มารีอา มิตเชลล์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มารีอา มิตเชลล์
มารีอา มิตเชลล์, วาดโดย H. Dasell, 1852
เกิด1 สิงหาคม ค.ศ. 1818(1818-08-01)
สหรัฐอเมริกา
เสียชีวิต28 มิถุนายน ค.ศ. 1889 (70 ปี)
เมืองลินน์, รัฐแมสซาชูเซตส์,
สหรัฐอเมริกา
สัญชาติอเมริกัน
สาขาดาราศาสตร์
สถาบันที่ทำงานNautical Almanac Office, วิทยาลัยวาสซาร์, หอดูดาว วิทยาลัยวาสซาร์
งานที่เป็นที่รู้จักนักดาราศาสตร์หญิงชาวอเมริกันคนแรก
รางวัลที่ได้รับKing of Denmark's Cometary Prize Medal, 1848

มารีอา มิตเชลล์ (อังกฤษ: Maria Mitchell เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1818 - 28 มิถุนายน ค.ศ. 1889) เป็นนักดาราศาสตร์หญิงชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบดาวหางซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "ดาวหางมิสมิตเชลล์"[1]โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์ ในปี 1847 การค้นพบดาวหางทำให้เธอได้รับพระราชทานรางวัลเหรียญทองจากกษัตริย์ เฟรดเดอริกที่หกแห่งเดนมาร์ก มารีอาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันคนแรกที่เป็นสตรี[2][3]

ประวัติ[แก้]

มารีอา มิตเชลล์ [4]

มารีอา มิตเชลล์เกิดที่ เกาะแนนทัคเก็ต ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งรัฐแมสซาชูเซตส์ สืบเชื้อสายมาจาก ปีเตอร์ ฟาลเกอร์ และ แมรี่ มอร์ริลล์ มัลเกอร์ และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆกับ เบนจามิน แฟรงคลิน อีกด้วย เธอมีพี่ชายและน้องสาวเก้าคน(รวมเธอเป็นสิบคน) พ่อแม่ของเธอ วิลเลียม มิตเชลล์ และลิเดีย โคลแมน มิตเชลล์ ต่างนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ คณะเควกเกอร์ ซึ่งหนึ่งในหลักความเชื่อของคณะเควกเกอร์คือความเสมอภาคทางสติปัญญาระหว่างเพศ และทำให้มารีอา มิตเชลล์ได้เติบโตในชุมชนแนนทัคเก็ตที่ได้รับการยกย่องว่า มีความเท่าเทียมทางเพศสูง

พ่อแม่ของมารีอาเป็นเหมือนเควกเกอร์คนอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและยืนกรานที่จะให้มารีอาได้รับการศึกษาเหมือนกับเด็กผู้ชาย อีกทั้งมารีอาก็โชคดีที่พ่อของเธอเป็นครูในโรงเรียนของรัฐ ที่สนใจในวิชาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์มาโดยตลอด โดยลูกๆ ของเขาทุกคนได้รับการปลูกฝังความรู้ด้านดาราศาสตร์[5] นอกจากนี้เกาะแนนทัคเกตยังเป็นเกาะที่สำคัญ ในการเป็นท่าเรือล่าวาฬ ทำให้เหล่าลูกเรือต้องทิ้งภรรยาของตนไว้บนเกาะเวลาที่ต้องออกทะเลเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ภรรยาของชาวเรือต้องจัดการ กิจการที่บ้านด้วยตนเองในขณะที่สามีอยู่ในทะเล ทำให้ผู้หญิงบนเกาะมีความเท่าเทียมและอิสระมาก

ในวัยเด็กมารีอาศึกษาที่โรงเรียนเอลิซาแบท การ์เนอร์ ก่อนจะย้ายมาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมนอทแกรมมาที่พ่อของเธอเป็นครูใหญ่คนแรก สองปีหลังจากการก่อตั้งโรงเรียน ตอนที่มารีอาอายุ 11 ขวบ พ่อของเธอก็ก่อตั้งโรงเรียนของตัวเองบนถนนโฮเวิร์ด ที่นั่นเธอเป็นทั้งนักเรียนและเป็นผู้ช่วยสอนให้พ่อ[6] ที่บ้านพ่อยังสอนดาราศาสตร์ ให้มารีอาโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ส่วนตัว[7] ตอนอายุ 12 ครึ่ง เธอก็สามารถช่วยพ่อคำนวณช่วงเวลาการเกิดที่แน่นอนของสุริยุปราคา[8]

หลังจากที่โรงเรียนของพ่อปิดแล้ว หลังจากนั้นเธอก็เข้าศึกษาที่โรงเรียนเพื่อหญิงสาวของรัฐมนตรี Cyrus Peirce ซึ่งต่อมาเธอทำงานให้กับท่านรัฐมนตรีในฐานะผู้ช่วยสอน ก่อนที่จะไปเปิดโรงเรียนของตัวเองในปี 1835 โรงเรียนของมารีอาอนุญาตให้เด็กที่ไม่ใช่ผิวขาวเข้าเรียนร่วมกับเด็กผิวขาวได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากในขณะนั้น โรงเรียนรัฐในท้องถิ่นยังคงแยกเรียนกันอยู่[9] หนึ่งปีต่อมาเธอก็ได้รับงานเป็นบรรณารักษ์คนแรกของห้องสมุด Nantucket Atheneum, [9] ซึ่งเธอทำงานมา 20 ปี[10]

มารีอา มิตเชลล์ (คนนั่ง) ในหอดูดาววิทยาลัยวาสซาร์ กับนักเรียนของเธอMary Watson Whitney (คนยืน), circa 1877[11]

การค้นพบดาวหางมิสมิตเชลล์[แก้]

ในคืนวันที่ 1 ตุลาคม 1847 เวลา 22.50 นาฬิกา มารีอาใช้กล้องโทรทรรศน์หักเห Dollond ที่มีรูรับแสง 3 นิ้ว ทางยาวโฟกัส 46 นิ้ว[12][13] ค้นพบดาวหาง 1847 VI ปัจจุบันเรียก C/1847 T1 และต่อมารู้จักในชื่อ "ดาวหางมิสมิตเชลล์"[14][15] การค้นพบของมิตเชลล์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารภายใต้ชื่อพ่อของเธอ[16] ในเดือนมกราคม 1848 เดือนต่อมาเธอก็ส่งการคำนวณวงโคจรของดาวหาง เพื่อยืนยันว่าสิทธิของเธอในการเป็นผู้ค้นพบคนแรก[17] ในปีนั้นเธอได้รับการเฉลิมฉลองที่ Senaca Falls Convention สำหรับการค้นพบและการคำนวณ[17]

เมื่อหลายปีก่อนหน้าการค้นพบดางหางของมารีอา กษัตริย์ พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 แห่งเดนมาร์ก ได้สร้างรางวัลเหรียญทองให้กับผู้ค้นพบ "ดาวหางด้วยกล้องโทรทรรศน์" (เพราะมันจางมาก จนแทบจะมองไม่เห็นด้วยได้ตาเปล่า) ทุกคน โดยรางวัลนี้จะมอบให้กับ "ผู้ค้นพบคนแรก" ของดาวหางแต่ละดวง (เพราะว่าดาวหางมักจะถูกค้นพบโดยบุคคลมากกว่าหนึ่งคน) มารีอามิตเชลล์ได้รับรางวัลเหรียญทองนี้และทำให้เธอโด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากมีผู้หญิงเพียงสองคนก่อนหน้านี้ที่ค้นพบ ดาวหาง คือนักดาราศาสตร์ Caroline Herschel และ Maria Margarethe Kirch การค้นพบของมารีอาและการได้การยอมรับจากรัฐบาลเดนมาร์ก ทำให้นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้รับการยอมรับในยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันมักถูกดูถูกโดยนักดาราศาสตร์ชาวยุโรป

ภายหลังได้เกิดปัญหาขึ้นชั่วคราว เนื่องจาก Francesco de Vico ได้ค้นพบดาวหางตัวเดียวกัน หลังจากการค้นพบของมารีอาได้เพียง 2 วัน แต่ได้รายงานไปยังเจ้าหน้าที่ของยุโรปก่อน แต่สุดท้ายแล้วปัญหานี้ ก็ได้รับการแก้ไข และมิตเชลล์ก็ได้รับพระราชทานรางวัลโดย Christian VIII องค์ใหม่ ในปี 1848[18]ในที่สุด

ความสำเร็จด้านวิชาการ[แก้]

มิตเชลล์และคณะเริ่มบันทึกจุดบนดวงอาทิตย์ด้วยตาในปี ค.ศ.1868 และสามารถถ่ายภาพบันทึกประจำวันได้ ในปี ค.ศ.1873 ช่วยให้สามารถเก็บบันทึกได้แม่นยำยิ่งขึ้น มันเป็นภาพถ่ายธรรมดาภาพแรกๆของดวงอาทิตย์ ที่ทำให้เธอได้รับอนุญาตให้สำรวจ และตั้งสมมติฐานว่าจุดบนดวงอาทิตย์เป็นโพรงมากกว่าที่จะเป็นเมฆลอยบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ สำหรับสุริยุปราคาเต็มดวงในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1878 มิทเชลและผู้ช่วยห้าคน เดินทางไปพร้อมกับกล้องโทรทรรศน์ 4 นิ้ว ไปที่เดนเวอร์เพื่อสังเกตการณ์[19]

มารีอาเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกของสถาบันเพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1848[20] และ สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1850 ในปี 1881 มารีอารายงานต่อสมาคมเพื่อความก้าวหน้าของสตรี แสดงความประหลาดใจว่าเหตุใดจึงไม่มีผู้หญิงคนใดได้รับเลือกเข้าสู่สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกันหลังจากเธอ[21] มิตเชลล์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่ สมาคมนักปรัชญาชาวอเมริกัน (ปี 1869 ที่ แมรี่ ซอเมอร์วิลล์ และ เอลิซาเบธ คาบ๊อต Agassiz ได้รับการคัดเลือก)[22] หลังจากนั้นเธอทำงานให้กับ United States Naval Observatory คำนวณตำแหน่งของ วีนัส และเดินทางในยุโรปกับ นาธาเนียล ฮอว์ธอร์น และครอบครัวของเขา

ในปี ค.ศ. 1865 มารีอาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์คนแรก ของวิทยาลัยวาสซาร์ เธอยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้อำนวยการของหอดูดาวแห่งวิทยาลัยวาสซาร์ ด้วยการแนะนำของมิตเชลล์ วิทยาลัยวาสซาร์มีนักเรียนลงทะเบียนเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ มากกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่ปีค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ.1888 ถึงแม้ว่าทางเลือกในการประกอบอาชีพของนักเรียนของเธอจะมีจำกัด แต่เธอก็ไม่เคยมีความสงสัยในความสำคัญของการศึกษาดาราศาสตร์เลย

หลังจากการสอนที่วิทยาลัยวาสซาร์ มาระยะหนึ่ง เธอก็ได้เรียนรู้ว่าแม้จะมีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ เงินเดือนของเธอก็ยังน้อยกว่าศาสตราจารย์ชายหลายๆคนที่อายุน้อยกว่าเธอ มารีอาและอลิดา เอเวอรี่ ผู้หญิงสองคนในคณะในเวลานั้น เรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนและประสบความสำเร็จ เธอสอนที่วิทยาลัยจนกระทั่งเกษียณอายุในปีค.ศ. 1888 หนึ่งปีก่อนที่เธอจะเสียชีวิต

ความตั้งใจ[แก้]

ในปี 1843 เธอออกจากความเชื่อเควกเกอร์และหันมานับถือลัทธิเอกภาพนิยมในช่วงการประท้วงต่อต้านการเป็นทาส เธอหยุดสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายภาคใต้ เธอยังเป็นเพื่อนกับนักเรียกร้องสิทธิเพื่อสตรีหลายๆคน เช่น เอลิซาเบธ เคดี้ สแตนตัน และ ร่วมก่อตั้งสมาคมเพื่อความก้าวหน้าของสตรี ในปีค.ศ.1873

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

มารีอากลายเป็นผู้มีชื่อเสียงหลังจากการค้นพบดาวหางและรางวัลของเธอ มีบทความทางหนังสือพิมพ์หลายร้อยฉบับที่เขียนเกี่ยวกับเธอในทศวรรษถัดมา[23] ที่บ้านเกิดของเธอในแนนทัคเก็ต เธอไดเต้องรับกับนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นหลายคน เช่น ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน เฮอร์แมน เมลวิลล์ เฟรเดอริค ดักลาส และ โซเจอร์เนอร์ ทรูท[24]

มิทเชลไม่เคยแต่งงาน ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับครอบครัวของเธอตลอดชีวิตหลังจากที่เธอเกษียณจากวิทยาลัยวาสซาร์ในปี 1888 เธออาศัยอยู่ที่ เมืองลินน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ กับ เคท น้องสาวและครอบครัวของเธอ[25] มีเอกสารส่วนตัวของเธอก่อนปี 1846 เหลืออยู่น้อยมากครอบครัวมิตเชลล์เชื่อว่าเธอได้เห็นเอกสารส่วนตัวของเพื่อนจากเกาะแนนทัคเก็ต ปลิวว่อนตามถนนตอนไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1846 ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดไฟไหม้ขึ้นอีกครั้งเธอจึงเผาเอกสารของเธอเองเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว[26]

การระลึกถึงและสิ่งสืบเนื่อง[แก้]

มิทเชลเสียชีวิตจากโรคทางสมองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1889 ที่อายุ 70 ที่เมืองลินน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เธอถูกฝังที่ ช่อง 411 ใน Prospect Hill Cemetery, Nantucket [27][28] หอดูดาวมารีอามิตเชลล์ ในแนนทัคเก็ตตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ[29] หอดูดาวเป็นส่วนหนึ่งของ สมาคมมารีอามิตเชลล์ ในแนนทัคเก็ตซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์วิทยาศาสตร์บนเกาะ มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์บ้านมารีอามิตเชลล์ และห้องสมุดวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงหอดูดาวนอกจากนี้ชื่อของเธอยังได้ไปอยู่ในหอเกียรติยศ สตรีแห่งชาติ และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลเดือนประวัติศาสตร์สตรีแห่งชาติเมื่อปี 1989 โดย โครงการประวัติศาสตร์สตรีแห่งชาติ [30] ชื่อของเธอได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อเรือใน สงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อ SS Maria Mitchell รถไฟใต้ดินสายเหนือในนิวยอร์ก (ระหว่าง ปลายสายฮัดสัน ที่สุดที่ โพห์คิปซี ใกล้วิทยาลัยวาสซาร์) มีรถไฟชื่อ Maria Mitchell Comet เพื่อเป็นเกียรติแด่เธอ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2013 เครื่องมือค้นหาของ Google ให้เกียรติ Maria Mitchell โดย Google Doodle แสดงเธอในรูปแบบการ์ตูนบนหลังคามองผ่านกล้องโทรทรรศน์เพื่อค้นหาดาวหาง[31][32][33]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Maria Mitchell Biography" (in English). Biography. สืบค้นเมื่อ January 15, 2017.
  2. "Maria Mitchell". National Women's History Museum. สืบค้นเมื่อ July 11, 2018.
  3. "Maria Mitchell Discovers a Comet". This Month in Physics History. American Physical Society. สืบค้นเมื่อ November 1, 2012.
  4. ฮาวจูเลียวอร์ด ความทรงจำ, 1819 - 1899 [1] , Houghton Mifflin Company, 1900
  5. Gormley, Beatrice. Maria Mitchell The Soul of an Astronomer, pp 4-6. William B. Eerdmans Publishing Co, Grand Rapids, MI, (1995), ISBN 0-8028-5264-5.
  6. Among The Stars: The Life of Maria Mitchell. Mill Hill Press, Nantucket, MA. 2007
  7. "Maria Mitchell". 5.uua.org. Archived from the original on May 3, 2009. สืบค้นเมื่อ August 4, 2013.
  8. Gormley เบียทริซ Maria Mitchell: วิญญาณของนักดาราศาสตร์ Eerdmans Publishing Co, MI 1995
  9. 9.0 9.1 Renée L. Bergland (2008). Maria Mitchell and the Sexing of Science: An Astronomer Among the American Romantics. Beacon Press. p. 29. ISBN 0807021423.
  10. Marilyn Bailey Ogilvie, Joy Dorothy Harvey, ed. (2000). The biographical dictionary of women in science: Vol. 2: L–Z. Taylor & Francis. p. 901. ISBN 9780415920407. Professional experience: Nantucket Atheneum, librarian (1836–1856)
  11. Tappan, Eva March, Heroes of Progress: Stories of Successful Americans, Houghton Mifflin Company, 1921. Cf.pp.54-60
  12. AJS, 2nd Ser., v. 5, 1848, p. 83, Wm มิทเชลในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1847
  13. Maria Mitchell, Life, Letters, and Journals, compiled by Phebe Mitchell Kendall, 1896, p. 9 & 19.
  14. Gormley, Beatrice. Maria Mitchell The Soul of an Astronomer, p 47. William B. Eerdmans Publishing Co, Grand Rapids, MI, (1995), ISBN 0-8028-5264-5.
  15. "Miss Maria Mitchell and the King of Denmark". The National Era (newspaper), March 22, 1849". News.google.com. สืบค้นเมื่อ August 4, 2013.
  16. {{citeweb | url=https://en.wikipedia.org/wiki/Silliman's_Journal Silliman's Journal]>
  17. 17.0 17.1 Bergland, Renée (2008). Maria Mitchell and the Sexing of Science. Boston, MA: Beacon Press. p. 57. ISBN 978-0-8070-2142-2.
  18. "Maria Mitchell's Gold Medal - Maria Mitchell Association". www.mariamitchell.org.
  19. Waxman, Olivia (August 18, 2017). "Think This Total Solar Eclipse Is Getting a Lot of Hype? You Should Have Seen 1878". Time. สืบค้นเมื่อ August 28, 2017.
  20. "Book of Members, 1780–2010: Chapter M" (PDF). American Academy of Arts and Sciences. สืบค้นเมื่อ July 29, 2014.
  21. Kohlstedt, Sally Gregory (1978). "Maria Mitchell: The Advancement of Women in Science". New England Quarterly. 51 (1): 39–63.
  22. "Elizabeth Cabot Cary Agassiz, live and works". Women-philosophers.com. สืบค้นเมื่อ August 4, 2013.
  23. 1963-, Bergland, Renée L., (2008). Maria Mitchell and the sexing of science : an astronomer among the American romantics. Boston: Beacon Press. p. 74. ISBN 9780807021422. OCLC 180851908.
  24. 1963-, Bergland, Renée L., (2008). Maria Mitchell and the sexing of science : an astronomer among the American romantics. Boston: Beacon Press. p. 82. ISBN 9780807021422. OCLC 180851908.
  25. Beatrice Gormley (2004). Maria Mitchell: The Soul of an Astronomer. Eerdmans Young Readers. pp. 116–118. ISBN 0802852645.
  26. Renée L. Bergland (2008). Maria Mitchell and the Sexing of Science: An Astronomer Among the American Romantics. Beacon Press. p. 82. ISBN 978-0-8070-2142-2. Great Fire of 1846 and seeing personal documents
  27. "Prospect Hill Cemetery, Nantucket, Massachusetts". Prospecthillcemetery.com. สืบค้นเมื่อ August 4, 2013.
  28. "Maria Mitchell - Retirement and a Return to Lynn". Maria Mitchell Association. Archived from the original on September 3, 2012. สืบค้นเมื่อ March 29, 2012.
  29. Hoffleit, Dorrit (2001). "The Maria Mitchell Observatory--For Astronomical Research and Public Enlightenment" (pdf). The Journal of the American Association of Variable Star Observers. 30 (1): 62. Bibcode:2001JAVSO..30...62H.
  30. "Biographies". National Women's History Project. August 1, 2017.
  31. "Maria Mitchell's 195th Birthday". Google.com. สืบค้นเมื่อ May 29, 2014.
  32. Khan, Amina (August 1, 2013). "Google doodle: Maria Mitchell, first pro female astronomer in U.S." Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ August 12, 2013.
  33. Barber, Elizabeth (August 1, 2013). "Google Doodle honors Maria Mitchell, first American female astronomer (+video)". The Christian Science Monitor. สืบค้นเมื่อ August 12, 2013.