต์ (Protestantism) มีพรสวรรค์ในการเขียนจดหมาย และมีความสนใจอย่างยิ่งในวรรณกรรม

เนื่องด้วยสถานะที่เป็นถึงพระธิดาของกษัตริย์อังกฤษและสกอตแลนด์ ทำให้เอลิซาเบธเป็นเจ้าหญิงที่มีความสำคัญทางการเมืองสูง การอภิเษกสมรสของเธอ ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพันธมิตรกับมหาอำนาจโปรเตสแตนต์ในยุโรป ท่ามกลางบรรดาคู่หมายมากมายจากราชวงศ์ต่างๆ ทั่วทวีป ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1613 เอลิซาเบธในวัย 16 ปีได้อภิเษกสมรสกับฟรีดริชที่ 5 เจ้าชายพาเลไทน์ (Frederick V, Elector Palatine) ผู้นำนิกายโปรเตสแตนต์ที่สำคัญคนหนึ่งในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นดินแดนขนาดใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนีในปัจจุบัน พิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และหรูหรา ณ โบสถ์ไวต์ฮอลล์ (Whitehall Chapel) ในลอนดอน พร้อมด้วยการเฉลิมฉลองอันเอิกเกริก รวมถึงการแสดงดอกไม้ไฟและการจำลองการรบทางทะเลในแม่น้ำเทมส์ (River Thames)

ราชินีแห่งโบฮีเมีย: "ราชินีแห่งฤดูหนาว"

[แก้]

ในปี ค.ศ.1618 ความขัดแย้งทางศาสนาและอำนาจในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ปะทุขึ้น เมื่อสภาฐานันดรแห่งโบฮีเมีย (Estates of Bohemia) ซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ ได้ก่อการปฏิวัติและถอดถอนจักรพรรดิเฟอร์ดินันด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค (Ferdinand II of Habsburg) ออกจากบัลลังก์โบฮีเมีย พวกเขาเสนอราชบัลลังก์ให้แก่ฟรีดริชที่ 5 ผู้เป็นสวามีของเอลิซาเบธ ในฐานะผู้นำโปรเตสแตนต์ที่โดดเด่น แม้ว่าฟรีดริชจะลังเลในตอนแรก แต่เอลิซาเบธและที่ปรึกษาหลายคนก็โน้มน้าวให้เขายอมรับตำแหน่งนี้

ฟรีดริชตอบรับคำเชิญและขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟรีดริชที่ 1 แห่งโบฮีเมีย (Frederick I of Bohemia) และเอลิซาเบธจึงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งโบฮีเมีย (Queen of Bohemia) ทั้งสองพระองค์ได้รับการสวมมงกุฎในกรุงปราก (Prague) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1619 การกระทำนี้เป็นการจุดชนวนสำคัญของสงครามสามสิบปี (Thirty Years' War) ซึ่งเป็นสงครามศาสนาและอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป ทำให้ทั้งทวีปต้องจมดิ่งลงสู่ความขัดแย้งยาวนาน

อย่างไรก็ตาม การครองราชย์ของทั้งสองพระองค์ในโบฮีเมียนั้นสั้นนักและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1620 เพียงหนึ่งปีกับอีกสี่วันหลังการขึ้นครองราชย์ กองทัพของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และสันนิบาตคาทอลิก (Catholic League) ได้เอาชนะกองทัพโบฮีเมียในยุทธการไวต์เมาน์เทน (Battle of White Mountain) อย่างเด็ดขาด การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ฟรีดริชและเอลิซาเบธต้องหลบหนีออกจากกรุงปรากอย่างเร่งด่วน ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ พวกเขาสูญเสียทั้งโบฮีเมียและดินแดนพาลาทิเนต (Palatinate) ดั้งเดิมไป การครองราชย์อันแสนสั้นนี้เองที่ทำให้เอลิซาเบธได้รับสมญานามว่า "ราชินีแห่งฤดูหนาว" (The Winter Queen) ซึ่งบางครั้งก็ถูกใช้ในเชิงดูหมิ่นเพื่อบ่งบอกถึงการสิ้นสุดการปกครองอันรวดเร็วของเธอ

ฟรีดริชที่ 5 เจ้าชายพาเลไทน์, พระสวามีของเอลิซาเบธ

ชีวิตลี้ภัยและทายาท

[แก้]

หลังจากการถูกขับไล่ออกจากโบฮีเมีย เอลิซาเบธและฟรีดริชพร้อมด้วยโอรสธิดา ต้องใช้ชีวิตลี้ภัยในหลายเมืองของยุโรป โดยส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่กรุงเฮก (The Hague) ในสาธารณรัฐดัตช์ (Dutch Republic) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของฝ่ายโปรเตสแตนต์ที่ให้การสนับสนุนพวกเขา ชีวิตในช่วงนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากทางการเงินและการเมือง พวกเขาสูญเสียทั้งโบฮีเมียและดินแดนพาลาทิเนต ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค (House of Habsburg) และสเปน (Spain) เอลิซาเบธยังคงยืนกรานที่จะใช้ตำแหน่ง "ราชินีแห่งโบฮีเมีย" ตลอดชีวิตที่เหลือ แม้จะอยู่ในช่วงลี้ภัย เธอก็ยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่คอยติดต่อสื่อสารกับเหล่าผู้นำและนักการทูตเพื่อรณรงค์ให้ทวงคืนดินแดนของสามีและบุตร

แม้จะอยู่ในช่วงลี้ภัย เอลิซาเบธและฟรีดริชก็มีโอรสธิดารวมกันถึง 13 คน (บางข้อมูลระบุ 14 คน) หลายคนเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

  • เฮนรี่ เฟรเดอริค, เจ้าชายรัชทายาทแห่งพาลาทิเนต (Henry Frederick, Electoral Prince of the Palatinate) (ค.ศ. 1614 - ค.ศ. 1629) สิ้นพระชนม์จากการจมน้ำในอุบัติเหตุทางเรือที่แม่น้ำฮาร์เลม (Haarlemmer Meer) ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อพระชนมายุ 14 ปี
  • คาร์ลที่ 1 ลูทวิช ผู้คัดเลือกแห่งฟัลทซ์ (Charles Louis, Elector Palatine) (ค.ศ. 1617 - ค.ศ. 1680 ) พระโอรสที่กอบกู้ดินแดนพาลาทิเนต คืนได้หลังสงครามสามสิบปี และได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้คัดเลือกฟัลทซ์ อีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1648 และเป็นบิดาของเอลิซาเบธ ชาร์ล็อต (Elizabeth Charlotte) ซึ่งต่อมาเป็นดัชเชสแห่งออร์เลอองส์
  • เอลิซาเบธ แห่งโบฮีเมีย (Elisabeth of Bohemia) (ค.ศ. 1618 - ค.ศ. 1680) เป็นที่รู้จักในฐานะ "เจ้าหญิงนักปรัชญา" มีความเฉลียวฉลาดและมีการโต้ตอบจดหมายอย่างลึกซึ้งกับนักปรัชญาชื่อดัง เรอเน เดการ์ต (René Descartes) เกี่ยวกับปรัชญาจิตและกาย และเป็นเจ้าอธิการิณีอารามเฮอร์ฟอร์ด
  • เจ้าชายรูเพิร์ตแห่งไรน์ (Prince Rupert of the Rhine) (ค.ศ. 1619 - ค.ศ. 1682) เป็นนักรบผู้กล้าหาญและนักประดิษฐ์ผู้ชาญฉลาด มีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้บัญชาการทัพฝ่ายรอยัลลิสต์ (Royalist) ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ และเป็นผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ
  • มอริซ แห่งพาลาทิเนต (Maurice of the Palatinate) (ค.ศ. 1621 - ค.ศ. 1652) เป็นนายพล (General) และพลเรือเอก (Admiral) ของฝ่ายรอยัลลิสต์ ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ และสิ้นพระชนม์ในพายุที่ทะเลแคริบเบียน
  • หลุยส์ คริสเตียน (Louis Christopher) (ค.ศ. 1623) สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์
  • เอ็ดเวิร์ด, เจ้าชายพาลาไทน์ (Edward, Prince Palatine) (ค.ศ.1625 - ค.ศ. 1663) เปลี่ยนไปนับถือนิกายโรมันคาทอลิกเพื่ออภิเษกสมรสกับแอนน์ กอนซากา (Anne Gonzaga) ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับพระมารดา
  • เฮนเรียตตา มาเรีย (Henrietta Maria) (ค.ศ. 1626 - ค.ศ. 1651) อภิเษกสมรสกับเจ้าชายซิกิสมุนด์ ราโกซี แห่งทรานซิลเวเนีย (Sigismund Báthory Rákóczi of Transylvania) สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร
  • ฟิลิป (Philip) (ค.ศ. 1627- ค.ศ. 1650) เป็นทหาร รับราชการในกองทัพดัตช์ สิ้นพระชนม์จากการบาดเจ็บในการรบ
  • กุสตาฟุส อดอลฟัส (Gustavus Adolphus) (ค.ศ.1630 - ค.ศ. 1641) สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์
  • โซเฟีย แห่งฮันโนเฟอร์ (Sophia of Hanover) (ค.ศ.1630 - ค.ศ. 1714) อภิเษกสมรสกับ เออร์เนสต์ ออกัสตัส, อีเล็กเตอร์แห่งฮันโนเฟอร์ (Ernest Augustus, Elector of Hanover) เธอได้รับการกำหนดให้เป็นทายาทบัลลังก์อังกฤษตามพระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 (Act of Settlement 1701) และเป็นพระมารดาของพระเจ้าจอร์จที่ 1 (George I) ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮันโนเฟอร์ของบริเตนใหญ่ ทำให้สายเลือดของเอลิซาเบธ สจวต ได้กลับคืนสู่ราชบัลลังก์อังกฤษ
  • ลุยเซ มาเรีย (Louise Marie) (ค.ศ. 1632) สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์
  • กุสตาฟุส (Gustavus) (ค.ศ. 1632) สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยเยาว์
โซเฟีย แห่งฮันโนเฟอร์ พระธิดาของเอลิซาเบธ และบรรพบุรุษของราชวงศ์อังกฤษปัจจุบัน

หลังการสิ้นพระชนม์ของฟรีดริชที่ 5 ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1632 ด้วยวัยเพียง 36 ปี เอลิซาเบธยังคงเป็นม่ายและทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระโอรส และพยายามเรียกร้องสิทธิ์ในดินแดนพาลาทิเนตคืนให้แก่โอรสธิดาของเธออย่างไม่ลดละ เธอจัดตั้งราชสำนักลี้ภัยในกรุงเฮก ซึ่งกลายเป็นศูนย์รวมของผู้สนับสนุนราชวงศ์สจวต ในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษด้วยเช่นกัน ในช่วงบั้นปลายชีวิต เธอได้กลับมายังอังกฤษ แผ่นดินเกิด ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1661 หลังการฟื้นฟูราชวงศ์สจวตโดยพระโอรสของพระอนุชา คือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 (Charles II)

การสิ้นพระชนม์และมรดก

[แก้]

เอลิซาเบธ สจวต สิ้นพระชนม์ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1662 ที่บ้านพักในลอนดอน ด้วยพระชนมายุ 65 ปี หลังจากกลับมายังอังกฤษได้ไม่นาน พระองค์ถูกฝังพระศพเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1662 ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) เคียงข้างพระเชษฐาคือ เฮนรี่ เจ้าชายแห่งเวลส์ (Henry Frederick, Prince of Wales) ซึ่งเป็นความปรารถนาสุดท้ายของเธอ

เอลิซาเบธ สจวต ไม่เพียงแต่เป็นราชินีผู้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นและโศกนาฏกรรมเท่านั้น แต่เธอยังเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของราชวงศ์อังกฤษในปัจจุบันผ่านทางพระธิดาของเธอ โซเฟียแห่งฮันโนเฟอร์ ซึ่งภายหลังถูกกำหนดให้เป็นทายาทบัลลังก์อังกฤษเพื่อรักษาราชบัลลังก์โปรเตสแตนต์ตามพระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 ชีวิตของเอลิซาเบธเป็นภาพสะท้อนของการเมืองยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและการช่วงชิงอำนาจ เธอเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและโศกนาฏกรรมของฝ่ายโปรเตสแตนต์ในช่วงเริ่มต้นของสงครามสามสิบปี และยังคงได้รับการจดจำในฐานะ "ราชินีแห่งฤดูหนาว" ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเป็นผู้เชื่อมโยงสำคัญที่นำพาสายเลือดแห่งราชวงศ์มาสู่ราชบัลลังก์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์, สถานที่ฝังพระศพของเอลิซาเบธ สจวต





อ้างอิง

[แก้]
    • Gorst-Williams, Jessica (1977), Elizabeth, the Winter Queen, London: Abelard, ISBN 020072472X
    • Hart, Vaughan (1994), Art and Magic in the Court of the Stuarts, London: Routledge.
    • Ross, Josephine (1979), The Winter Queen: The Story of Elizabeth Stuart, New York: St. Martin's Press, ISBN 0312882327 (alternative ISBN 0-297-77603-7)
    • Kassel, Richard (2006), The Organ: An Encyclopedia, London: Routledge.
    • Oman, Carola (2000), The Winter Queen: Elisabeth of Bohemia, London: Phoenix Press, ISBN 1842120573
    • Spencer, Charles (2008) Prince Rupert: the Last Cavalier, London: Phoenix.
    • Stevenson, Jane (2002), The Winter Queen: A Novel, Boston: Houghton Mifflin, ISBN 0618149120 (alternative ISBN 0-618-38267-4)
    • Yates, Frances (1972), The Rosicrucian Enlightenment, London: Routledge and Kegan Paul, ISBN 0710073801, devotes its early chapters to describing her 1613 wedding and the reputation she and her husband had in Europe at the time.

    ดูเพิ่ม

    [แก้]