สภาวะเห็นทั้งบอด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สภาวะเห็นทั้งบอด หรือ การเห็นทั้งบอด หรือ เห็นทั้งบอด หรือ บลายน์ดไซต์ (อังกฤษ: blindsight) เป็นความสามารถของผู้ที่มีภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็น (cortical blindness[1]) เนื่องจากรอยโรคในคอร์เทกซ์ลาย (หรือที่รู้จักกันว่า คอร์เทกซ์สายตาขั้นปฐม หรือ V1) ในการตอบสนองต่อตัวกระตุ้นทางตา ทั้งๆ ที่ไม่สามารถจะเห็นตัวกระตุ้นนั้น[2]

งานวิจัยของสภาวะเห็นทั้งบอดโดยมาก ทำในคนไข้ที่มีภาวะบอดเพียงข้างเดียวของลานสายตา หลังจากที่คอร์เทกซ์ลายของคนไข้ถูกทำลายแล้ว (เพราะโรคหรือเหตุอย่างอื่น) คือ คนไข้จะถูกบอกให้ตรวจจับ หาตำแหน่ง และแยกแยะตัวกระตุ้นทางตาที่ถูกแสดงให้กับลานสายตาข้างที่คนไข้มองไม่เห็น โดยบอกให้คนไข้เดา แม้ว่าคนไข้จะไม่เห็นตัวกระตุ้นนั้นจริงๆ งานวิจัยกลับแสดงถึงความแม่นยำของการเดาในระดับหนึ่งที่น่าประหลาดใจ

ความสามารถในการเดาด้วยความแม่นยำที่สูงกว่าความบังเอิญ ถึงลักษณะบางอย่างของตัวกระตุ้นทางตา เช่นตำแหน่ง หรือว่าชนิดของความเคลื่อนไหว ทั้งๆที่ไม่มีการรับรู้ในตัวกระตุ้นโดยประการทั้งปวง เรียกว่า สภาวะเห็นทั้งบอดแบบ 1 ส่วนสภาวะเห็นทั้งบอดแบบ 2 เป็นแบบที่คนไข้อ้างว่า มีความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปในลานสายตาข้างที่มองไม่เห็น ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหว แต่ว่าไม่ใช่โดยการเห็นอารมณ์ทางตา[3]

สภาวะเห็นทั้งบอดท้ายทายความเชื่อที่แพร่หลายว่า อารมณ์ต้องปรากฏต่อการรับรู้ จึงจะสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมได้[4]

ปรากฏการณ์นี้แสดงว่า พฤติกรรมของเราสามารถถูกชี้นำโดยข้อมูลการรับรู้ ที่เราไม่ได้รับรู้ด้วยเลย[4] สภาวะนี้สามารถพิจารณาว่าเป็นสภาวะตรงกันข้ามกันกับภาวะเสียสำนึกความพิการชนิดหนึ่ง ที่รู้จักกันว่ากลุ่มอาการแอนทอน–บาบินสกี [5] ที่คนไข้มีภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็นอย่างสมบูรณ์ แต่กลับบอกว่าเห็นโดยอาศัยการกุเหตุโดยจำพลาด (confabulation[6])

ประวัติ[แก้]

สำหรับความเข้าใจที่เรามีในสภาวะบอดทั้งเห็น เราเป็นหนี้ต่องานทดลองในยุคต้นๆ ที่ทำในลิง โดยเฉพาะลิงตัวหนึ่งเป็นพิเศษที่ชื่อว่า เฮเล็น ตัวที่เราอาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นดาราลิงในงานวิจัยเกี่ยวกับสายตา เพราะว่า เธอเป็นสัตว์ทดลองดั้งเดิมในงานวิจัยบอดทั้งเห็น เฮเล็นเป็นลิงแม็กแคกที่คอร์เทกซ์สายตาขั้นปฐม (หรือ V1) ถูกทำลายโดยไม่มีส่วนเหลือ วิธีการนี้ก่อให้เกิดผลที่คาดหมายก็คือ เฮเล็นมองไม่เห็น ซึ่งตรวจได้โดยการทดสอบทั่วๆ ไปที่ตรวจสอบความบอด

อย่างไรก็ดี ใต้สถานการณ์บางอย่าง เฮเล็นกลับแสดงพฤติกรรมที่ประกอบด้วยการเห็น คือ เมื่อประสบกับตัวกระตุ้นที่อาจจะเป็นภัยกับตาของเธอ ม่านตาของเธอก็ขยาย และเธอก็กระพริบตา ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การทดสอบบางอย่าง เธอสามารถตรวจจับตัวกระตุ้นทางตาประเภทๆ ต่าง เช่นความมีอยู่ของตัวกระตุ้น ตำแหน่งของตัวกระตุ้น รูปร่าง ลวดลาย แนวทิศทาง ความเคลื่อนไหว และสี[7][8][9]

ในหลายกรณี เธอสามารถขับเคลื่อนไปในสิ่งแวดล้อมและทำปฏิกิริยาต่อวัตถุต่างๆ เหมือนกับมองเห็น[10]

ปรากฏการณ์ที่คล้ายกันก็มีอยู่ในมนุษย์เช่นกัน คือ คนไข้ที่ประสบความเสียหายในคอร์เทกซ์สายตาเพราะอุบัติเหตุหรือโรคหลอดเลือดสมอง แจ้งว่า มองไม่เห็นเลย หรือมองเห็นบ้าง อย่างไรก็ดี เมื่อบอกให้เดา กลับสามารถทำการเดาที่มีความแม่นยำมากกว่าบังเอิญเกี่ยวกับความมีอยู่และรายละเอียดอื่นของตัวกระตุ้น เหมือนๆ กันกับในสัตว์ทดลอง ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้สามารถคว้าจับวัตถุที่โยนไปให้เมื่อบอกให้รับ

เป็นที่น่าสนใจว่า ความมั่นใจในความสามารถนั้นของคนไข้กลับไม่พัฒนาขึ้น แม้ว่าคนไข้จะรับรู้ความสำเร็จเหล่านั้น ก็ยังไม่สามารถที่จะเริ่มทำการเดาเกี่ยวกับตัวกระตุ้นโดยตนเอง แต่ต้องยังอาศัยการบอก ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้เห็นทั้งบอดแทบจะไม่เคยแสดงความอัศจรรย์ใจในความสามารถของตน ตามความคิดหวังของคนมองเห็นว่า คนไข้ควรจะมี[11]

คำพรรณนาถึงสภาวะเห็นทั้งบอด[แก้]

คำพรรณนาอย่างง่ายๆ ก็คือ สมองประกอบด้วยกลไกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเห็น มีระบบ 2 อย่างที่ผ่านการวิวัฒนาการในสัตว์บรรพบุรุษในช่วงเวลาที่ต่างกัน ระบบแรกที่มีการวิวัฒนาการก่อนเป็นระบบที่ง่ายๆ และมีความคล้ายคลึงกับระบบการเห็นของสัตว์ต่างๆ เช่นปลาและกบ

ระบบที่สองที่ได้รับการวิวัฒนาการเป็นระบบที่ซับซ้อนกว่า เป็นระบบการเห็นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นระบบที่มีบทบาทในความสามารถของเราในการรับรู้โลกภายนอกรอบๆ ตัว ส่วนระบบแรกมีบทบาทหลักในการควบคุมการเคลื่อนไหวของตา และส่งความใส่ใจของเราไปในสิ่งที่เคลื่อนไหวแบบฉับพลันในส่วนรอบนอกของลานสายตา คนไข้สภาวะเห็นทั้งบอดมีความเสียหายต่อระบบที่สอง คือระบบสายตาที่มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งก็คือคอร์เทกซ์สายตาในสมองและใยประสาทตาที่รับนำข้อมูลมาจากตา[4]

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการในสมอง แม้ว่าหลังจากที่ระบบสายตาที่ซับซ้อนเสียหายแล้ว คนไข้ยังสามารถใช้ระบบสายตาที่ง่ายๆ เพื่อนำทางการเคลื่อนไหวของมือ ไปสู่วัตถุตัวกระตุ้น แม้ว่าจะไม่สามารถเห็นว่ากำลังเข้าไปคว้าจับอะไร[4] ดังนั้น ข้อมูลทางตาสามารถควบคุมพฤติกรรมโดยที่ไม่ต้องก่อให้เกิดความรู้สึกคือการเห็น สมรถถภาพในการเห็นที่ไม่มีการรับรู้ของผู้มีสภาวะนี้ บอกเป็นนัยว่า การรับรู้ไม่ใช่เป็นคุณสมบัติหรือองค์ประกอบในทุกๆ เขตภายในสมอง และบอกเป็นนัยว่า เขตบางเขตเท่านั้นในสมองมีบทบาทสำคัญในการรับรู้อารมณ์[4]

สภาวะนี้สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นสภาวะตรงกันข้ามกันกับภาวะเสียสำนึกความพิการชนิดหนึ่ง ที่รู้จักกันว่ากลุ่มอาการแอนทอน–บาบินสกี [5] ที่คนไข้มีภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็นอย่างสมบูรณ์ แต่กลับบอกว่าเห็นโดยอาศัยการกุเหตุโดยจำพลาด (confabulation[6]) คนไข้สภาวะเห็นทั้งบอดอาจจะรับรู้ลักษณะของวัตถุอย่างหนึ่ง เช่นขอบและการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์โดยรวมๆ ได้ นี้บอกเป็นนัยว่า การรับรู้อารมณ์นั้นมีได้ทั้งในระบบย่อยแยกเป็นส่วนๆ (เช่นการเห็นขอบและการเคลื่อนไหวของวัตถุ) และในระบบที่รวบรวมประสานข้อมูลจากระบบย่อยเพื่อให้เกิดการรับรู้อารมณ์โดยรวมๆ ได้ [8]

เพราะฉะนั้น การชี้ตัวอารมณ์ (object identification) และการรู้จำอารมณ์ (object recognition) จึงได้รับการพิจารณาว่า เป็นกระบวนการต่างกัน ที่เกิดขึ้นในเขตสมองต่างกัน ทำงานโดยเป็นอิสระจากกันและกัน ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบย่อยของการชี้ตัวและการรู้จำอารมณ์ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ "การรับรู้แฝง" ที่คนไข้เห็นทั้งบอดประสบ นอกจากนั้น งานวิจัยต่างๆ ยังได้แสดงว่า ตัวกระตุ้นทางตาที่เห็นได้โดยลักษณะอย่างเดียว เช่นขอบเขตที่ชัดเจน ความฉับพลันในการปรากฏและหายไป[12] การเคลื่อนไหว[13] ความถี่ปริภูมิ[14]ที่ต่ำ[15] เป็นตัวสนับสนุน แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นเหตุสำคัญ ของความชัดเจนของอารมณ์ในปรากฏการณ์เห็นทั้งบอด

ทฤษฎีการเกิด[แก้]

มี 3 ทฤษฎีที่อธิบายสภาวะเห็นทั้งบอด ทฤษฎีแรกกำหนดว่า หลังจากที่เกิดความเสียหายใน V1 ใยประสาทส่วนอื่น (ที่ไม่ใช่มาจาก V1) ส่งข้อมูลสายตาไปยัง superior colliculus และเขตอื่นๆ อีกหลายเขต รวมทั้งเขตในเปลือกสมอง เขตเหล่านี้อาจจะควบคุมปฏิกิริยาของการเห็นทั้งบอด แต่ทฤษฎีมีปัญหาว่า มีคนไข้เป็นจำนวนมากที่มีความเสียหายใน V1 แต่ไม่มีการเห็นทั้งบอด หรือว่า มี แต่มีเฉพาะบางส่วนในลานสายตา

ทฤษฎีที่สองอธิบายว่า แม้ว่าจะมีความเสียหายโดยมากใน V1 ของคนไข้ แต่ว่าก็ยังมีบางส่วนของ V1 ที่เป็นจุดเล็กๆ ที่ยังมีสภาพดีอยู่ จุดเล็กๆ เหล่านี้ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะให้เกิดการรับรู้อารมณ์ แต่ว่า เพียงพอสำหรับการเห็นทั้งบอด (Kalat, 2009)

ทฤษฎีที่สามอธิบายว่า สัญญาณที่ใช้ในการตัดสินความใกล้ไกลและความเร็วของอารมณ์ในปริภูมิ ถูกประมวลโดยนิวเคลียสงอคล้ายเข่าด้านข้าง (lateral geniculate nucleus ตัวย่อ LGN) ในทาลามัส ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปในเปลือกสมอง ในสัตว์ทดลองปกติ LGN ใช้สัญญาณเหล่านี้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากตาทั้ง 2 แล้วประมวลเป็นแผนภาพ 3 มิติ โดยรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและความเร็วของอารมณ์แต่ละอย่างในปริภูมิ ที่มีสัตว์ทดลองนั้นเป็นศูนย์กลาง, ดึงข้อมูลการเบนตา (vergence[16]) เพื่อประโยชน์แห่งความแม่นยำ, และดึงข้อมูลตัวควบคุมโฟกัส (focus control signal) ของเลนส์ตา. แล้วข้อมูลประมวลมี 3 มิติที่ประกอบกับข้อมูลของการเห็น ก็จะถูกส่งต่อไปยังเปลือกสมองต่อไป[17]

อาการของสภาวะเห็นทั้งบอดสามารถสังเกตได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน แม้ว่าบางครั้งยากที่จะกำหนดประเภท (ว่าเป็นประเภท 1 หรือ 2) ของสภาวะในคนไข้ ที่มีอายุน้อยเกินไปที่จะตอบคำถาม[18]

กรณีศึกษา[แก้]

คนไข้เดินผ่านทางมีสิ่งกีดขวาง[แก้]

ในปี ค.ศ. 2003 คนไข้คนหนึ่งที่รู้จักกันว่า ทีเอ็น สูญเสียคอร์เทกซ์สายตาขั้นปฐม (V1) ไป เพราะเกิดโรคลมปัจจุบันติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ที่น็อคเอาท์เขต V1 ทั้งในสมองซีกซ้าย และในสมองซีกขวา หลังจากนั้น การทดสอบสายตาทั่วๆไปแสดงว่า ทีเอ็นไม่เห็นอะไรเลย ไม่สามารถแม้แต่จะตรวจจับวัตถุขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนไปอยู่ต่อหน้าของเขา ในที่สุด นักวิจัยเริ่มจะสังเกตเห็นว่า ทีเอ็นมีอาการของสภาวะเห็นทั้งบอด และในปี ค.ศ. 2008 ตัดสินใจที่จะเช็คว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่

พวกเขาได้นำทีเอ็นไปยังทางเดินหน้าห้อง และขอให้เขาเดินผ่านทางนั้นไปโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าที่เขาถือไปด้วยเสมอตั้งแต่เกิดโรคลมปัจจุบัน ทีเอ็นไม่รู้ในตอนนั้นว่า นักวิจัยได้ตั้งสิ่งกีดขวางหลายอย่างไว้ในทางเดิน เพื่อที่จะเช็คว่า ทีเอ็นสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นโดยที่ไม่มีความรู้สึกเห็นหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ทำให้นักวิจัยดีใจมากก็คือ เขาสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคเหล่านั้นไปได้อย่างง่ายดาย และครั้งหนึ่งสามารถที่จะเกาะติดผนังไปเพื่อจะเบียดผ่านถังขยะที่อยู่ในทาง หลังจากเดินผ่านทางเดินนั้นไปแล้ว ทีเอ็นบอกว่า เขาเพียงแต่เดินไปในทางที่เขาอยากจะไป ไม่ใช่เพราะว่า เขารู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น (de Gelder, 2008) (ดู วีดีโอ - ทีเอ็นเดินทางเลี่ยงอุปสรรคทั้งที่มองไม่เห็น)

คนไข้ฉวยจับไม้เท้าในแนวที่ถูกต้อง[แก้]

อีกกรณีหนึ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือ "ความเป็นไปของกายในพฤติกรรม (Physiology of Behavior)" พิมพ์ครั้งที่ 11 ของ คาร์ลสัน ได้ให้ความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสภาวะเห็นทั้งบอด ในกรณีนี้ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพาปู่ (หรือตา) ของเธอมาหานักประสาทจิตวิทยา ปู่ของเด็กผู้ชื่อว่า นายเจ ได้เกิดโรคลมปัจจุบันซึ่งทำให้เขาบอดเกือบทั้งหมดยกเว้นจุดเล็กๆ ในใจกลางของลานสายตา นักประสาทจิตวิทยาผู้ชื่อว่า คุณหมอเอ็ม ได้ทำกายบริหารร่วมกับเขา

คุณหมอได้ช่วยคุณปู่เจไปที่เก้าอี้แล้วให้เขานั่งลง หลังจากนั้นก็ขอยืมไม้เท้าของคุณปู่ แล้วคุณหมอก็ถามว่า "คุณเจ โปรดมองตรงๆ ไปข้างหน้า ให้มองไปเรื่อยๆ และอย่าขยับตาหรือหันหน้า ผมรู้ว่าคุณสามารถเห็นได้หน่อยหนึ่งตรงข้างหน้า แต่ผมไม่ต้องการให้คุณใช้ส่วนที่มองเห็นในการบริหารที่ผมจะให้คุณทำ ดีมากครับ ต่อไปนี้ ผมอยากจะให้คุณเอื้อมมือขวาออกไป แล้วชี้ไปตรงตำแหน่งที่ผมกำลังถือของไว้"

คุณปู่เจจึงตอบว่า "แต่ว่าผมไม่เห็นอะไรเลยนะครับ ผมตาบอด!" คุณหมอจึงตอบว่า "ผมทราบครับ แต่ว่า อย่างไรก็ดี ขอให้ลองทำดู" คุณปู่จึงยักไหล่แล้วก็ชี้ไป แล้วก็ถึงความประหลาดใจเมื่อนิ้วของเขาไปกระทบกับปลายไม้เท้าที่คุณหมอกำลังชี้ไปทางคุณปู่อยู่ คุณปู่จึงกล่าวว่า "บังเอิญจังเลย"

หลังจากนั้น คุณหมอจึงหมุนไม้เท้าให้ด้ามถือหันไปทางคุณปู่ แล้วก็ขอให้คุณปู่ฉวยเอาไม้เท้านั้น คุณปู่เอื้อมมือที่แบออกแล้วก็ฉวยเอาไม้เท้านั้น หลังจากนั้น คุณหมอก็กล่าวว่า "ดีครับ ตอนนี้โปรดวางแขนลงไปตามปกติ" แล้วคุณหมอก็หมุนไม้เท้าไป 90 องศา จนกระทั่งด้ามถืออยู่ในแนวตั้ง แล้วจึงขอให้คุณปู่เอื้อมมือเพื่อฉวยเอาไม้เท้าอีกครั้งหนึ่ง คุณปู่ก็ได้ทำอย่างนี้ โดยหมุนข้อมือเพื่อจะให้มืออยู่ในแนวเดียวกันกับด้ามถือ กรณีศึกษานี้แสดงว่า แม้ว่าคุณปู่เจจะไม่มีการรับรู้ถึงความสามารถในการเห็นที่เขามี แต่เขาสามารถเปลี่ยนแนวมือเพื่อที่จะฉวยเอาไม้เท้าอย่างเหมาะสม เหมือนกับคนที่ไม่มีปัญหาอะไรในการเห็น[4]

งานวิจัย[แก้]

ลอว์เรนซ์ เวสแครนต์ส และคณะ ได้แสดงใน คริสตทศวรรษ 1970 ว่า ถ้าถูกบังคับให้เดาว่า มีตัวกระตุ้นอยู่ในเขตสายตาที่มองไม่เห็นหรือไม่ บางคนสามารถทำได้ดีกว่าบังเอิญ[19] ความสามารถในการตรวจจับตัวกระตุ้นที่คนไข้ไม่มีการรับรู้ อาจจะขยายไปถึงการแยกแยะประเภทของตัวกระตุ้น เป็นต้นว่า เป็นตัวอักษร X หรือ O ที่อยู่ในเขตสายตาที่ไม่เห็น

หลักฐานทางสรีรไฟฟ้าจากปลายคริสตทศวรรษ 1970 (เดอ โมนาสเตริโอ, ค.ศ 1978; มาร์รอคโคและลี, ค.ศ 1977; ชิวล์เลอร์และมัลเพลี, ค.ศ. 1977) แสดงว่าไม่มีข้อมูลเรตินาที่ไปจากเซลล์รูปกรวยในจอตาประเภท S (ซึ่งรับรู้แสงในความถี่สีน้ำเงิน) ไปยัง superior colliculus โดยตรง และบอกเป็นนัยว่า การรับรู้สีน่าจะเสียหายในคนไข้สภาวะเห็นทั้งบอด แต่ว่า หลักฐานเร็วๆ นี้กลับแสดงว่ามีวิถีประสาทจากเซลล์รูปกรวยในจอตาประเภท S ไปยัง superior colliculus ซึ่งตรงข้ามกับงานวิจัยที่เกิดขึ้นก่อนของเดอ โมนาสเตริโอ และสนับสนุนความคิดว่า กลไกประมวลข้อมูลเกี่ยวกับสีไม่มีความเสื่อมเสียไปในคนไข้สภาวะเห็นทั้งบอด[20][21]

มาร์โค ทาเมียตโต และบีทริซ เดอ เกลเดอร์ ทำการทดลองที่เชื่อมการตรวจจับอารมณ์คือความรู้สึกและสภาพเห็นทั้งบอด คือ ในงานวิจัยนั้น คนไข้ถูกแสดงภาพของบุคคลที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในลานสายตาข้างที่บอด แต่กลับสามารถเดาอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นอย่างถูกต้องโดยมาก และเมื่อความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าที่ใช้ในการยิ้มหรือการขมวดคิ้วของคนไข้ ถูกตรวจวัด กล้ามเนื้อเหล่านั้นตอบสนองโดยเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลในภาพที่คนไข้มองไม่เห็น ดังนั้น ผลนี้จึงแสดงว่า คนไข้สามารถรู้จำอารมณ์คือความรู้สึก โดยไม่ต้องใช้ความรู้สึกในการเห็น

งานวิจัยเร็วๆนี้งานหนึ่งพบว่า คนไข้หญิงอายุน้อยที่มีรอยโรคในเขตสายตา V1 ของสมองเพียงข้างเดียว สามารถจะปรับขยายมือ เมื่อเธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจะหยิบจับวัตถุมีขนาดต่างๆ กันที่ถูกแสดงให้คนไข้ในเขตที่มองไม่เห็น แม้ว่า เธอจะไม่สามารถบอกขนาดของวัตถุเหล่านั้น[22]

และคล้ายๆ กัน คนไข้อีกคนหนึ่งที่มีรอยโรคใน V1 ของสมองเพียงข้างเดียว สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางที่อยู่ในเขตที่มองไม่เห็น เมื่อเขาเอื้อมมือไปทางวัตถุที่อยู่ในเขตที่มองเห็น[23] และถึงแม้ว่า เขาสามารถที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางเหล่านั้นได้ แต่เขาไม่เคยแจ้งเลยว่า เขาเห็นสิ่งกีดขวางเหล่านั้น

บทบาทของเขตในสมอง[แก้]

เพราะเหตุที่การประมวลผลในสมองเป็นไปตามลำดับขั้น ความสูญเสียส่วนของคอร์เทกซ์สายตาขั้นปฐม ย่อมนำไปสู่การมองไม่เห็นในส่วนของลานสายตาที่สัมพันธ์กับคอร์เทกซ์ที่เสียหาย เขตที่มองไม่เห็นนี้ ซึ่งเรียกว่าดวงมืดในลานเห็น (scotoma) อยู่ในลานสายตาในซีกตรงข้ามกับซีกสมองที่เสียหาย และมีความแตกต่างกันของขนาด ตั้งแต่เขตเล็กๆ จนไปถึงลานสายตาทั้งครึ่งซีก (คือในลานสายตาที่เป็นส่วนเฉพาะของซีกสมองที่เสียหาย) แม้ว่า การประมวลผลทางสายตาเกิดขึ้นในสมองเป็นไปตามลำดับขั้น แต่ก็ยังประกอบด้วยการส่งสัญญาณข้ามลำดับ และการส่งสัญญาณป้อนกับไปในเขตที่ต่ำกว่า

ทางสัญญาณจากเรตินาไปยังเขตสายตา V1 ไม่ใช่วิถีประสาทตาทางเดียวที่ส่งเข้าไปในคอร์เทกซ์ แม้ว่าจะเป็นวิถีที่ใหญ่มากที่สุด เชื่อกับอย่างแพร่หลายว่า สมรรถภาพที่หลงเหลืออยู่ในคนไข้สภาวะเห็นทั้งบอด เกิดจากวิถีประสาทที่ไม่มีความเสียหาย ที่เข้าไปสู่คอร์เทกซ์สายตานอกคอร์เทกซ์ลาย (extrastriate cortex) ตั้งแต่ V2 เป็นต้น โดยไม่ผ่าน V1 แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ การทำงานในเขตคอร์เทกซ์นอกคอร์เทกซ์ลายเหล่านี้ ไม่ปรากฏว่าเพียงพอที่จะสนับสนุนให้เกิดการรับรู้คือการเห็นโดยปราศจาก V1

กล่าวในนัยที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกก็คือ การศึกษาทางสรีรภาพเร็วๆ นี้บอกเป็นนัยว่า การประมวลผลทางสายตา เกิดขึ้นในวิถีประสาทหลายทางที่เป็นอิสระจากกันและกัน และมีการประมวลผลที่เป็นไปพร้อมๆ กันอย่างขนาน คือ ระบบหนึ่งประมวลข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง ระบบหนึ่งเกี่ยวกับสี ระบบหนึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ตำแหน่ง และระเบียบในปริภูมิ ข้อมูลสายตาเกิดขึ้นเริ่มที่เรตินา และเดินทางผ่านเขตของสมองที่เรียกว่านิวเคลียสงอคล้ายเข่าด้านข้าง (lateral geniculate nucleus) ที่อยู่ในทาลามัส และถูกส่งต่อไปเพื่อประมวลผลในคอร์เทกซ์สายตาขั้นปฐม (V1 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คอร์เทกซ์ลาย เพราะปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ามีรอยริ้ว)

ถึงแม้ว่า คนไข้ที่มีความเสียหายใน V1 ไม่มีการเห็น ไม่สามารถจินตนาการมโนภาพได้ และไม่เห็นอะไรๆ เมื่อฝัน อย่างไรก็ดี คนไข้บางพวกเหล่านี้กลับยังมีสภาวะเห็นทั้งบอด (Kalat, 2009)

ยิ่งไปกว่านั้น superior colliculus และ คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า มีบทบาทสำคัญในการรับรู้ตัวกระตุ้นทางตา[24]

ดู[แก้]

หมายเหตุและอ้างอิง[แก้]

  1. ภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็น (cortical blindness) เป็นความสูญเสียของการเห็น ไม่ว่าจะโดยเป็นบางส่วนหรือว่าโดยบริบูรณ์ ในตาที่เป็นปกติ เพราะความเสียหายในคอร์เทกซ์ของสมองกลีบท้ายทอย ภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็นอาจจะมีตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นหลังจากนั้น และอาจจะเป็นสภาวะที่เป็นแค่ชั่วคราวในบางกรณี สภาวะที่เกิดขึ้นภายหลังมักจะเกิดขึ้นเพราะการสูญเสียเลือดที่ไหลไปยังสมองกลีบท้ายทอย เพราะเส้นเลือดตีบในสมองหรือเพราะการผ่าตัดหัวใจ
  2. Celesia, G., G. (2010). Visual perception and awareness: a modular system. Journal of Psychophysiology 24(2), 62-67. doi: 10.1027/0269-8803/a000014
  3. Weiskrantz, Lawrence (1997). Consciousness Lost and Found: A Neuropsychological Exploration. ISBN 0-19-852301-7. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 Carlson, Neil (2013). Physiology of Behavior, 11th edition. University of Massachusetts, Amherst: Pearson Education, Inc. p. 4. ISBN 978-0-205-23981-8. 
  5. 5.0 5.1 กลุ่มอาการแอนทอน–บาบินสกี (Anton–Babinski syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเสียหายของสมองกลีบท้ายทอย ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ผู้ที่มีความเสียหายอย่างนี้จะมีภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็น แต่ก็จะอ้างว่า สามารถที่จะเห็นได้ และอ้างโดยบ่อยครั้งอย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามองไม่เห็น ส่วนการไม่สามารถยอมรับว่ามองไม่เห็นนั้น ถูกปฏิเสธโดยคนไข้โดยการกุเหตุโดยจำพลาด (confabulation)
  6. 6.0 6.1 การกุเหตุโดยจำพลาด (confabulation) เป็นความปั่นป่วนของความจำที่ปรากฏโดยคำพูดหรือการกระทำที่ไม่ตรงกับประวัติ ภูมิหลัง หรือสถานการณ์ในปัจจุบัน การกุเหตุโดยจำพลาดถูกพิจารณาว่าเป็น "การโกหกอย่างสุจริต" ต่างจากการโกหกจริงๆ เพราะว่า ไม่มีเจตนาที่จะหลอกลวง และบุคคลนั้นไม่รู้ว่า ข้อมูลของตนนั้นไม่ตรงกับความจริง
  7. Humphrey, N. (1970). What the frog's eye tells the monkey's brain. Brain, Behavior, and Evolution , 3, 324-337.
  8. 8.0 8.1 Humphrey, N. (1974). Vision in a monkey without striate cortex: A case study. Perception , 3, 241-255.
  9. Humphrey, N. (1992). A History of the Mind. New York: Simon & Schuster.
  10. Holt, J. (2003). Blindsight & The Nature of Consciousness. New York: broadview press.
  11. Humphrey, N. (2006). Seeing Red: A study in Consciousness. Cambridge: Belknap.
  12. Alexander, I., Cowey, A. (2010). Edges, colour and awareness in blindsight. Consciousness and Cognition, 19, 520–533.
  13. Ffytche, D.,H., Zeki, S. (2011). The primary visual cortex, and feedback to it, are not necessary for conscious vision. Brain, 134, 247-257. doi:10.1093/brain/awq305
  14. ในคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และวิศวกรรม ความถี่ปริภูมิ (spatial frequency) เป็นลักษณะเฉพาะของโครงสร้างชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ ที่เคลื่อนที่ไปในปริภูมิอย่างเป็นคาบๆ ความถี่ปริภูมิวัดได้โดยองค์ประกอบรูปไซน์ (sinusoidal component) ที่กำหนดโดยการแปลงฟูรีเย ของโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันในช่วงระยะทางหนึ่ง หน่วยวัดสากลของความถี่ปริภูมิก็คือรอบต่อเมตร (cycles per meter)
  15. Sahraiea, A., Hibbardb, P., B., Trevethana, C., T., Ritchiea, K., L., Weiskrantz, L. (2010). Consciousness of the first order in blindsight. PANS 107(49), 21217–21222.
  16. การเบนตา (vergence) เป็นการเคลื่อนไหวของตาสองข้างพร้อมๆ กันในทิศทางต่างๆ กัน เพื่อดำรงการเห็นด้วยสองตา (binocular vision) คือ เมื่อสัตว์ที่มีการเห็นด้วยสองตามองสิ่งที่เห็นอย่างหนึ่ง ตาทั้งสองต้องหมุนไปตามแกนแนวตั้ง เพื่อให้สิ่งที่เห็นนั้นกระทบกับส่วนตรงกลางของเรตินาทั้งสองตา เมื่อจะดูวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ ตาทั้งสองจะหมุนเข้าหากัน (การเบนเข้า) และเมื่อจะดูวัตถุที่อยู่ไกลๆ ตาทั้งสองจะหมุนแยกออกจากกัน (การเบนออก)
  17. Fulton, J. (2004) Processes in Biological Vision Section 7.4 http://neuronresearch.net/vision/pdf/7Dynamics.pdf/
  18. Boyle NJ, Jones DH, Hamilton R, Spowart KM, Dutton GN. (2005). "Blindsight in children: does it exist and can it be used to help the child? Observations on a case series.". Developmental medicine and child neurology 47 (10): 699–702. doi:10.1017/S0012162205001428. PMID 16174315. 
  19. Weiskrantz, Lawrence (1986). Blindsight: A Case Study and Implications. Oxford University Press. ISBN 0-19-852192-8. OCLC 21677307. 
  20. Hall, N. J., Colby, C. L. (2009). Response to blue visual stimuli in the macaque superior colliculus. Society for Neuroscience, 756.
  21. Garret, bob. Brain & behavior: an introduction to biological psychology. (2011). SAGE publications inc (3), 315-318.
  22. Whitwell RL, Striemer CL, Nicolle DA, Goodale MA. (2011). "Grasping the non-conscious: preserved grip scaling to unseen objects for immediate but not delayed grasping following a unilateral lesion to primary visual cortex.". Vision Res. 51 (8): 908–24. doi:10.1016/j.visres.2011.02.005. PMID 21324336. 
  23. Striemer CL, Chapman CS, Goodale MA. (2009). ""Real-time" obstacle avoidance in the absence of primary visual cortex.". Proc. Natl. Acad. Sci. USA. 106 (37): 15996–6001. doi:10.1073/pnas.0905549106. PMID 19805240. 
  24. Hall, N. J., Colby, C. L. (2009). Response to blue visual stimuli in the macaque superior colliculus. Society for Neuroscience, 756. http://dx.doi.org/10.1016/j.concog.2010.01.008

แหล่งอ้างอิงอื่นๆ[แก้]

  • Danckert, J. & Rossetti, Y. (2005). "Blindsight in action: what can the different sub-types of blindsight tell us about the control of visually guided actions?". Neurosci Biobehav Rev 29 (7): 1035–1046. doi:10.1016/j.neubiorev.2005.02.001. PMID 16143169. 
  • Stoerig, P. & Cowey, A. (1997). "Blindsight in man and monkey". Brain 120 (3): 535–559. doi:10.1093/brain/120.3.535. PMID 9126063. 
  • Leh, S.E., Mullen, K.T., and Ptito, A. (2006). "Absence of S-cone input in human blindsight". European Journal of Neuroscience 24 (10): 2954–60. doi:10.1111/j.1460-9568.2006.05178.x. PMID 17156217. 
  • Leh, S.E., Johansen-Berg, H. and Ptito,A. (2006). "Unconscious vision: New insights into the neuronal correlate of blindsight using Diffusion Tractography". Brain 129 (Pt7): 1822–32. doi:10.1093/brain/awl111. PMID 16714319. 
  • Ptito, A. and Leh, S.E. (2007). "Brain Mechanisms of Blindsight". Article invitée; Neuroscientist 13 (5): 506–18. doi:10.1177/1073858407300598. PMID 17901259. 
  • Carlson, N. R. (2010). Physiology of behavior. (10th ed., pp. 4–5). Boston, MA: Pearson Education, Inc.
  • Collins, G. (2010, April 22). Blindsight: Seeing without knowing it [Web log message]. Retrieved from http://blogs.scientificamerican.com/observations/2010/04/22/blindsight-seeing-without-knowing-it/
  • de Gelder, B. (2010, April 27). Uncanny sight in the blind. Retrieved from http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=uncanny-sight-in-the-blind
  • Tamietto, M., de Gelder, B. (2010). Neural basis of the non-conscious perception of emotional signals. Nature reviews neuroscience 11, 697-709. doi:10.1038/nrn2889
  • de Gelder, B., Tamietto, M., & van Boxtel, G. (2008). Intact navigation skills after bilateral loss of striate cortex. Current Biology, 18th(24th), doi: 10.1016/j.cub.2008.11.002
  • Kalat, J. W. (2009). Biological psychology. (10th ed., pp. 169–170). Belmont, CA: Wadsworth.
  • Physorg. (2008, October 14). Retrieved from http://phys.org/news143222136.html
  • Ratey, J. J. (2002). A user's guide to the brain: Perception, attention, and the four theaters of the brain . (p. 99). New York, NY: Vintage Books.
  • De Monasterio, F. M. (1978). Properties of ganglion cells with atypical receptive-field organization in the retina of macaques. Neurophysiology 41, 1435–1449.
  • McIntosh, A., R., Rajah, M., N., Lobaugh, N., J. (1999). Interactions of prefrontal cortex in relation to awareness in sensory learning. Science 284, 1531-1533.

แหล่งข้อมูลอื่นๆ[แก้]