เชฟโรเลต แคปติวา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เชฟโรเลต แคปติวา
เชฟโรเลต แคปติวา
ผู้ผลิต: เชฟโรเลต
ปี: พ.ศ. 2546 - ปัจจุบัน
ประเภท: รถยนต์สมรรถนะสูงขนาดกลาง (SUV)
ลักษณะ:
เครื่องยนต์: 2.0 L VCDi I4 (t/c ดีเซล)
2.2 L VCDi I4 (t/c ดีเซล)
2.4 L Family II I4 (เบนซิน)
3.0 L SIDI V6 (เบนซิน)
3.2 L Alloytec V6 (เบนซิน)
รุ่นก่อนหน้า:
รุ่นต่อไป: ยังไม่มี
รุ่นที่ใกล้เคียง: ฮอนด้า ซีอาร์วี
มาสด้า CX-5

เชฟโรเลต แคปติวา อังกฤษ: Chevrolet Captiva มีชื่อเดิมว่า ซี100 (C100) รถยนต์เอนกประสงค์ขนาดกลางหรือเป็นรถเอสยูวี (SUV) ขนาดกลางแบบ 7 ที่นั่งของเชฟโรเลตที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์ออกแบบของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ หรือชื่อย่อว่า จีเอ็ม (GM) ในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งเป็นการพัฒนาบนตัวถังรุ่นเธต้า (Theta platform) ที่เคยใช้ในการผลิตรถยนต์ในเครือของจีเอ็มมาแล้วหลายรุ่น โดยทางจีเอ็มใช้ชื่อ แคปติวา จำหน่ายในตลาดยุโรป, ตะวันออกกลาง, อาเซียน และอเมริกาใต้ แต่ในประเทศออสเตรเลียจะจำหน่ายในนาม Holden Captiva ส่วนในประเทศเกาหลีใต้ใช้ชื่อ Daewoo Windstorm ในส่วนของการเปิดตัวรถยนต์เชฟโรเลต แคปติวานั้น ทางจีเอ็มได้ทำการเปิดตัวแคปติวาครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ต่อด้วยประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) และตามด้วยการเปิดตัวในประเทศไทย (Thailand) และอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวต้นปี 2550

สำหรับการผลิตรถยนต์เชฟโรเลต แคปติวาเพื่อส่งออกตลาดทั่วโลกนั้น ทางจีเอ็มได้ใช้ฐานการผลิตหลักของแคปติวาที่ศูนย์การผลิตรถยนต์จีเอ็มแดวูในประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับศูนย์การผลิตรถยนต์จีเอ็ม จังหวัดระยอง ซึ่งในประเทศไทยเชฟโรเลต แคปติวามีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น แบ่งออกเป็น รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เช่นกัน

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน)[แก้]

เชฟโรเลต แคปติวา ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550 เชฟโรเลต แคปติวา เป็นรถเอสยูวี อเนกประสงค์ ภายในมีทั้งหมด 7 ที่นั่ง เบาะแถว 2 และ 3 สามารถพับเก็บได้ ในเมืองไทยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ในรุ่นเครื่อง 2.0 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์แบบดีเซล มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจะอยู่ที่ 1,279,000 และ 1,560,000 บาท ตามลำดับ

ส่วนในรุ่น 2.4 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ เช่นกัน ราคาจะอยู่ที่ 1,189,000 และ 1,460,000 บาท ตามลำดับ โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ของแคปติวาเป็นแบบ AWD (All Wheel Drive) เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แบบ Tiptronic ที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างเร้าใจยิ่งขึ้น อีกทั้งมาพร้อมกับความจุที่มาก เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 ลงจะมีปริมาตรในการขนสัมภาระอยู่ที่ 465 ลิตร แต่ถ้าพับเบาะแถวที่ 2 ลงอีก ความจุก็จะเพิ่มเป็น 930 ลิตร

ภายในใช้วัสดุหรูหรา เครื่องเสียงแบบบิวด์อินที่รองรับการใช้งานวิทยุ, ซีดี และ MP3 ที่สามารถใส่ได้มากที่สุด 6 แผ่น มีพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมทั้งจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ DIC (Driver Information Center) ที่แสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง, ระยะทาง และปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ ในแคปติวายังมีแอร์สำหรับผู้โดยสารในแถวที่ 3 อีกด้วย โดยทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น

ส่วนทางด้านความปลอดภัยนั้น แคปติวามีค่ามาตรฐานด้านความปลอดภัย 4 ดาว จากการทดสอบการชนของ Euro NCAP ซึ่งเป็นมาตรฐานความแข็งแรงของรถยนต์ที่หลายประเทศในยุโรปใช้กัน

ปรับโฉมปี 2554[แก้]

เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉมปี 2554

เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉม ได้ถูกเผยโฉมเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 โดนมาการออกแบบกระจังหน้าใหม่ ไฟเลี้ยวตรงกระจกข้างแบบ LED ล้อออกแบบใหม่ ช่องรับอากาศและไฟตัดหมอกทรงใหม่ ฝังตัวอยู่บริเวณด้านข้างของกันชนหน้า แผ่นกันกระแทกสีบรอนซ์ใต้กันชนหน้าซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในแคปติวา ส่วนอ็อปชั่นใหม่ คือ ระบบควบคุมป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist) ช่วยป้องกันรถไหลลงทางลาดชันในขณะออกตัว

รุ่นปรับโฉมปี 2559[แก้]

เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉม ด้านหน้า
เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉม ด้านหลัง

เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉมปี 2559 ได้เปิดตัวครั้งแรกที่ Dubai International Motor Show 2015 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558[1] สำหรับประเทศไทย GM Thailand ได้เปิดตัวเชฟโรเลต แคปติวา รุ่นปรับโฉมด้วย ที่งานอินเตอร์เนชัลนอล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 32 ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558[2] ต่อมาอีกไม่กี่วัน โฮลเด้น แคปติวาก็ได้เปิดตัวในประเทศออสเตรเลีย[3] โดยมีการปรับเปลี่ยนกระจังหน้าแบบดูอัลพอร์ทใหม่ที่ปรับให้ช่องด้านบนมีขนาดเล็กลงและติดตราโบว์ไทคั่นตรงกลาง ส่วนช่องดักอากาศด้านล่างเปลี่ยนมาเป็นแบบหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นรวมถึงรายละเอียดของกันชนหน้าและกรอบไฟตัดหมอกออกแบบใหม่ให้ดูมีมิติมากขึ้น ไฟหน้าทรงใหม่ใกล้เคียงของเดิมและติดตั้งไฟสำหรับวิ่งในเวลากลางวัน (DRL) มาให้ โดยในรุ่น LTZ จะได้ล้อขนาด 19 นิ้วลาย 5 ก้านเดิมแต่เปลี่ยนมาใช้สีเทา-เงินแบบทูโทน ส่วนไฟท้ายเปลี่ยนเป็นแบบ LED

ส่วนภายในห้องโดยสารภายในเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยทรงสปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมกับเปลี่ยนคอนโซลกลางใหม่ย้ายปุ่มควบคุมอุปกรณ์ให้อยู่สูงใกล้มือผู้ขับขี่มากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มเครื่องเสียงที่มีระบบ MyLink ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชันทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านสาย USB

โดยในรุ่น LTZ ยังเพิ่มความปลอดภัยอย่างระบบแจ้งเตือนสิ่งกีดขวางด้านหน้า, ระบบตรวจจับยานพาหนะในมุมอับสายตาของกระจกมองข้าง (Side Blind Zone Alert ) และระบบ Rear Cross-Traffic ซึ่งสามารถตรวจจับยานพาหนะที่วิ่งผ่านด้านหลังขณะถอยออกจากมุมอับได้

อ้างอิง[แก้]