ข้ามไปเนื้อหา

เชสเตอร์ ดับเบิลยู. นิมิตซ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เชสเตอร์ วิลเลียม นิมิตซ์
ภาพถ่ายของนายพลเรือนิมิตซ์
เกิด(1885-02-24)24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1885
เฟรเดอริกส์เบิร์ก รัฐเทกซัส สหรัฐ
เสียชีวิต20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1966(1966-02-20) (80 ปี)
Yerba Buena Island รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
สุสาน
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
รับใช้ สหรัฐ
แผนก/สังกัด กองทัพเรือสหรัฐ
ประจำการค.ศ.1905–1966[1]
ชั้นยศจอมพลเรือ (Fleet Admiral)
บังคับบัญชาผู้บัญชาการยุทธนาวีสหรัฐ
ยุทธบริเวณแปซิฟิก
ทัพเรือภาคแปซิฟิก

จอมพลเรือ เชสเตอร์ วิลเลียม นิมิตซ์ (อังกฤษ: Chester William Nimitz) เป็นนายทหารเรือชาวอเมริกัน มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในตำแหน่งผู้บัญชาการทัพเรือภาคแปซิฟิก และผู้บัญชาการยุทธบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก[2]

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]
นิมิตซ์ขณะเป็นนักเรียนนายเรือ

เชสเตอร์ วิลเลียม นิมิตซ์ เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1885 ที่เฟรเดอริกส์เบิร์ก รัฐเทกซัส สหรัฐ ในครอบครัวเชื้อสายเยอรมัน บิดาของเขาเสียชีวิตก่อนที่เขาจะเกิด ทำให้เขาเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของมารดาและปู่ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกฝ่ายสมาพันธรัฐในสงครามกลางเมืองสหรัฐ บรรยากาศครอบครัวที่เข้มงวดและยึดถือระเบียบวินัยเป็นพื้นฐานปลูกฝังความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในตัวเขา

เดิมทีนิมิตซ์ตั้งใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ แต่เมื่อไม่มีที่เหลือ เขาจึงสมัครเข้าโรงเรียนนายเรือสหรัฐ และสำเร็จการศึกษาในปี 1905 การบรรจุเข้าประจำการครั้งแรกทำให้เขาได้ประสบการณ์กับเรือผิวน้ำหลายประเภท ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเข้าสู่สายงานเรือดำน้ำซึ่งในขณะนั้นยังถือเป็นสาขาใหม่และท้าทายอย่างยิ่ง ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้นิมิตซ์มีความเชี่ยวชาญการเดินเรือดีเซล และในภายหลัง เขาเป็นแกนนำผลักดันให้กองทัพเรือสหรัฐเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์เบนซินไปสู่ดีเซล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคและความปลอดภัย[3]

สงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้]

หลังญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในเดือนธันวาคม 1941 ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรเซอเวลต์ มีคำสั่งให้พลเรือตรีนิมิตซ์รับตำแหน่งผู้บัญชาการทัพเรือแปซิฟิก โดยเขาถูกสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม และเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการบนดาดฟ้าเรือดำน้ำ USS Grayling ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่ 31 ธันวาคม 1941 และได้เลื่อนยศเป็นพลเรือเอกในวันเดียวกัน เหตุเลือกเรือดำน้ำเป็นสถานที่เปลี่ยนผู้บังคับบัญชานับเป็นสัญลักษณ์ว่ากองเรือดำน้ำจะเป็นหัวหอกของการรุกคืนญี่ปุ่น

ในปี 1942 เขตสงครามแปซิฟิกได้รับการจัดใหม่แบ่งเป็นหลายยุทธบริเวณ[4] และมอบอำนาจให้พลเรือเอกนิมิตซ์เป็นผู้บัญชาการใหญ่ยุทธบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีอำนาจบังคับบัญชากำลังรบทางบก ทางเรือ และทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าว เขารับอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 พฤษภาคม 1942[5] ทําให้การบัญชาการของเขาครอบคลุมทั้งการป้องกันเชิงยุทธศาสตร์และการรุกเชิงปฏิบัติการในตอนกลางของแปซิฟิก

พลเรือเอกนิมิตซ์ใช้สไตล์การบัญชาการที่สุขุม มอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถเอาไว้ ขณะตนเองรักษาภาพรวมยุทธศาสตร์และการส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ไว้ในมือ ผลลัพธ์ปรากฏชัดในยุทธนาวีมิดเวย์ (มิถุนายน 1942) ซึ่งพลิกดุลอำนาจทางทะเล ภายใต้อำนาจของนิมิตซ์ กองทัพเรือสหรัฐอาศัยการสนับสนุนทางอุตสาหกรรมและเทคนิค (เช่น การเติมเชื้อเพลิงกลางทะเล) เพื่อคงอำนาจกำลังรบห่างฐานทัพได้อย่างยาวนาน ซึ่งเป็นหัวใจเชิงระบบของชัยชนะในทะเลเปิด เขาได้รับยศจอมพลเรือในวันที่ 19 ธันวาคม 1944

จอมพลเรือนิมิตซ์ในฐานะผู้แทนสหรัฐ ลงนามในตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่่น

ในพิธียอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 จอมพลเรือนิมิตซ์เป็นผู้ลงนามแทนสหรัฐอเมริกาบนดาดฟ้าเรือประจัญบาน ยูเอสเอส มิสซูรี ณ อ่าวโตเกียว

หลังสงคราม

[แก้]

จอมพลเรือเชสเตอร์ นิมิตซ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการยุทธนาวีสหรัฐระหว่างปี 1945–1947 ดูแลการเลิกระดมสรรพกำลังและการจัดทัพเรือให้สอดรับยุคสงครามเย็นตอนต้น ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น อากาศยานไอพ่น และพลังงานนิวเคลียร์ในกองเรือดําน้ำ

จอมพลเรือนิมิตซ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1966 ชื่อของเขาได้รับเกียรติให้ตั้งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ (CVN-68) ในเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนมรดกความคิดด้านเทคโนโลยีและองค์การของเขาในกองทัพเรือสมัยใหม่

ยศทหาร

[แก้]
  • มกราคม 1907: เรือตรี (Ensign)
  • ข้ามยศเรือโท
  • มกราคม 1910: เรือเอก (Lieutenant)
  • สิงหาคม 1916: นาวาตรี (Lieutenant commander)
  • กุมภาพันธ์ 1918: นาวาโท (Commander)
  • มิถุนายน 1927: นาวาเอก (Captain)
  • ข้ามยศพลเรือจัตวา
  • มิถุนายน 1938: พลเรือตรี (Rear admiral)
  • ข้ามยศพลเรือโท
  • ธันวาคม 1941: พลเรือเอก (Admiral)
  • ธันวาคม 1944: จอมพลเรือ (Fleet admiral)

อ้างอิง

[แก้]
  1. U.S. officers holding five-star rank never retire; they draw full active duty pay for life.Spencer C. Tucker (2011). The Encyclopedia of the Vietnam War: A Political, Social, and Military History. ABC-CLIO. น. 1685. ISBN 978-1-85109-961-0.
  2. Potter, E. B. (1976). Nimitz. Annapolis, MD: Naval Institute Press. น. 58–61. ISBN 0-87021-492-6.
  3. Naval History and Heritage Command. “Nimitz, Chester William.” และ “Fleet Admiral Chester W. Nimitz (Chief of Naval Operations).”
  4. U.S. Army Center of Military History. Central Pacific: The U.S. Army Campaigns of World War II
  5. HyperWar/ibiblio. “CinCPac–CinCPOA Administrative History