เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย
Artemisia californica 2c.JPG
เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย (Artemisia californica) ใบแก่มีสีเทาเงิน
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
ไม่ได้จัดลำดับ: Angiosperms
ไม่ได้จัดลำดับ: Eudicots
ไม่ได้จัดลำดับ: Asterids
อันดับ: Asterales
วงศ์: Asteraceae
สกุล: Artemisia
สปีชีส์: A.  californica
ชื่อทวินาม
Artemisia californica
Less.
ชื่อพ้อง[1]
  • Artemisia abrotanoides Nutt.
  • Artemisia fischeriana Besser
  • Artemisia foliosa Nutt.
  • Crossostephium californicum (Less.) Rydb.
Artemisia californica ในอุทยานแห่งชาติกาวิโอทา รัฐแคลิฟอร์เนีย
ใบ

เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย (อังกฤษ: California sagebrush; ชื่อวิทยาศาสตร์: Artemisia californica) เป็นไม้พุ่มในสกุลโกฐจุฬาลัมพา วงศ์ทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของอเมริกาเหนือ เป็นพืชเฉพาะถิ่นในเขตนิเวศทุ่งหญ้าชายฝั่งของแคลิฟอร์เนีย สามารถใช้ปรุงอาหารแทนใบเซจได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย (Artemisia californica) มีกิ่งที่แตกแขนงออกจากลำต้นส่วนฐาน และเติบโตจนเป็นพุ่มกลม สูง 1.5 ถึง 2.5 เมตร (5–8 ฟุต) ลำต้นเรียว ยืดหยุ่น และเกลี้ยงเกลา (ไม่มีขน) หรืออาจมีขนบางสีเทา[2]

ใบมีความยาวตั้งแต่ 1 ถึง 10 เซนติเมตร และใบประกอบแบบขนนก ใบประกอบ 2−4 ชั้น ยาวไม่เกิน 5 เซนติเมตร แคบเรียวคล้ายเส้น มีขนดกและมีสีเขียวอ่อนถึงเทา ขอบใบขดที่ฐานใบ[2]

ดอก มีช่อดอกรวม มีลักษณะเป็นใบประกอบ แคบ และกระจัดกระจาย ฐานดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ดอกเพศเมียมีตั้งแต่ 6 ถึง 10 ดอก และดอกเพศผู้มีตั้งแต่ 15 ถึง 30 ดอก โดยทั่วไปจะมีสีเหลือง แต่บางครั้งก็เป็นสีแดง[2]

ผล เหนียว ผลแห้งเมล็ดล่อน ยาวไม่เกิน 1.5 มิลลิเมตร มีกระจุกขนที่อยู่บริเวณส่วนปลายของผล (pappus)[2]

พืชนี้มีเทอร์พีนซึ่งทำให้มีกลิ่นหอมฉุนมาก หลายคนมองว่าเป็นพืชที่มีกลิ่นหอม[2]

การแพร่กระจายและถิ่นที่อยู่[แก้]

มีถิ่นกำเนิดในแคลิฟอร์เนียตะวันตกและทางตะวันตกเฉียงเหนือของบาฮากาลิฟอร์เนีย เป็นพืชเฉพาะถิ่นในเขตนิเวศทุ่งหญ้าชายฝั่งและป่าของแคลิฟอร์เนีย พบในบริเวณชายฝั่ง ชายหาด ทุ่งหญ้าชายฝั่ง (chaparral) และในนิเวศพืชเชิงเขาที่แห้งแล้ง ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 800 เมตร (2600 ฟุต)[2]

ทุ่งหญ้าชายฝั่งโดยเฉพาะตลอดแนวชายฝั่งแคลิฟอร์เนียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพืชชนิดนี้ และรวมทั้ง Heteromeles arbutifolia และเซจชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นพืชองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างนิเวศทุ่งหญ้าชายฝั่งกับนิเวศไม้พุ่มชายฝั่ง[3]

เซจบรัชแคลิฟอร์เนียมักได้รับการระบุว่าเป็น พืชอัลลีโลพาธีซึ่งหลั่งเคมีลงสู่พื้นดินซึ่งยับยั้งไม่ให้พืชชนิดอื่นเติบโตรอบ ๆ [4]

การใช้ประโยชน์[แก้]

การใช้เป็นอาหาร[แก้]

ใช้ในอาหารแทนใบเซจได้แม้เป็นพืชคนละชนิดกัน โดยปกติแยกเซจบรัชแคลิฟอร์เนียออกจากเซจแท้

การใช้เป็นยาสมุนไพร[แก้]

ในอดีต ชาว Cahuilla ใช้ใบแห้งหรือสดเคี้ยวเป็นยารักษาอาการไอและหวัด[5][6] ชาว Cahuilla และ Tongva ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและเพื่อบรรเทาความปวดกล้ามเนื้อจากการใช้แรงงาน พืชนั้กระตุ้นเยื่อบุมดลูกซึ่งทำให้การคลอดบุตรเร็วขึ้น ทำเป็นยาต้ม กินเป็นประจำก่อนช่วงมีประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการตะคริวที่เกิดจากรอบเดือนและช่วยวัยหมดประจำเดือนได้[7][6] ชาว Ohlone ใช้เป็นยาแก้ปวดโดยการใช้ใบทาบาดแผลหรือฟัน นอกจากนี้ยังทำเป็นชาใช้อาบเพื่อรักษาโรคหวัด ไอ และโรคไขข้อ และใช้เป็นยาพอกสำหรับโรคหอบหืดเช่นกัน[6]

เซจบรัชแคลิฟอร์เนีย (A. californica) ใช้ทำยาทานวดซึ่งเป็นยาลดอาการปวดที่มีประสิทธิภาพ[8] สาร monoterpenoids ในพืชมีปฏิสัมพันธ์กับช่องไอออนบวกของตัวรับชั่วคราวเพื่อบรรเทาอาการปวด พืชยังมีสาร sesquiterpenes ที่อาจเกี่ยวข้องกับการบรรเทาอาการปวด ยาทานวดนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าฝิ่นและปลอดภัยกว่ามาก ใช้ยาทานวดเล็กน้อยเมื่อจำเป็น ความเจ็บปวดจะบรรเทาลงภายใน 20 นาที แม้กระทั่งความเจ็บปวดจากกระดูกหัก ข้ออักเสบ เคล็ดขัดยอก และความเครียด[9]

การเพาะปลูก[แก้]

เซจบรัชแคลิฟอร์เนียปลูกเป็นไม้ประดับในสวนพืชพื้นเมืองและสวนป่า ใช้ในการออกแบบสวนที่มีภูมิทัศน์ตามธรรมชาติ และใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกรบกวนและพื้นที่ไม้พุ่มชายฝั่งที่เสื่อมโทรม[4] ในทางการค้าพืชสวน มีหลายสายพันธุ์ที่เตี้ยเหมาะสำหรับเป็นพืชคลุมดินที่ทนแล้ง[10]

เนื่องจากเติบโตในช่วงแดดจัดและชอบเติบโตบนทางลาดที่หันไปทางทิศตะวันตกหรือทางทิศเหนือ ต้องการน้ำน้อยและไม่ชอบน้ำในฤดูร้อน ชนิดของดินจะไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชมากนัก พืชชนิดนี้อาศัยไฟป่าในการงอกของเมล็ดและพืชที่ถูกเผาสามารถงอกยอดและเติบโตต่อไปได้

มักไม่ถูกสัตว์กินพืชรบกวน อาจเนื่องมาจากมีสารเทอร์พีนที่มีกลิ่นหอมขม เซจบรัชแคลิฟอร์เนียเป็นที่อาศัยที่ดีสำหรับนกขนาดเล็กและสัตว์อื่น ๆ ที่มีขนาดพอดีกับระยะระหว่างลำต้นได้ เป็นพืชที่อยู่อาศัยที่สำคัญของตัวริ้นแคลิฟอร์เนียที่ใกล้สูญพันธุ์[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. The Plant List Artemisia californica Less.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 "Artemisia californica in Flora of North America @ efloras.org". www.efloras.org. สืบค้นเมื่อ 2020-10-04.
  3. "C. Michael Hogan, (2008) Toyon (Heteromeles arbutifolia), GlobalTwitcher, ed. N. Stromberg". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2009-07-19. สืบค้นเมื่อ 2008-11-27.
  4. 4.0 4.1 4.2 "Artemisia californica". www.fs.fed.us. สืบค้นเมื่อ 2020-10-04.
  5. "BRIT - Native American Ethnobotany Database". naeb.brit.org. สืบค้นเมื่อ 2020-10-04.
  6. 6.0 6.1 6.2 "Artemisia californica" (PDF). fs.fed.us.
  7. "International Programs | US Forest Service". www.fs.usda.gov. สืบค้นเมื่อ 2020-10-04.
  8. Adams, James (2012). "The Use of California Sagebrush (Artemisia californica) Liniment to Control Pain". Pharmaceuticals (Basel). 5 (10): 1045–53. doi:10.3390/ph5101045. PMC 3816656. PMID 24281255.
  9. Adams, James David Jr. "What can traditional healing do for modern medicine." Tang [Humanitas Medicine] 4.2 (2014): 3. pag.
  10. "Artemisia californica, California Sagebrush". www.laspilitas.com. สืบค้นเมื่อ 2020-10-04.