รัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายเริ่มแรกสองราย ได้แก่ วุฒิสมาชิก พอล ซาร์เบนส์ (เดโมแครต) จากรัฐแมริแลนด์ และผู้แทนราษฎร ไมเคิล จี. ออกซเลย์ (ริพับลิกัน) จากรัฐโอไฮโอ

รัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์ ค.ศ. 2002 (อังกฤษ: Sarbanes–Oxley Act of 2002) เรียกในวุฒิสภาสหรัฐว่า "รัฐบัญญัติปฏิรูปการบัญชีบริษัทมหาชนและคุ้มครองนักลงทุน" (อังกฤษ: Public Company Accounting Reform and Investor Protection Act) เรียกในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า "รัฐบัญญัติภาระความรับผิดและความรับผิดชอบในการสอบบัญชีและบรรษัท" (อังกฤษ: Corporate and Auditing Accountability and Responsibility Act) และเรียกโดยทั่วไปว่า ซาร์เบนส์–ออกซเลย์, ซาร์บอกซ์, หรือ ซอกซ์ (อังกฤษ: Sarbanes–Oxley, Sarbox, หรือ SOX) เป็นกฎหมายกลางของสหรัฐที่วางหรือขยายข้อกำหนดสำหรับคณะกรรมการบริษัทมหาชน องค์กรด้านบริหารจัดการ และองค์กรด้านสอบบัญชีสาธารณะทั้งหมดในสหรัฐ นอกจากนี้ บทบัญญัติจำนวนหนึ่งของรัฐบัญญัติยังใช้บังคับแก่บริษัทเอกชน เช่น เรื่องการจงใจทำลายพยานหลักฐานเพื่อขัดขวางการสืบสวนกลาง

รัฐบัญญัตินี้ประกอบด้วยบทบัญญัติ 11 มาตรา ตราขึ้นเนื่องจากเรื่องอื้อฉาวขนานใหญ่ในทางบัญชีและบรรษัทจำนวนหนึ่ง เช่น กรณีของบริษัทเอ็นรอนและเวิลด์คอม บทบัญญัติดังกล่าวครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะกรรมการบรรษัทมหาชน เพิ่มบทลงโทษการประพฤติมิชอบบางกรณี และกำหนดให้คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือเอสอีซี (Securities and Exchange Commission; SEC) ออกกฏเพื่อกำหนดวิธีการที่บริษัทมหาชนจะปฏิบัติตามกฎหมาย

ประวัติ[แก้]

ในปี ค.ศ. 2002 รัฐบัญญัติตั้งชื่อตามผู้สนับสนุนเริ่มแรกสองราย ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา พอล ซาร์เบนส์ (เดโมแครต) จากรัฐแมริแลนด์ และผู้แทนราษฎร ไมเคิล จี. ออกซเลย์ (ริพับลิกัน) จากรัฐโอไฮโอ ซึ่งผลของกฎหมายฉบับนี้ทำให้ฝ่ายบริหารระดับสูงขององค์กรต้องยืนยันความถูกต้องของข้อมูลทางการเงินเป็นรายปัจเจกบุคคล และยังได้เพิ่มเติมบทลงโทษสำหรับการประพฤติมิชอบหรือการฉ้อโกงทางการเงินให้รุนแรงมากกว่าเดิม นอกจากนี้กฎหมายได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด มีบทบาทในการกำกับดูแลคณะกรรมการบริหารขององค์กรและความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอก ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบหรือทบทวนความถูกต้องของงบการเงินในแต่ละบริษัท[1]

รัฐบัญญัติประกอบไปด้วยบทบัญญัติ 11 มาตรา ตราขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเรื่องอื้อฉาวทางการบัญชีและธุรกิจครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่นกรณีของ เอ็นรอน, ไทโคอินเตอร์เนชันแนล, อะเดลเฟีย, เพเรไกรนด์ซิสเตม และเวิลด์คอม ซึ่งเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต้องสูญเสียทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่ลงทุนได้รับผลกระทบจนมีมูลค่าตกต่ำอย่างหนัก และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อตลาดเงินทุนของสหรัฐอเมริกา

บทบัญญัติทั้ง 11 มาตรามีเนื้อหาครอบคลุมไล่ตั้งแต่บทลงโทษทางอาญาเพิ่มเติมต่อความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท และกำหนดให้คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือเอสอีซี ตราข้อกำหนดเพื่อให้บริษัทมีการปฏิบัติตตามกฎหมาย เป็นต้น ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ คนที่ 26 ฮาร์วีย์ พิตต์ จึงเป็นผู้นำในการตรากฎระเบียบเพื่อให้รัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์มีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้มีการจัดตั้งองค์กรกึ่งอิสระขึ้นมาใหม่ชื่อว่า คณะกรรมการกำกับการบัญชีของบริษัทมหาชน หรือ พีซีเอโอบี (Public Company Accounting Oversight Board; PCAOB) มีหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ และสอบทานบริษัทตรวจสอบบัญชีในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทมหาชน กฎหมายฉบับนี้ยังได้ครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ เช่น ความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบบัญชี การกำกับดูแลกิจการ (บรรษัทภิบาล) การประเมินการควบคุมคุมภายใน และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติม ทั้งนี้รากฐานของรัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์ได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากกรณีศึกษาและงานวิจัยฉบับครอบคลุมสมบูรณ์ของ ไฟแนนเชียลเอ็กเซคิทีฟส์รีเชิร์ชฟาวเดชัน หรือ เอฟอีอาร์เอฟ (Financial Executives Research Foundation; FERF) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรของ ไฟแนนเชียลเอ็กเซคิทีฟอินเตอร์เนชันแนล หรือ เอฟอีไอ (Financial Executives International; FEI)

รัฐบัญญัติผ่านการเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐด้วยเสียงสนับสนุน 423 เสียง, คัดค้าน 3 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง และวุฒิสภาสหรัฐด้วยเสียงสนับสนุน 99 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง ต่อมาประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จึงได้ลงนามให้เป็นกฎหมาย พร้อมกับกล่าวว่ารัฐบัญญัติฉบับนี้มีส่วนใน "การปฏิรูปซึ่งมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อวิธีปฏิบัติทางธุรกิจของชาวอเมริกันมากที่สุดนับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ยุคสมัยของมาตรฐานอันต่ำต้อยและผลกำไรในทางที่ผิดได้สิ้นสุดลงแล้ว จะไม่มีห้องประชุมคณะกรรมการแห่งใดในสหรัฐอเมริกาที่อยู่นอกเหนือกฎหมายอีกต่อไป"[2]

ต่อมาเกิดกระแสความเข้าใจว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลทางการเงินที่เข็มงวดขึ้น จึงได้มีการตรากฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้ตามมาในแคนาดา (ค.ศ. 2002)[3] เยอรมนี (ค.ศ. 2002) แอฟริกาใต้ (ค.ศ. 2002) ฝรั่งเศส (ค.ศ. 2003) ออสเตรเลีย (ค.ศ. 2004) อินเดีย (ค.ศ. 2005) ญี่ปุ่น (ค.ศ. 2006) อิตาลี (ค.ศ. 2006) อิสราเอล และตุรกี

ในปี ค.ศ. 2007 ยังคงมีการถกเถียงกันว่ารัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์ มีประโยชน์คุ้มกับต้นทุนที่จัดทำไปหรือไม่ กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบัญญัติฉบับนี้แย้งว่ากฎหมายบั่นทอนความได้เปรียบทางการแข่งขันของสหรัฐอเมริกาเหนือผู้ให้บริการด้านการเงินต่างชาติ เนื่องจากกฎหมายได้ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีกฏระเบียบซับซ้อนมากเกินไปแก่ตลาดการเงินของสหรัฐฯ ผลการศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ไมเคิล บลูมเบิร์ก และสมาชิกวุฒิสภา ชาลส์ ชูเมอร์ (เดโมแครต) จากรัฐนิวยอร์ก ก็ได้อ้างข้อโต้แย้งนี้และใช้เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคการเงินของสหรัฐฯ สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่ศูนย์กลางทางการเงินแห่งอื่น ๆ ของโลก[4] ในขณะที่ผู้สนับสนุนกล่าวว่ารัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์คือ "ของประทานจากพระเจ้า" ที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ ต่อความสัตย์จริงของงบการเงิน[5]

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของรัฐบัญญัติซาร์เบนส์–ออกซเลย์ รัฐสภาสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายเป็นรัฐบัญญัติส่งเสริมการเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพแบบก้าวกระโดด หรือ รัฐบัญญัติจ็อบส์ (Jumpstart Our Business Startups Act; JOBS) ซึ่งผ่อนปรนข้อกำหนดหรือกฏระเบียบต่าง ๆ ให้แก่กิจการซึ่งจัดตั้งใหม่ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมธุรกิจกลุ่มดังกล่าวในช่วงเริ่มต้น

อ้างอิง[แก้]

  1. Kimmel, PhD, CPA, Paul D.; Weygandt, PhD, CPA, Jerry J.; Kieso, PhD, CPA, Donald E. (2011). Financial Accounting, 6th Edition. Wiley. ISBN 978-0-470-53477-9.
  2. Bumiller, Elisabeth (2002-07-31). "Bush Signs Bill Aimed at Fraud in Corporations". The New York Times.
  3. Rob Greeno (2014-08-06). "Canada's Bill 198 Similar to U.S.'s Sarbanes Oxley Act". Asyma Solutions Ltd. blog. สืบค้นเมื่อ 2017-03-12.
  4. Mckinsey & Company (2007). "NY REPORT" (PDF). Schumer Senate website. Archived from the original (PDF) on January 12, 2009.
  5. "Not Everyone Hates SarbOx". BusinessWeek.com. Bloomberg L.P. 28 January 2007. สืบค้นเมื่อ 13 March 2014.