วารสารเมืองโบราณ
บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งที่มาใด |
บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
วารสารเมืองโบราณ ฉบับปฐมฤกษ์เริ่มวางจำหน่ายในช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 ตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา การนำเสนอภาพและบทความใน วารสารเมืองโบราณได้เปลี่ยนแปลงแนวทางหลักไปตามเงื่อนไขบริบทของแต่ละมิติเวลาอยู่เสมอ
ประวัติ
[แก้]ในช่วงสามทศวรรษก่อน ขณะแผ่นดินถิ่นฐานอันกว้างใหญ่ของประเทศถูกบุกเบิกแผ้วถางเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม คณะผู้จัดทำช่วงแรก ๆ ได้มุ่งเน้นสำรวจและรายงานเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีที่ค้นพบใหม่ เชื่อมโยงกับการอ่านและอธิบายประวัติศาสตร์จากเอกสารประเภทจารึก ตำนานเป็นหลัก ต่อมา ได้เพิ่มเนื้อหาให้กับการศึกษาเฉพาะเรื่อง โดยเน้นการอธิบายจากมุมมองและทัศนะที่แตกต่างกันของผู้เขียนจำนวนมาก ครั้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 จึงหันมาสนใจที่จะอธิบายและให้ความหมายกับชุมชนจากอดีตจนถึงปัจจุบันในมุมมองของกลุ่มที่ร่วมวัฒนธรรมเดียวกัน อันเป็นความพยายามที่จะนำเสนอความรู้ความเข้าใจที่ละเอียดและลึกลงไปกว่าที่มีอยู่ในกระแสการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ซึ่งเริ่มเฟื่องฟูขึ้นแล้วในเวลานั้น
และก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้ว ที่แนวทางหลักของวารสารเมืองโบราณให้ความสำคัญกับการเฝ้าสังเกต รายงาน และอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมไทยท้องถิ่น ที่แสดงออกผ่านทางประเพณีพิธีกรรม วิธีคิด ตลอดจนการสร้างอัตลักษณ์ใหม่บนพื้นฐานเดิม ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกรากซึ่งส่งผลสะเทือนไปทั่วถึงทุกแห่งแหล่งที่ในโลก โดยการนำเสนอยังคงยึดแนวทางงานวิชาการเพื่อการค้นคว้าอ้างอิง ทว่าก็มีส่วนคอลัมน์ประจำเล่ม ซึ่งมีความหลากหลายไปตามแต่ความสนใจพิเศษของผู้อ่านทั่วไปที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา และคนทั่วไปรวมอยู่ด้วย
ปีที่ 30 ของวารสารเมืองโบราณจึงอาจนับว่าเป็นช่วงเวลาที่วารสารฉบับหนึ่ง ซึ่งคลุกคลีกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลป และวัฒนธรรมในทางลึกมานานกว่าสามทศวรรษ จะเริ่มขยายขอบข่ายความสนใจศึกษาเข้าสู่เรื่องราวของผู้คน สังคม และชุมชน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้แก่การเข้ามามีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มเหล่าอย่างแท้จริง
เนื้อหา
[แก้]ปัจจุบัน วารสารเมืองโบราณยังคงเป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายกพิเศษ หนา 160 หน้า เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็นสามส่วน คือ
ส่วนเรื่องจากปก
[แก้]เป็นกลุ่มบทความหลัก 3-5 เรื่อง ซึ่งจะกล่าวถึง ตั้งข้อสังเกต และอรรถาธิบายถึงความรู้เกี่ยวกับ “หัวเรื่อง” (theme) นั้น ๆ ในเชิงวิชาการทั้งทางลึกและทางกว้าง มีส่วนเชิงอรรถ การขยายความ และการอ้างอิงหนังสือบรรณานุกรมเช่นเดียวกับงานวิชาการทั่ว ๆ ไป แต่ปรับสำนวนภาษาให้อ่านเข้าใจได้ง่าย นำเสนอข้อสังเกตและแนวคิดรวบรัดชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อ ดังเช่นที่เคยนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมทุ่งกุลา ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
ส่วนบทความ
[แก้]เป็นบทความเชิงวิชาการที่เขียนโดยคณาจารย์ในสถานศึกษา ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่จากองค์กรหน่วยงานซึ่งทำการสอน เผยแพร่ หรือรับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับเรื่องราวนั้น ๆ โดยตรง และสาระจากการอภิปรายในประเด็นวิชาการที่ยังไม่ยุติ ข้อมูลหลักฐาน หรือแนวคิดใหม่ ๆ เช่น เรื่องทวารวดีในสายตานักประวัติศาสตร์ ปัญหาศิลาจารึกหลักที่ 1 พัฒนาการก่อนยุคสุโขทัย ตลอดจนสกู๊ปพิเศษที่เจาะลึกถึงความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ เน้นเรื่องเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนและวิธีการ ตลอดจนความรู้เชิงเทคนิคในระดับปฏิบัติการ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายทั่วไปนัก เช่น เทคโนโลยีดิจิตอลกับงานอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณ วิธีการกำหนดอายุโบราณวัตถุ เครื่องมือและวิธีการขุดค้นของนักโบราณคดี เป็นต้น
ส่วนคอลัมน์ประจำเล่ม
[แก้]เป็นคอลัมน์ซึ่งมีความสั้นกระชับ มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนัง โบราณสถาน ประติมากรรม ไปจนถึงเภสัชวิทยาโบราณ งานช่างพื้นบ้าน การแปลความศิลาจารึก การวิจารณ์หนังสือ และรายงานข่าวทั่ว ๆ ไป นำเสนอโดยสำนวนภาษาที่ง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านที่เป็นนักเรียน นักศึกษา และแม้แต่ผู้สนใจเรื่องราวทั่ว ๆ ไป
บทความทั้งสามส่วนจะถูกคัดเลือกให้มีความหลากหลายทั้งในแง่ของพื้นที่ที่ศึกษา มิติเวลา และคุณวุฒิวัยวุฒิ ตลอดจนกลุ่มสังกัดของผู้เขียน เพื่อให้ครอบคลุมฐานของผู้อ่านที่มีความสนใจเรื่องทางด้านนี้ทุกเพศทุกวัยด้วย