ข้ามไปเนื้อหา

หลี่ ฉางชุน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หลี่ ฉางชุน
李长春
หลี่ใน ค.ศ. 2009
ประธานคณะกรรมการแนะแนวเพื่อการสร้างอารยธรรมทางจิตวิญญาณส่วนกลาง
ดำรงตำแหน่ง
15 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002  18 มกราคม ค.ศ. 2013
รองหลิว ยฺหวินชาน
เฉิน จื้อลี่
หลิง เหยียนตง
หลิว ฉี
เลขาธิการใหญ่ห จิ่นเทา
ก่อนหน้าติง กวนเกิน
ถัดไปหลิว ยฺหวินชาน
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง
ดำรงตำแหน่ง
มีนาคม ค.ศ. 1998  พฤศจิกายน ค.ศ. 2002
รองหลู รุ่ยหฺวา (ผู้ว่าการ)
ก่อนหน้าเซี่ย เฟย์
ถัดไปจาง เต๋อเจียง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด (1944-02-01) 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 (82 ปี)
อาณานิคมเช่าคันโต จักรวรรดิญี่ปุ่น (ปัจจุบันคือต้าเหลียน ประเทศจีน)
เชื้อชาติจีน
พรรคการเมืองคอมมิวนิสต์จีน (1965–ปัจจุบัน)
ศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน
หลี่ ฉางชุน
จีนตัวย่อ李长春
จีนตัวเต็ม李長春
การถอดเสียง
ภาษาจีนมาตรฐาน
พินอินLǐ Chángchūn

หลี่ ฉางชุน (เกิด 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944) เป็นนักการเมืองชาวจีนเกษียณอายุและอดีตผู้นำอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง คณะผู้นำระดับสูงของพรรค และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่รับผิดชอบด้านการโฆษณาชวนเชื่อระหว่าง ค.ศ. 2002 ถึง 2012[1] เขายังเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการแนะแนวเพื่อการสร้างอารยธรรมทางจิตวิญญาณส่วนกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน หัวหน้าด้านการโฆษณาชวนเชื่อและประชาสัมพันธ์โดยพฤตินัย

หลี่มีเส้นทางการเมืองที่หลากหลายครอบคลุมถึงสามมณฑล โดยเริ่มจากการเป็นผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิง ต่อมาเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเหอหนาน และหลังจากนั้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง ก่อนจะได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นสู่ผู้นำระดับประเทศใน ค.ศ. 2002 และเกษียณอายุใน ค.ศ. 2012

ประวัติ

[แก้]

ชีวิตช่วงต้นและอาชีพ

[แก้]

หลี่ ฉางชุนเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 ที่ต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นในฐานะ "ไดเรน" อาณานิคมเช่าคันโต เขาเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ. 1965 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินใน ค.ศ. 1966[2] ใน ค.ศ. 1983 ขณะอายุ 39 ปี เขากลายเป็นนายกเทศมนตรีและเลขาธิการพรรคที่มีอายุน้อยที่สุดประจำเมืองใหญ่ เฉิ่นหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเหลียวหนิง และใน ค.ศ. 1982 เขายังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนขณะอายุ 38 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ใน ค.ศ. 1987 เขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิงจนถึง ค.ศ. 1990 ในฐานะผู้ว่าการ เขาผลักดันให้มีการก่อสร้างทางด่วนสายแรกของจีนแผ่นดินใหญ่ในมณฑลเหลียวหนิง เชื่อมระหว่างเฉิ่นหยางและต้าเหลียน[3] นอกจากนี้ หลี่ยังส่งเสริมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยมีเป้าหมายที่จะลดการมีส่วนร่วมของภาครัฐในการดำเนินงานของวิสาหกิจเหล่านั้น[4]

หลังเลขาธิการใหญ่จ้าว จื่อหยางถูกกวาดล้างออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคใน ค.ศ. 1989 จากผลพวงของการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปีเดียวกันนั้น ในตอนแรก หลี่ก็ถูกคาดว่าน่าจะถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้นำด้วยเช่นกันเนื่องจากเขาเป็นผู้สนับสนุนของจ้าว แต่การปรากฏตัวของหลี่ทางโทรทัศน์ของรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาแสดงให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง[5]

ใน ค.ศ. 1990 หลี่ถูกย้ายจากงานในมณฑลเหลียวหนิงไปทำงานในมณฑลเหอหนานตอนกลาง ในบันทึกความทรงจำของเขา หลี่เล่าว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับงานใหม่และรู้สึกคิดถึงบ้าน ทางการส่วนกลางไม่ได้แจ้งเขาล่วงหน้ามากนักเกี่ยวกับการย้าย และไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมถึงถูกย้าย หรืออำนวยความสะดวกในกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น ส่งผลให้หลี่วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการย้ายของพรรคอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมรับงานใหม่ของเขาแต่โดยดี เขาสืบทอดตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลเหอหนานต่อจากเฉิง เหวย์เกา ซึ่งถูกย้ายไปมณฑลเหอเป่ย์ในฐานะส่วนหนึ่งของ "การสับเปลี่ยนผู้นำ" สามมณฑลที่จัดขึ้นโดยผู้นำของพรรค[6] เหอหนานซึ่งเป็นมณฑลเกษตรกรรมที่มีประชากรหนาแน่นและไม่มีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ทำให้หลี่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ และหลี่ก็รู้สึกไม่สบายใจในการตั้งรกรากในบ้านใหม่ของเขา[3]

สองปีต่อมา ใน ค.ศ. 1992 หลี่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพรรคประจำมณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นงานแรกของหลี่ในตำแหน่ง "ผู้รับผิดชอบสูงสุด" ของมณฑล การที่เขาคุ้นเคยกับการรับรัฐการในฝ่ายปกครอง ทำให้การทำงานในเหอหนานเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขาเป็นผู้ดูแลกิจการพรรค หลี่กล่าวว่าในตอนแรกการเป็นผู้นำสูงสุดในมณฑลทำให้เขาอึดอัดใจ เนื่องจากต้องแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มณฑลอื่น ๆ กำลังพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วกว่าเหอหนาน[6] โดยรวมแล้ว การทำงานในเหอหนานของเขาถูกมองว่าอยู่ในระดับปานกลาง รายได้ในชนบทซบเซาในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง และรัฐบาลของเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทในเศรษฐกิจพลาสมา ซึ่งเกษตรกรได้รับการสนับสนุนให้บริจาคเลือดด้วยวิธีที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดการระบาดของ HIV/AIDS ครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศจีน[7]

กวางตุ้ง

[แก้]

หลี่ได้รับเลื่อนตำแหน่งสู่กรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ. 19962540 ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาได้รับการอุปถัมภ์จากผู้นำสูงสุดและเลขาธิการใหญ่เจียง เจ๋อหมิน[8] ในบันทึกความทรงจำของเขา หลี่กล่าวว่าเขารู้สึกประหลาดใจที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรมการเมือง[6] ใน ค.ศ. 1998 เจียงส่งหลี่ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกวางตุ้ง กล่าวกันว่าเจียงต้องการใช้หลี่เป็นผู้ถ่วงดุลอำนาจการเมืองในท้องถิ่นที่ฝังรากลึก ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวพื้นเมืองในมณฑลนี้ ในกวางตุ้ง หลี่ได้ปราบปรามการทุจริตเพื่อ "จัดระเบียบองค์กร"[9] ในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย ค.ศ. 1997 หลี่ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินว่าจะทำอย่างไรกับหนี้เสียที่บริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมณฑลเป็นหนี้อยู่ เขาตั้งหวัง ฉีชาน อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลาง ให้ดูแลคณะทำงานดังกล่าว หลี่ได้ปรับปรุงภาคการธนาคารในท้องถิ่นและปิดสหภาพและหน่วยงานสินเชื่อท้องถิ่นจำนวนมาก[8] เขายังเพิ่มการเข้าถึงระบบความช่วยเหลือทางกฎหมายสำหรับคนยากจนในมณฑล[8] การดำรงตำแหน่งของเขาในกวางตุ้งถูกมองว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยสามารถเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียและยังนำกวางตุ้งกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมทางการเมืองของผู้นำส่วนกลางภายใต้เจียง เจ๋อหมินหลังลดบทบาทเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเย่ เสฺวี่ยนผิง อดีตผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้งและลูแชายคนโตของจอมพลเย่ เจี้ยนอิง[8]

การดำรงตำแหน่งของหลี่ในกวางตุ้งทำให้เขากลายเป็นคนโปรดคนหนึ่งของเจียงและด้วยเหตุนี้เจียงจึงเตรียมจะปั้นเขาให้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปเมื่อจู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีกำหนดจะเกษียณอายุใน ค.ศ. 2003[8] อย่างไรก็ตาม จูชื่นชอบเวิน เจียเป่าสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า และวิพากษ์วิจารณ์หลี่เกี่ยวกับการจัดการ "คดีฉ้อโกงคืนเงินภาษีส่งออก" ในซัวเถาเมื่อ ค.ศ. 2000 ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่หลี่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประจำมณฑลกวางตุ้ง ในท้ายที่สุด เวินก็ชนะการแข่งขันนี้และได้เป็นนายกรัฐมนตรีของจีนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2003[10] ความตั้งใจของหลี่ที่จะผลักดันหวง ลี่หม่าน เพื่อนหญิงของเจียง และถูกมองว่าไม่มีความสามารถ ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคของเชินเจิ้น ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ เจียง[10]

คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง

[แก้]

ในขณะที่เจียงลงจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ. 2002 หลี่ก็ได้รับตั้งเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองตามที่คาดไว้[11] ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าหลี่เป็นคนในสังกัดของเจียงอย่างชัดเจน เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน "ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง" ให้เข้ามาในคณะกรรมาธิการสูงสุดนี้โดยการสนับสนุนของเจียง เช่นเดียวกับเจี่ย ชิ่งหลินและหวง จฺวี๋ ที่จงรักภักดีต่อเจียงอย่างเหนียวแน่น ในบรรดาสมาชิกใหม่ 9 คนของคณะกรรมาธิกาสามัญฯ หลี่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 8 โดยได้รับมอบหมายให้ดูแลหน่วยงานของพรรคที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาชวนเชื่อและอุดมการณ์ โดยไม่ได้มีตำแหน่งทางการหรือตำแหน่งในรัฐบาลอื่น ๆ อีกเลย[10]

หลี่เป็นหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อคนแรกที่กำกับดูแลการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในจีน และด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกมองว่าเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 17 มีการประกาศว่าหลี่ซึ่งขณะนั้นอายุ 63 ปี (ต่ำกว่าเกณฑ์เกษียณอายุอย่างไม่เป็นทางการสำหรับสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองที่ 67 ปี) จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อต่อไปอีกวาระหนึ่ง[12] นอกจากนี้ ลำดับอาวุโสของหลี่ยังได้รับการเลื่อนจากอันดับที่ 8 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 ซึ่งอยู่หน้าสี จิ้นผิง ผู้ที่ถูกคาดหมายให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจจากหู จิ่นเทา

มีการคาดหวังอย่างสูงในหมู่คนบางส่วนในวงการสื่อว่าหลี่จะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเสรีนิยมมากขึ้นจากข้อจำกัดของติง กวนเกิง อดีตหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ หลี่เคยกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญที่สนับสนุนให้สื่อ "ใกล้ชิดกับประชาชน" และเหตุการณ์จริง "แทนที่จะทำตามคำสั่งของพรรคอย่างเครื่องจักร"[13] หลี่ยังถูกมองว่าเป็นผู้นำการปฏิรูปด้วยผลงานของเขาในกวางตุ้ง ซึ่งเขาไม่กลัวที่จะจัดการกับผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกและแนะนำการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน หลังฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อกลางเริ่มสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ไล่นักข่าว และไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติผลิตเนื้อหาสำหรับสถานีโทรทัศน์ในจีน บรรณาธิการหลายคนถูกลงโทษและหลี่ ฉางชุน "เริ่มมีท่าทีและการกระทำเหมือนติง กวนเกิง"[13]

ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของจีนตั้งแต่ มีการกล่าวว่าหลี่ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในนโยบายการเซ็นเซอร์ของจีน และมักสั่งให้สื่อต่าง ๆ ลดความสำคัญหรือระงับการรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์บางอย่าง ใน ค.ศ. 2006 เขาบอกกับสมาชิกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศจีนว่า "ให้รวมตัวกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการทำงานโดยรวมของพรรคและรัฐ"[14] หลี่อนุมัติการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติใน ค.ศ. 2006 หลังมีข้อพิพาทและความล่าช้าในการก่อสร้างมาอย่างต่อเนื่อง[15] และเขายังเป็นแขกผู้มีเกียรติในพิธีเปิดศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติอีกด้วย[16]

หลี่ให้การสนับสนุนโครงการสร้างสรรค์หลายโครงการที่อาจถูกรัฐบาลเซ็นเซอร์ได้ เขาสนับสนุน Zen Shaolin รายการแสดงดนตรี การเต้นรำ และศิลปะการต่อสู้ที่มุ่งเพิ่มการท่องเที่ยวที่เปิดตัวใน ค.ศ. 2006 ในเหอหนาน แม้ผู้ผลิตจะกังวลว่าการเฉลิมฉลองศาสนาและดนตรีศักดิ์สิทธิ์จะถูกรัฐบาลคัดค้าน[17] หลี่อนุญาตให้ภาพยนตร์ Nanking! Nanking! โดยลู่ ชวน ที่ฉายใน ค.ศ. 2009 สามารถฉายต่อไปในโรงภาพยนตร์ได้ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากกลุ่มชาตินิยมที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นตัวละครทหารญี่ปุ่นในแง่มุมน่าเห็นใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในสิบเรื่องที่ได้รับเลือกให้ฉายเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน[18]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 นักการทูตสหรัฐได้รายงานผ่านโทรเลขที่รั่วไหลในภายหลังว่าหลี่เป็นตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแรงกดดันครั้งใหม่ของจีนต่อกูเกิลเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายเซ็นเซอร์ของจีน มีรายงานว่าหลี่ไม่พอใจที่ผลการค้นหาชื่อของเขาและลูก ๆ ในกูเกิลเวอร์ชันจีนมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา ต่อมาเขาสั่งให้บริษัทจีนขนาดใหญ่ยุติการทำธุรกิจกับกูเกิลและแหล่งข่าวรายหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองอ้างว่าหลี่สั่งให้มีการโจมตีทางไซเบอร์ต่อกูเกิลเพื่อเป็นการตอบโต้[19][20] ใน ค.ศ. 2009 ในงานสัมมนาเชิงทฤษฎีเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 30 ปีของการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 หลี่ได้บัญญัติ "หกเหตุผล" ขึ้นมา โดยยืนยันความสำคัญสูงสุดทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน "หกเหตุผล" นี้ถูกมองว่าเป็นการโต้กลับคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าที่สนับสนุนค่านิยมสากล[21][22]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 หลี่กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาทฤษฎีการเมือง โดยเขาเน้นย้ำความสำคัญของการทำให้ลัทธิมากซ์แบบจีนเป็นที่นิยม เขากล่าวว่าการทำเช่นนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อ "เสริมสร้างศรัทธาของสาธารณชนต่อทฤษฎีการเมืองของประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม" และเพื่อ "ตอบข้อสงสัยของสาธารณชน สร้างฉันทามติ และสร้างพลัง"[23]

หลี่เกษียณจากคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองใน ค.ศ. 2012 เมื่อหลิว ยฺหวินชานขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อแทนเขา

ชีวิตส่วนตัว

[แก้]

หลี่แต่งงานกับจาง ชูหรง (张淑荣) เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเป็นวิศวกร[6]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "#19: Li Changzhun". The World's Most Powerful People. Forbes. 2009-11-11.
  2. "Li Changchun". Xinhua. 2007-10-22. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-03-03. สืบค้นเมื่อ 2010-08-19.
  3. 1 2 "Li Changchun". China's Leaders. BBC News. 2004. สืบค้นเมื่อ 2010-08-19.
  4. Nathan and Gilley, p. 114
  5. Kristof, Nicholas (14 มิถุนายน 1989). "TURMOIL IN CHINA; Moderates Appear on Beijing TV, Easing Fears of Wholesale Purge". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. 1 2 3 4 "进政治局倍感意外 李长春曾直言力不从心". Duowei News. เมษายน 12, 2016. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-05-17. สืบค้นเมื่อ 2016-04-14.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. Nathan, Andrew, J.; Gilley, Bruce (2002). "China's New Rulers: Secret Files" (PDF). น. 114. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2015-02-26.{{cite news}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  8. 1 2 3 4 5 Nathan & Gilley (2002), p. 115
  9. Escobar, Pepe (2005-01-25). "Guangdong, the unstoppable 'world's factory'". Sinoroving. Asia Times. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2005-01-26. สืบค้นเมื่อ 2010-08-19.
  10. 1 2 3 Andrew Nathan, Bruce Gilley, "China's New Rulers: The Secret Files; Second, Revised Edition," New York Review of Books, Oct 31, 2003, pp. 120-121
  11. Tien, Hung-mao; Zhu, Yunghan (2000). China under Jiang Zemin. Lynne Rienner Publishers. น. 25. ISBN 978-1-55587-927-3.
  12. Kahn, Joseph (22 ตุลาคม 2011). "Politburo in China Gets Four New Members". New York Times. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. 1 2 Shirk, Susan. "China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise," Oxford University Press, Apr 16, 2007, p. 94
  14. "Briefly: Journalists are urged to hew to party line - Asia - Pacific - International Herald Tribune". New York Times. 25 ตุลาคม 2006. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. Johnson, Ian (4 เมษายน 2011). "CULTURE AND CONTROL; At China's Grand New Museum, History Toes the Party Line". New York Times. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. Kahn, Joseph (24 ธันวาคม 2007). "Chinese Unveil Mammoth Arts Center". New York Times. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  17. Barboza, David (29 สิงหาคม 2008). "Chinese Extravaganza Uses Valley as a Backdrop". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. Wong, Edward (22 พฤษภาคม 2009). "Showing the Glimmer of Humanity Amid the Atrocities of War". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2011.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. Glanz, James; Markoff, John (4 ธันวาคม 2010). "Vast Hacking by a China Fearful of the Web". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. Moore, Malcolm (5 ธันวาคม 2010). "Wikileaks: China propaganda head oversaw Google campaign". สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. CND《华夏文摘》编辑. "中共狠批普世价值,矛头直指温家宝 | CND刊物和论坛" (ภาษาจีนกลาง). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-08-28. สืบค้นเมื่อ 2023-08-28.
  22. Beach, Sophie (2009-06-19). "The Six Why's (六个为什么)". China Digital Times (CDT) (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-03.
  23. "Re-Popularizing Marxism: Li Changchun's contribution to reform". jamestown.org (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-04.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

แม่แบบ:17th Politburo of the Chinese Communist Party แม่แบบ:16th Politburo of the Chinese Communist Party แม่แบบ:15th Politburo of the Chinese Communist Party แม่แบบ:Guangdong leaders แม่แบบ:Henan leaders แม่แบบ:Liaoning leaders