ตระกูลอาชิกางะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก อะชิกะงะ)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ตระกูลอาชิกางะ
Ashikaga mon.svg
เชื้อสายเซวะ เก็นจิ (ตระกูลมินาโมโตะ)​
ผู้นำคนแรกมินาโมโตะ โนะ โยชิยาสุ
ผู้นำคนสุดท้ายอะชิกะงะ โยะชิอะกิ
ตระกูลย่อยตระกูลโฮโซกาวะ
ตระกูลอิมะงะวะ
ตระกูลฮาทาเคยามะ
ตระกูลคิระ
ตระกูลชิบะ
ตระกูลฮาจิสุคะ
ฯลฯ

ตระกูลอาชิกางะ หรือ อาชิกากะ (ญี่ปุ่น: 足利氏 โรมาจิAshikaga-shi ) เป็นตระกูลของซามูไรญี่ปุ่น ซึ่งดำรงตำแหน่งโชกุนของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะในยุคมูโรมาจิ เป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่นในทางพฤตินัย

ตระกูลอาชิกางะสืบเชื้อสายมาจากตระกูลมินาโมโตะซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระจักรพรรดิเซวะ เรียกว่า ตระกูลเซวะเก็นจิ (ญี่ปุ่น: 清和源氏 โรมาจิSeiwa Genji ) สาขาซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่แคว้นคาวาจิ (จังหวัดโอซากะในปัจจุบัน) เรียกว่า ตระกูลคาวาจิเก็นจิ (ญี่ปุ่น: 河内源氏 โรมาจิKawachi Genji) หนึ่งในสมาชิกของตระกูลคาวาจิเก็นจิ คือ มินาโมโตะ โนะ โยชิอิเอะ (ญี่ปุ่น: 源 義家 โรมาจิMinamoto no Yoshiie) เป็นซามูไรที่มีชื่อเสียงในยุคเฮอัง มินาโมโตะ โนะ โยชิอิเอะ มีบุตรชายชื่อว่า มินาโมโตะ โนะ โยชิจิกะ (ญี่ปุ่น: 源 義親 โรมาจิMinamoto no Yoshichika) เป็นปู่ทวดของโชกุนคนแรก มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ

นอกจากนี้ มินาโมโตะ โนะ โยชิอิเอะ ยังมีบุตรชายอีกคนชื่อว่า มินาโมโตะ โนะ โยชิกูนิ (ญี่ปุ่น: 源 義国 โรมาจิMinamoto no Yoshikuni) ซึ่งมินาโมโตะ โนะ โยชิกูนิ มีบุตรชายคนโตชื่อว่า มินาโมโตะ โนะ โยชิชิเงะ (ญี่ปุ่น: 源 義重 โรมาจิMinamoto no Yoshishige) โยชิชิเงะเดินทางไปตั้งรกรากที่เมืองนิตตะ (ญี่ปุ่น: 新田 โรมาจิNitta) ในแคว้นโคซูเกะ (ญี่ปุ่น: 上野 โรมาจิKōzuke) ปัจจุบันคือเมืองโอตะจังหวัดกุมมะ เป็นบรรพบุรุษของตระกูลนิตตะ ตระกูลยามานะ และตระกูลโทกูงาวะ

มินาโมโตะ โนะ โยชิกูนิ มีบุตรชายคนที่สอง ชื่อว่า มินาโมโตะ โนะ โยชิยาซุ (ญี่ปุ่น: 源 義康 โรมาจิMinamoto no Yoshiyasu) โยชิยาซุเดินทางไปตั้งรกรากที่เมืองอาชิกางะ ในแคว้นชิมตสึเกะ (ญี่ปุ่น: 下野 โรมาจิShimotsuke ปัจจุบันคือจังหวัดโทจิงิ) เป็นบรรพบุรุษของตระกูลอาชิกางะ มินาโมโตะ โนะ โยชิยาซุ มีบุตรชายชื่อว่า อาชิกางะ โยชิกาเนะ (ญี่ปุ่น: 足利義兼 โรมาจิAshikaga Yoshikane) อาชิกางะ โยชิกาเนะ มีบทบาทและมีความดีความชอบต่อโชกุนคนแรก มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ ในสงครามเก็มเป (ญี่ปุ่น: 源平合戦 โรมาจิGenpei kassen) อาชิกางะ โยชิกาเนะ สมรสกับ โฮโจ โทกิโกะ (ญี่ปุ่น: 北条時子 โรมาจิHōjō Tokiko) ซึ่งเป็นบุตรสาวของโฮโจ โทกิมาซะ และเป็นน้องสาวของนางโฮโจ มาซาโกะ เท่ากับว่าอาชิกางะ โยชิกาเนะ เป็นน้องเขยของโชกุนมินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ

แม้ว่าต้นตระกูลอาชิกางะจะมีผลงานโดดเด่นในสงครามเก็มเป แต่ตลอดยุคคามากูระ ตระกูลอาชิกางะมีบทบาททางการเมืองเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามรัฐบาลโชกุนคามากูระและตระกูลโฮโจยังคงให้เกียรติตระกูลอาชิกางะด้วยการส่งสตรีจากตระกูลโฮโจมาสมรสกับตระกูลอาชิกางะอย่างต่อเนื่อง ในยุคคามากูระ ผู้นำตระกูลอาชิกางะทุกคนมีภรรยาเอกมาจากตระกูลโฮโจ

พงศาวลี ตระกูลอาชิกางะ และตระกูลสาขาย่อยต่าง ๆ

นอกจากนี้ตระกูลอาชิกางะยังแตกสาขาย่อยออกไปเป็นตระกูลต่าง ๆ อีกมากมาย ได้แก่

ในยุคมูโรมาจิตระกูลอาชิกางะมีอยู่สองสาขาด้วยกันได้แก่ สาขาตระกูลของโชกุนซึ่งปกครองรัฐบาลโชกุนที่เมืองเกียวโต และสาขาซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น คันโตคุโบ (ญี่ปุ่น: 関東公方 โรมาจิKantō kubō ) ปกครองภาคตะวันออกของญี่ปุ่นอยู่ที่เมืองคามากูระ

เมื่อโชกุนอาชิกางะคนสุดท้าย คือ อาชิกางะ โยชิอากิ (ญี่ปุ่น: 足利 義昭 โรมาจิAshikaga Yoshiaki) ถูกโอดะ โนบูนางะ ปลดจากตำแหน่งโชกุนใน ค.ศ. 1573 สิ้นสุดรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ บุตรชายเพียงคนเดียวของโชกุนโยชิอากิบรรพชาเป็นพระภิกษุไม่มีทายาท ทำให้ตระกูลอาชิกางะสาขาตระกูลโชกุนสิ้นสุดลง

ใน ค.ศ. 1455 ผู้ดำรงตำแหน่งคันโตคุโบคนสุดท้ายคือ อาชิกางะ ชิเงอูจิ (ญี่ปุ่น: 足利 成氏 โรมาจิAshikaga Shigeuji) ถูกตระกูลอูเอซูงิ (ญี่ปุ่น: 上杉 โรมาจิUesugi ) ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมือง ขับออกจากเมืองคามากูระ ชิเงอูจิหลบหนีไปยังเมืองโคงะ (ญี่ปุ่น: 古河 โรมาจิKoga ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอิบารากิ) ได้รับสมญานามว่า โคงะคุโบ (ญี่ปุ่น: 古河公方 โรมาจิKoga kubō) บุตรหลายของชิเงอูจิสืบทอดสมญานามโคงะคุโบต่อมา จนกระทั่งเมื่อโคงะคุโบคนสุดท้ายคือ อาชิกางะ โยชิอูจิ (ญี่ปุ่น: 足利 義氏 โรมาจิAshikaga Yoshiuji) เสียชีวิตโดยไม่มีบุตรชายใน ค.ศ. 1583 ทำให้ตระกูลอาชิกางะสาขาของภูมิภาคคันโตสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามมีบุตรหลานของอาชิกางะ ชิเงอูจิ ตั้งรกรากที่ปราสาทโอยูมิ (ญี่ปุ่น: 小弓 โรมาจิOyumi ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดชิบะ) และเปลี่ยนชื่อตระกูลจากอาชิกางะเป็น คิตสึเรกาวะ (ญี่ปุ่น: 喜連川 โรมาจิKitsurekawa) ตระกูลคิตสึเรกาวะเป็นไดเมียวปกครองแคว้นคิตสึเรกาวะไปจนตลอดยุคเอโดะ

ตระกูลที่เป็นสาขาย่อยอื่น ๆ ของตระกูลอาชิกางะ เช่น ตระกูลโฮโซกาวะ ยังคงสืบเชื้อสายมาจนถึงยุคปัจจุบัน