โซตัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ระบบโซตัส)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

โซตัสคือระบบหนึ่งซึ่งเป็นรูปแบบของการฝึกนักเรียนนักศึกษาใหม่ในประเทศไทย และใช้เฉพาะในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่หรือที่เรียกว่าการรับน้อง โซตัสเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทยทั่วไปว่าระบบนี้มีความถูกต้องชอบธรรมในการใช้ฝึกอบรมหรือสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันหรือไม่ แม้ว่าผู้บริหารหรือองค์การนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งมีนโยบายอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนระบบโซตัส แต่ระบบนี้ก็ยังพบอย่างแพร่หลายอยู่ทั่วไปในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาต่างๆ รวมถึงโรงเรียนมัธยมบางแห่งด้วย

ระบบโซตัสนั้นแท้จริงแล้วมีจุดมุ่งหมายในด้านความสามัคคีในหมู่คณะและการเคารพผู้ที่มีวัยวุฒิและหรือคุณวุฒิสูงกว่าตน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่เข้าศึกษาใหม่เกิดแนวคิดแนวทางปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง ตามแบบอย่างประเพณีที่ดีและสืบทอดต่อกันมา หากแต่บางครั้งมีคนที่แอบอ้างชื่อของระบบโซตัสไปใช้สร้างแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ทำเรื่องที่ไม่ดีและไม่ใช่ประเพณีอันดีที่เคยสืบทอดต่อกันมา แอบอ้างชื่อไปใช้เพียงเพื่อการแบ่งชนชั้นให้รุ่นพี่ให้มีอำนาจมากกว่ารุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ หากรุ่นน้องไม่ปฏิบัติตามอาจได้รับการลงโทษก่อให้เกิดความเกรงกลัวหรือถูกตัดขาดจากกลุ่มคณะสาขาที่เรียน ส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ของระบบโซตัสที่ถูกต้องถูกทำลายลงและถูกมองว่าเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของรุ่นน้องและเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดระบบอุปถัมป์ในประเทศไทย

ระบบโซตัสมักจะถูกควบหมายรวมกับการรับน้อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบโซตัสที่แท้จริงนั้นเป็นเพียงแค่หนึ่งในแนวทางความคิดของการรับน้องเท่านั้น

ชื่อและความหมาย[แก้]

คำว่าโซตัสมาจากตัวอักษรนำของคำในภาษาอังกฤษ 5 คำ โดยปัจจุบันยึดความหมายตามโคลงโซตัสซึ่งเป็นโคลงสี่สุภาพที่พบในหนังสือเฟรชชี่รุ่นโบราณจากห้องสมุดภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นกำเนิดของระบบโซตัสขึ้นมาครั้งแรก โดยแต่ละคำและความหมายของโคลงสี่สุภาพนี้ประกอบด้วย

  • Seniority คือ การเคารพผู้ที่มีวัยวุฒิและหรือคุณวุฒิที่สูงกว่า โดยทั้งนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องไม่เคารพเพียงเพราะเป็นคำสั่งของใคร แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณาไปถึงพฤติกรรมและแนวทางการปฏิบัติตนของบุคคลนั้นๆด้วยว่ามีความเหมาะสม ถูกต้องหรือไม่
  • Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย คำสั่งหรือข้อบังคับที่ดี เพื่อความเป็นระเบียบในสังคม โดยแม้ว่าผู้ตามจะต้องเชื่อฟังผู้นำ หากแต่เมื่อผู้ตาม(ผู้ปฏิบัติ)พิจารณาแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี อย่ากระทำ
  • Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีที่ดี มีความภาคภูมิใจในธรรมเนียมประเพณีที่ดีที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา โดยผู้ปฏิบัติจะต้องสืบทอดแต่เพียงประเพณีที่ดี เพราะประเพณีที่ดีนั้นก่อให้เกิดเรื่องที่ดี และไม่สืบทอดประเพณีที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง
  • Unity คือ การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง
  • Spirit คือ การเสียสละตนในด้านกายและใจเพื่อความกล้า ความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูก กล้าที่จะขัดขวางการกระทำที่ผิด รวมไปถึงการมีน้ำใจต่อผู้อื่น และร่วมทำกิจกรรมต่างๆที่ดี ภายใต้การจัดสรรเวลาที่ดี

แม้ว่าความหมายของแต่ละคำของโซตัสนั้นจะชัดเจน แต่ว่าภายใต้การตีความจากโคลงอาจส่งผลทำให้ขอบเขตเงื่อนไขนั้นค่อนข้างคลุมเครือ จนบ้างครั้งมีคนนำจุดอ่อนนี้ไปใช้ในการแอบอ้างกระทำเรื่องที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องภายใต้ชื่อ "ระบบโซตัส" ส่งผลกระทบต่อๆกันมาจนทำให้ถูกมองว่าเป็นระบบที่ไม่ประสบความสำเร็จ หากแต่แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงเพราะผู้คนนำความหมายของมันไปตีความอย่างผิดๆ และอ้างมันว่าเป็นระบบโซตัสก็เท่านั้น

ประวัติ[แก้]

การรับน้องภายใต้ระบบอาวุโสด้วยหลักการโซตัส (SOTUS) เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อมีการตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน และเมื่อมีการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อมา ก็มีการนำเอาระบบโซตัสเข้าไปใช้ ตั้งแต่ 23 กันยายน 2445

เริ่มแรกเมื่อยังเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้นำระบบโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ (Public School) ที่เรียกว่า Fagging System เข้ามาใช้ ระบบนี้จะมีการแต่งตั้งดรุณาณัติ หรือ Prefect/Fag-Master โดยครูในโรงเรียนเลือกเอานักเรียนอาวุโสที่เรียนดี ประพฤติดีเข้ามาเป็นผู้ช่วยครูในการดูแลและควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน ควบคุมและวางกรอบให้นักเรียนต้องประพฤติตนอยู่บนหลักการพื้นฐานของ SOTUS คือ อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เอื้ออำนาจให้แก่ครูอย่างแท้จริงในการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนมาปกครองนักเรียนอีกทอดหนึ่ง

ต่อมาเมื่อมีการตั้งจุฬาลงกรณ์ฯ ก็ได้มีการนำระบบโซตัสเข้ามาใช้ในอบรมสั่งสอนนิสิตในยุคแรก ดังเห็นได้จากเพลงเกียรติภูมิจุฬาฯ ที่แต่งโดยศาสตราจารย์วิกรม เมาลานนท์ ในปี 2510 ซึ่งบรรจุอุดมการณ์ทั้งหมดของโซตัสไว้ในเพลง "มาเถิดมาภราดาจุฬาฯ ทุกแหล่ง มาร่วมแรงร่วมรักและ'สามัคคี' 'อาวุโส'เทอดไว้ 'น้ำใจระเบียบ' เรานี้ พร้อม'ประเพณี' เสริมให้มีแต่วัฒนา" หรือหนังสือรุ่นเฟรชชี่สมัยก่อนจากห้องสมุดภาควิศวกรรมโยธาของจุฬาฯ ก็ปรากฏการอธิบายอักษรย่อทั้ง 5 ตัวของ SOTUS ด้วยโคลงสี่สุภาพ อย่างไรก็ตามระบบรุ่นพี่รุ่นน้องและการรับน้องของจุฬาฯ นั้นไม่ได้เป็นที่มาของระบบว้ากแต่อย่างใด ผู้นำระบบ SOTUS มาใช้ร่วมกับการว้ากนั้นได้แก่โรงเรียนป่าไม้ภาคเหนือหรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน)

เนื่องจากอาจารย์ยุคบุกเบิกส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้จบมาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมลอสบานยอส (Los Banos) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ในยุคที่อยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอเมริกา อีกทั้งอาจารย์บางท่านก็ถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยโอเรกอนหรือมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งคอร์แนลล์นี้เองที่เป็นต้นฉบับการว้ากและส่งต่อประเพณีดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ เช่นประเพณีการปีนเสา รวมถึงประเพณีและธรรมเนียมซึ่งเป็นชาติเจ้าอาณานิคมนำมาเป็นเครื่องมือใช้กำกับประเทศใต้อาณานิคม

ต่อมาเมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ในปี 2486 ในช่วงแรกมีการรับเอานักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้มาเรียนต่อ การว้ากจึงถูกถ่ายทอดมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย โดยเชื่อว่าการกดดันรุ่นน้องจะเป็นการละลายพฤติกรรมและช่วยให้อยู่ร่วมกันได้ ลดทอนความต่างของฐานะและมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ระบบการรับน้องของเกษตรศาสตร์จึงเป็นระบบการว้ากผสมไปกับระบบ SOTUS ที่รับมาจากจุฬาลงกรณ์ฯ ดังคำบอกเล่าของอาจารย์ระพี สาคริกว่า เมื่อรุ่นน้องปีหนึ่งไปปรับทุกข์กับอาจารย์ที่จบจากเมืองนอก ก็จะได้คำตอบกลับมาว่า "ปีหน้าก็คงถึงทีเธอบ้าง ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรไป" คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบอุดมศึกษาไทยดำรงอยู่ได้ด้วยความเห็นชอบและสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษามาตั้งแต่ต้นแล้ว

กระแสประชาธิปไตยที่เบ่งบานในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับการใช้อำนาจในการรับน้องและความรุนแรงในการรับน้อง จนทำให้ประเพณีรับน้องเบาบางลง และล้มเลิกไป เช่น คณะอักษรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ แพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตามด้วยคณะอื่นๆ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ยกเลิกเป็นคณะสุดท้ายในปี 2519 ขณะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และขอนแก่นก็ยกเลิกการรับน้องเช่นกัน คงเหลือแต่เพียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ยังคงการรับน้องตามประเพณีแต่ลดระดับความเข้มข้นลง

แต่เพียง 3 ปีให้หลังเมื่อเกิดการปลุกกระแสว่านักศึกษามีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และต้องการล้มล้างสถาบันฯ ทำให้เกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ด้วยรัฐกังวลกับปัญหานักศึกษาและภัยความมั่นคง การรับน้องจึงถูกนำกลับมาใช้เพื่อควบคุมนักศึกษาใหม่ให้อยู่ในกรอบของรุ่นพี่ซึ่งมีบุคลากรมหาวิทยาลัยและรัฐกำกับควบคุมอีกต่อหนึ่ง ระบบรับน้องจึงธำรงความชอบธรรมได้ผ่านการค้ำจุนของรัฐในนามสถาบันการศึกษา ดังที่ยังคงเป็นมรดกตกทอดมาจนปัจจุบันนั่นเอง [1] [2] [3] คัดลอกมาจาก [4]

ซึ่งในภายหลังนั้น รูปแบบระบบโซตัสในปัจจุบันมีที่มาจากอิทธิพลของ 2 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีการใช้ระบบโซตัส ซึ่งถูกสันนิษฐานว่าเริ่มต้นขึ้นจากการนำระบบอาวุโสของโรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษหรือระบบแฟกกิงเข้ามาใช้ในโรงเรียนมหาดเล็กตั้งแต่ประมาณทศวรรษ 2440 ซึ่งเป็นระบบที่มีการแต่งตั้งดรุณาณัติเพื่อช่วยครูในการอบรมสั่งสอนและดูแลคณะนักเรียนซึ่งมักแต่งตั้งจากนักเรียนอาวุโสผู้เรียนดีและประพฤติดี เมื่อโรงเรียนมหาดเล็กได้พัฒนาเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้รับระบบอาวุโสมาปรับใช้ผนวกกับแนวคิดเรื่องระเบียบ ประเพณี ความสามัคคีและการมีน้ำใจจนเกิดเป็นความหมายของระบบโซตัสขึ้นในการอบรมสั่งสอนทั้งในระดับผู้บริหารและนิสิตเอง

ระบบโซตัสของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในยุคแรกเป็นลักษณะของระบบที่เป็นนามธรรมที่เกิดจากระบบอาวุโสรวมกับการปฏิบัติตามศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมไทยและไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรงใดๆ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - แม่โจ้[แก้]

ระบบโซตัสเริ่มมีการผนวกรวมกิจกรรมการว้ากและการลงทัณฑ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามระบบทำให้มีความเข้มข้นขึ้นในช่วงประมาณทศวรรษ 2480 ซึ่งมีการส่งนักศึกษาไปเรียนระดับปริญญาตรีด้านเกษตรกรรมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยโอเรกอนและมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ลอสแบนยอส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรูปแบบของการใช้ระบบว้ากและการลงโทษอยู่ เมื่อนักศึกษาไทยเรียนจบและกลับประเทศจึงได้นำระบบเหล่านี้มาใช้กับมหาวิทยาลัยไทยโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษากลับมาเป็นอาจารย์ด้านเกษตรกรรมด้วย

โซตัสในปัจจุบัน[แก้]

จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ระบบโซตัส ถือเป็น "ประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม" ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการหยิบยืม "องค์ความรู้" และ "เทคโนโลยี" มาจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกัน ที่อิงอยู่บนฐานกรอบคิดสมัยจักวรรดินิยม ที่เจ้าผู้ปกครองอาณานิคม จะมีรูปแบบที่เข้มข้นรุนแรงเพื่อกำราบ "เมืองขึ้น" ให้สยบยอม โดยในทางเนื้อหานั้น การเข้าไปรุกรานและควบคุม จำต้องนำรูปแบบการปกครองแบบทหารเข้ามาใช้ โดยผ่านกลไกของระบบการศึกษาของพลเรือน

นอกจากนี้ หากพิจารณาบริบททางการเมืองของไทยในยุคที่โซตัสลงหลักปักฐานอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยไทยนั้น เรากำลังอยู่ในยุค "รัฐนิยม" ที่มาพร้อมกับการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมให้แก่เยาวชนและราษฎรไทย จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากแนวคิดและรูปแบบของการปกครองนี้จะถูกหยิบมาใช้ในสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยมีจุดประสงค์เชิงอุดมการณ์ เพื่อสร้างราษฎรที่มีคุณภาพ (ตามอุดมคติของรัฐ) เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ เพราะในลัทธิชาตินิยม มีพื้นที่ให้กับความเป็นปัจเจกและความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเป็นของตนในด้านที่ให้ความสนใจในชาติอื่นน้อยมากถึงขั้นไม่มีเลย

ต่อมาในทศวรรษ 2510 เมื่อกระแสสำนึกประชาธิปไตยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการทหารโดยเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษา ประเพณีและวิถีปฏิบัติจารีตนิยมหลายอย่างได้ถูกตั้งคำถามในฐานะฟันเฟืองสำคัญทางวัฒนธรรม ทำให้หมู่คนบ้างกลุ่มอาจมองว่าเป็นหนึ่งในวิธีการที่พยายามจะครอบงำความคิดในระดับจิตใต้สำนึกของประชาชน [5]ของผู้นำเผด็จการ

จุดประสงค์[แก้]

ระบบโซตัสนั้นแท้จริงแล้วมีจุดมุ่งหมายในด้านความสามัคคีในหมู่คณะและการเคารพผู้ที่มีวัยวุฒิและหรือคุณวุฒิสูงกว่าตน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่เข้าศึกษาใหม่เกิดแนวคิดแนวทางปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง ตามแบบอย่างประเพณีที่ดีและสืบทอดต่อกันมา ภายใต้การพิจารณาถึงความถูกต้องและเหมาะสมของตัวนักเรียนนักศึกษาควบคู่ไปด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้น[แก้]

ระบบโซตัสที่ถูกแอบอ้างชื่อและนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น บ้างครั้งกลายเป็นเป้าหมายที่ฝึกให้มีความรักสามัคคีกัน มีความเป็นพวกพ้องกัน เฉพาะแต่เพียงในกลุ่มของตนเอง ทำให้คนบางส่วนมีความคิดต่อระบบนี้ว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในกลุ่ม เช่น ในการทำงานพบคำกล่าวว่าสถานที่บางแห่ง "มีสี" เป็นต้น

ในปัจจุบัน ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความรุนแรงของการรับน้อง ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ยกตัวอย่างเช่น

  • ปี พ.ศ. 2546 ได้มีการฟ้องร้องระหว่างผู้ปกครองของนักศึกษากับทางมหาวิทยาลัย โดยกล่าวอ้างถึงการคุกคามทางคำพูด
  • เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 ได้มีเหตุการณ์นักศึกษาฆ่าตัวตาย โดยมีผู้เชื่อว่ารุ่นพี่ใช้ความรุนแรงเหล่านี้ผ่านระบบโซตัส[ต้องการอ้างอิง]

กลุ่มผู้สนับสนุนโซตัสให้ความเห็นว่าเกิดมาจากการที่รุ่นพี่ในแต่ละมหาวิทยาลัย นำระบบโซตัสไปใช้ในทางที่ผิด โดยกล่าวอ้าง หลักการเคารพผู้อาวุโส และ การปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งเป็น 2 ใน 5 ของโซตัส ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาทีเกิดขึ้นรวมทั้ง ความรุนแรงในมหาวิทยาลัย หรือการลวนลามนักศึกษาที่เข้าใหม่

แม้ผู้สนับสนุนระบบโซตัสอ้างผลดีที่ได้จากระบบนี้ แต่ผู้ไม่สนับสนุนก็ตั้งคำถามว่า ผลดีนั้นจำเป็นต้องได้มาโดยระบบโซตัสหรือไม่, หรือพูดอีกอย่างคือ มีวิธีอื่นที่จะได้ผลลัพธ์นั้นโดยไม่ต้องใช้ระบบโซตัสหรือไม่ หรือกระทั่งตั้งคำถามว่า สิ่งที่ผู้สนับสนุนระบบโซตัสเรียกว่า "ผลดี" นั้น ที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่ดีงาม หรือจำเป็นจริงหรือไม่[ต้องการอ้างอิง]

การใช้โซตัสในสถานบำบัดยาเสพติดในประเทศไทย[แก้]

ในปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้ยาเสพติดบางส่วนต้องถูกสำนักงานคุมประพฤติส่งไปบำบัดยาเสพติดตามโปรแกรมต่างๆ จึงมีการจัดตั้งสถานบำบัดยาเสพติดขึ้นหลายแหล่งในหลายหน่วยงาน เช่น กรมการแพทย์ โดยสถานบำบัดยาเสพติดหลายแห่งได้มีการนำระบบโซตัสเข้ามาใช้ภายในสถานบำบัดยาเสพติด และเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการบำบัดยาเสพติด พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 โดยลักษณะการใช้ระบบโซตัสจะเป็นไปในลักษณะที่เน้นความต้องการให้สมาชิกในแต่ละบ้านมีระเบียบวินัยและมีความแน่วแน่ในการเลิกใช้ยาเสพติด และไม่กลับไปเสพซ้ำ โดยสถานบำบัดยาเสพติดมีการนำมาประยุกต์ใช้คือ มีการกำหนดตารางกิจกรรมในแต่ละวันของผู้บำบัดยาเสพติด มีการนำระบบอาวุโสมาใช้ หากผู้เข้ารับการบำบัดท่านไหนที่มีพฤติกรรมดีจะได้เลื่อนลำดับขั้นขึ้นไปซึ่งถือว่ามีความคุณวุฒิสูงกว่าผู้ที่เข้ามาใหม่ และมีการนำระบบทีมมาใช้ มีการแต่งตั้งหัวหน้าทีมเพื่อเป็นผู้นำทีมให้ทำภารกิจต่างๆในแต่ละวันให้สำเร็จ

ดูเพิ่ม[แก้]


อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]