มัสยิดอัลกุตุบียะฮ์
| มัสยิดอัลกุตุบียะฮ์ | |
|---|---|
| ศาสนา | |
| ศาสนา | อิสลามนิกายซุนนี |
| สถานะ | เปิดใช้งาน |
| ที่ตั้ง | |
| เทศบาล | มาร์ราคิช |
| ประเทศ | โมร็อกโก |
![]() แผนที่แบบโต้ตอบของมัสยิดอัลกุตุบียะฮ์ | |
| พิกัดภูมิศาสตร์ | 31°37′27″N 7°59′37″W / 31.624124°N 7.993541°W |
| สถาปัตยกรรม | |
| ประเภท | มัสยิด |
| รูปแบบ | มัวร์ (อัลโมฮัด) |
| ผู้ก่อตั้ง | อับดุลมุอ์มิน |
| ลงเสาเข็ม | ค.ศ. 1147 (หลังแรก) |
| เสร็จสมบูรณ์ | ระหว่าง ค.ศ. 1158 ถึง 1195 (หลังปัจจุบัน) |
| ลักษณะจำเพาะ | |
| หอคอย | 1 |
| ความสูงหอคอย | 77 ม. |
| วัสดุ | อิฐ, หินทราย, อิฐหิน, ไม้ |
มัสยิดอัลกุตุบียะฮ์ (อาหรับ: جامع الكتبية เสียงอ่านภาษาอาหรับ: [ˈdʒaːmiʕu‿lkutuˈbijːa(h)]) เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมาร์ราคิช ประเทศโมร็อกโก[1] ตั้งอยู่ที่บริเวณฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของย่านอัลมะดีนะฮ์ของมาร์ราคิช ซึ่งอยู่ใกล้กับญามิอุลฟะนาอ์ และอยู่ติดกับสวนขนาดใหญ่
มัสยิดนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1147 โดยเคาะลีฟะฮ์อับดุลมุอ์มินแห่งอัลโมฮัด หลังพิชิตมาร์ราคิชจากอัลโมราวิด มัสยิดแบบที่สองอับดุลมุอ์มินสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อประมาณ ค.ศ. 1158 โดยยะอ์กูบ อัลมันศูรน่าจะสร้างหออะซานเสร็จประมาณ ค.ศ. 1195[2] มัสยิดหลังที่สองเป็นมัสยิดที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยทั่วไปถือเป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมอัลโมฮัดและสถาปัตยกรรมมัสยิดโมร็อกโกเป็นการทั่วไป[2] หออะซานที่มีความสูง 77 เมตร (253 ฟุต) ประดับด้วยรูปเรขาคณิตที่แตกต่างกันและประดับส่วนบนด้วยยอดแหลมและลูกโลหะกลม ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เช่น ฆิรัลดาแห่งเซบิยาและหอคอยฮัสซานแห่งราบัต ซึ่งสร้างขึ้นไม่นานในยุคเดียวกัน[3][4][5][6] หออะซานยังถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของมาร์ราคิช[7][8]
ศัพทมูลวิทยา
[แก้]ชื่อมัสยิดมาจากคำศัพท์ภาษาอาหรับว่า กุตุบียีน (كُتُبيين) หมายถึง "คนขายหนังสือ"[9] มัสยิดกุตุบียะฮ์หรือมัสยิดของคนขายหนังสือ สะท้อนการขายหนังสือที่ผู้ขายทำการค้าขายในบริเวณซูกใกล้เคียง[9] ในช่วงหนึ่ง[เมื่อไร?] มีผู้ขายหนังสือมากถึง 100 คนทำงานอยู่ตามถนนบริเวณเชิงมัสยิด[10][11][12]
ภูมิศาสตร์
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ประวัติ
[แก้]การพิชิตและปฏิรูปมาร์ราคิชของอัลโมฮัด
[แก้]นครมาร์ราคิชก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1070 โดยราชวงศ์อัลโมราวิดเพื่อเป็นเมืองหลวง แต่ถูกยึดใน ค.ศ. 1147 โดยอัลโมฮัดภายใต้การนำของอับดุลมุอ์มิน[13] ในขณะที่พวกอัลโมฮัดตัดสินใจตั้งเมืองมาร์ราคิชเป็นเมืองหลวงเช่นกัน พวกเขาไม่ต้องการให้มีร่องรอยอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่สร้างโดยพวกอัลโมราวิด ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจ เนื่องจากพวกเขามองว่าพวกอัลโมราวิดเป็นพวกนอกรีต[5] มีรายงานว่าพวกเขาได้ทำลายมัสยิดทั้งหมดในเมือง รวมถึงมัสยิดหลัก มัสยิดบินยูซุฟ โดยอ้างว่ามัสยิดของพวกอัลโมราวิดไม่ได้วางแนวให้ตรงกับทิศกิบลัต (ทิศทางในการละหมาด) ที่ถูกต้อง[5]
เนื่องจากมัสยิดใหญ่ของพวกอัลโมราวิดเดิม (เช่น มัสยิดบินยูซุฟเดิม) ได้ถูกรวมเข้ากับโครงสร้างเมืองโดยรอบอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว พวกอัลโมฮัดจึงไม่สะดวกที่จะสร้างมัสยิดใหม่ทั้งหมดที่มีทิศทางแตกต่างกันอย่างมากในสถานที่เดิม[3] เป็นไปได้ว่าพวกเขาไม่ได้ทำลายมัสยิด แต่ปล่อยให้ถูกทิ้งร้าง[5] พวกอัลโมฮัดอาจต้องการให้มัสยิดหลักของเมืองตั้งอยู่ใกล้กับก็อศบะฮ์และพระราชวังมากขึ้น เช่นเดียวกับที่พบได้ทั่วไปในเมืองอิสลามอื่น ๆ[5] ด้วยเหตุนี้ อับดุลมุอ์มินจึงตัดสินใจสร้างมัสยิดใหม่ติดกับ Ksar el-Hajjar ก็อศบะฮ์อัลโมราวิดเดิม ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของพระราชวังอัลโมฮัดแห่งใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจัตุรัสหลักของเมือง (ซึ่งปัจจุบันคือญามิอุลฟะนาอ์)[14]
กิบลัตของอัลโมฮัดกับอัลโมราวิด
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
สถาปัตยกรรม
[แก้]
รายละเอียดสถาปัตยกรรมของมัสยิดหลังแรกกับหลังที่สองเกือบเหมือนกันทั้งหมด ยกเว้นทิศทาง[15] ดังนั้น สิ่งที่เป็นจริงสำหรับสิ่งหนึ่ง ก็ย่อมเป็นจริงสำหรับอีกสิ่งหนึ่งเช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันมัสยิดแห่งแรกจะเหลือให้เห็นเพียงซากปรักหักพังทางโบราณคดีเท่านั้น[16] มัสยิดแห่งนี้มีลักษณะการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์อัลโมฮัด และองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับมัสยิดอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน ผังพื้นของมัสยิดเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่ไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย เนื่องจากผนังด้านเหนือตรงกับผนังด้านใต้เดิมของมัสยิดหลังแรกและมีทิศทางที่แตกต่างกัน มัสยิดปัจจุบันมีความกว้างประมาณ 90 เมตร (300 ฟุต) ด้านตะวันตกยาว 57 เมตร (187 ฟุต) และด้านตะวันออกยาว 66 เมตร (217 ฟุต)[17] นอกเหนือจากหออะซานแล้ว มัสยิดส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐ แม้ว่าจะมีการใช้หินทรายในการก่อสร้างผนังด้านนอกบางส่วนด้วย[16][18][19] วัสดุและวิธีการก่อสร้างแบบเดียวกันนี้ยังปรากฏให้เห็นในมัสยิดหลังแรกด้วย[20]
ข้างนอก
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ Wilbaux, Quentin (2001). La médina de Marrakech: Formation des espaces urbains d'une ancienne capitale du Maroc (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: L'Harmattan. p. 101. ISBN 2747523888.
- 1 2 Deverdun, Gaston (1959). Marrakech: Des origines à 1912 (ภาษาฝรั่งเศส). Rabat: Éditions Techniques Nord-Africaines. pp. 172–194.
- 1 2 Salmon, Xavier (2018). Maroc Almoravide et Almohade: Architecture et décors au temps des conquérants, 1055-1269 (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: LienArt. pp. 90–169, 194–222.
- ↑ Ewert, Christian (1992). "The Architectural Heritage of Islamic Spain in North Africa". ใน Dodds, Jerrilynn D. (บ.ก.). Al-Andalus: The Art of Islamic Spain. New York: The Metropolitan Museum of Art. pp. 85–95. ISBN 0870996371.
- 1 2 3 4 5 Bennison, Amira K. (2016). The Almoravid and Almohad Empires (ภาษาอังกฤษ). Edinburgh University Press. pp. 306–314. ISBN 9780748646821.
- ↑ Hattstein, Markus and Delius, Peter (eds.) Islam: Art and Architecture. h.f.ullmann.
- ↑ Gregg, Gary S. (15 February 2007). Culture and Identity in a Muslim Society. Oxford University Press. p. 62. ISBN 978-0-19-531003-0. สืบค้นเมื่อ 7 October 2012.
- ↑ Wilbaux, Quentin (2001). La médina de Marrakech: Formation des espaces urbains d'une ancienne capitale du Maroc (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: L'Harmattan. pp. 101–102, 238–243. ISBN 2747523888.
- 1 2 "Koutoubia Mosque". The New York Times. 5 ตุลาคม 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2012. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2012.
- ↑ Clammer, Paul (2009). Morocco. Lonely Planet. p. 299. ISBN 9781741049718. สืบค้นเมื่อ 5 October 2012.
- ↑ Time Out Marrakech: Essaouira and the High Atlas. Time Out Guides. 2007. p. 69. ISBN 9781846700194. สืบค้นเมื่อ 5 October 2012.
- ↑ Humphrys, Darren (2010). Frommer's Morocco. John Wiley & Sons. ISBN 9780470560228. สืบค้นเมื่อ 5 October 2012.
- ↑ Bennison, Amira K. (2016). The Almoravid and Almohad Empires (ภาษาอังกฤษ). Edinburgh University Press. pp. 337, 341. ISBN 9780748646821.
- ↑ Wilbaux, Quentin (2001). La médina de Marrakech: Formation des espaces urbains d'une ancienne capitale du Maroc (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: L'Harmattan. pp. 241–242. ISBN 2747523888.
- ↑ Bloom, Jonathan M. (2020). Architecture of the Islamic West: North Africa and the Iberian Peninsula, 700-1800 (ภาษาอังกฤษ). Yale University Press. p. 127. ISBN 9780300218701.
- 1 2 "Jami' al-Kutubiyya". ArchNet. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2019.
- ↑ Salmon, Xavier (2018). Maroc Almoravide et Almohade: Architecture et décors au temps des conquérants, 1055-1269 (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: LienArt. p. 104.
- ↑ Lakhdar, Kamal. "Kutubiya Mosque". Discover Islamic Art, Museum With No Frontiers. สืบค้นเมื่อ March 10, 2021.
- ↑ "Qantara - the Kutubīyah Mosque". www.qantara-med.org. สืบค้นเมื่อ 2021-03-10.
- ↑ Marçais, Georges (1954). L'architecture musulmane d'Occident (ภาษาฝรั่งเศส). Paris: Arts et métiers graphiques. pp. 202–205.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Koutobia Mosque entry at ArchNet (includes section of images with floor plan of mosque and photographs of its interior)
- Kutubiya Mosque page at Discover Islamic Art (includes picture of the upper chamber inside the minaret)
- 360-degree view of the area near the mihrab posted on Google Maps
- 3D model of the muqarnas cupola in front of the mihrab เก็บถาวร 3 ธันวาคม 2024 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, by Almenara Blanca
- Manar al-Athar digital image archive (including a range of exterior photo angles)
