ภาวะเสียการระลึกรู้ทางตา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาวะเสียการระลึกรู้ทางตา หรือ ภาวะเสียการระลึกรู้ทางการเห็น[1] (อังกฤษ: visual agnosia) เป็นความบกพร่องในการรู้จำวัตถุที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่เป็นความบกพร่องในการเห็น (ไม่ใช่ความบกพร่องเป็นต้นว่า ความชัดเจน ลานสายตา หรือการมองกวาด) ในภาษา ในระบบความทรงจำ หรือเพราะมีเชาวน์ปัญญาต่ำ[2] ภาวะนี้มีสองอย่าง คือแบบวิสัญชาน (apperceptive[3]) และแบบสัมพันธ์ (associative)

การรู้จำวัตถุที่เห็นเกิดขึ้นที่ในระดับหลักๆ 2 ระดับในสมอง ในขั้นวิสัญชาน มีการนำลักษณะต่างๆ ของข้อมูลทางตาจากเรตินา มารวมกันเพื่อสร้างแบบแทนของวัตถุเพื่อการรับรู้ และเมื่อถึงขั้นสัมพันธ์ จึงมีการรวม ความหมายของวัตถุเข้าไปกับแบบแทนของวัตถุ แล้วจึงจะสามารถ บ่งชี้ว่าวัตถุนั้นคืออะไรได้[4]

ถ้าบุคคลหนึ่งไม่สามารถรู้จำวัตถุได้เพราะไม่สามารถรับรู้รูปแบบที่ถูกต้องของวัตถุ แม้ว่า ความรู้เกี่ยวกับวัตถุเหล่านั้นจะไม่มีปัญหาอย่างไร นั่นเป็นการเสียการระลึกรู้แบบวิสัญชาน (เพราะไม่สามารถรับรู้รูปแบบของวัตถุนั้นอย่างถูกต้อง) ถ้าบุคคลสามารถรับรู้รูปแบบที่ถูกต้องของวัตถุได้ และมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุเหล่านั้นด้วย แต่ว่า ไม่สามารถบ่งชี้วัตถุว่าคืออะไรได้ นั่นเป็นการเสียการระลึกรู้แบบสัมพันธ์ (เพราะสามารถรับรู้รูปแบบของวัตถุอย่างถูกต้อง แต่ไม่สามารถสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับวัตถุนั้นกับวัตถุ จึงไม่สามารถบ่งชี้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร)

ภาวะเสียการระลึกรู้ทางตามักจะเกิดขึ้นเพราะความเสียหายในซีกสมองทั้งสองข้างของสมองกลีบท้ายทอยด้านหลัง และ/หรือ สมองกลีบขมับ[5]

ประเภทหลักและประเภทย่อย[แก้]

มีภาวะเสียการระลึกรู้ทางตา 2 แบบหลัก คือแบบวิสัญชาน และแบบสัมพันธ์ ภาวะเสียการระลึกรู้ทางตาแบบวิสัญชาน (apperceptive visual agnosia) เป็นความไม่สามารถในการรู้จำวัตถุ แม้ว่า การเห็นขั้นพื้นฐานเช่น ความชัดเจน สี และความเคลื่อนไหว ยังเป็นปกติ[6] สมองต้องประสานลักษณะต่างๆ เช่นเส้น ความสว่าง และสีของข้อมูลทางตาอย่างถูกต้อง เพื่อจะสร้างการรับรู้โดยองค์รวมของวัตถุ ถ้ามีความล้มเหลวในการประมวลผลขั้นนี้ การรับรู้วัตถุนั้นย่อมมีการสร้างอย่างไม่บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจที่จะรู้จำวัตถุนั้นได้[7] บุคคลผู้มีภาวะนี้ ไม่สามารถมีการรับรู้โดยองค์รวมของวัตถุจากข้อมูลทางตา[8] กิจการงานที่ต้องอาศัยการลอกแบบหรือการจับคู่รูปภาพแบบง่ายๆ สามารถตรวจจับบุคคลผู้มีภาวะเสียการระลึกรู้แบบวิสัญชาน เพราะว่า บุคคลเหล่านั้นมีความสามารถที่ถูกตัดรอนและไม่สามารถทำกิจการงานเช่นนั้นได้

ภาวะเสียการระลึกรู้ทางตาแบบสัมพันธ์ (associative visual agnosia) เป็นความไม่สามารถที่จะรู้จำวัตถุ แม้ว่า จะมีการรับรู้วัตถุที่ถูกต้อง และความรู้เกี่ยวกับวัตถุนั้นไม่มีความเสียหาย ภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับการประมวลข้อมูลทางตา ในระดับที่สูงกว่าภาวะเสียการระลึกรู้แบบวิสัญชาน[6] บุคคลผู้มีภาวะแบบสัมพันธ์สามารถลอกแบบหรือจับคู่รูปภาพที่ง่ายๆ ซึ่งแสดงว่า สามารถที่จะรับรู้วัตถุได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับวัตถุเมื่อทดสอบด้วยข้อมูลทางการสัมผัสหรือทางคำพูด แต่ว่า เมื่อถูกทดสอบด้วยข้อมูลทางตา ก็ไม่สามารถบอกชื่อหรือพรรณนาถึงวัตถุที่สามัญทั่วไปได้[7] ซึ่งหมายความว่า มีความบกพร่องในการสัมพันธ์การรับรู้วัตถุนั้น กับความรู้ที่มีอยู่เกี่ยวกับวัตถุนั้น บุคคลผู้มีภาวะนี้ไม่สามารถให้ความหมายกับการรับรู้วัตถุได้ การรับรู้วัตถุนั้นมีอยู่ แต่ไม่มีความหมายอะไรต่อบุคคลผู้มีภาวะนี้[8]

ประเภทย่อยของการเสียการระลึกรู้แบบสัมพันธ์[แก้]

ประเภทย่อยๆ ของภาวะเสียการระลึกรู้ทางตาแบบสัมพันธ์ ได้แก่

  • ภาวะเสียการระลึกรู้สี (Achromatopsia) ซึ่งเป็นความไม่สามารถในการแยกแยะสี ที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติที่ตา[6]
  • ภาวะบอดใบหน้า (prosopagnosia) ซึ่งเป็นความไม่สามารถในการรู้จำใบหน้า[9] บุคคลภาวะนี้รู้ว่า ตนกำลังมองเห็นใบหน้าอยู่ แต่ไม่สามารถรู้จำบุคคลนั้นว่าเป็นใคร แม้แต่บุคคลที่รู้จักกันดี[10]
  • ภาวะเสียการระลึกทิศทาง (Orientation Agnosia) คือ ภาวะที่ไม่สามารถตัดสินหรือกำหนดแนวทิศทางของวัตถุต่างๆ เป็นต้นว่าแนวตั้ง แนวนอน[11]
  • ภาวะเสียการระลึกรู้ภาษาใบ้ (Pantomime Agnosia) คือความไม่สามารถในการเข้าใจภาษาใบ้ คือกิริยาท่าทาง เป็นความสามารถที่ขาดคอร์เทกซ์สายตาด้านล่างไม่ได้[12]

แบบอื่นๆ[แก้]

รูปแบบอื่นๆ อีกของภาวะเสียการระลึกรู้ทางตา ที่ปรากฏในเวชศาสตร์ก็คือ

  • ความบอดคำ ซึ่งเป็นความไม่สามารถในการรู้จำคำ,
  • ภาวะเสียการระลึกรู้สิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า ความไม่สามารถในการรู้จำจุดสังเกตต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม
  • simultanagnosia ซึ่งก็คือ ความไม่สามารถในการรับรู้วัตถุมากกว่าหนึ่งในขณะเดียวกัน[13]

อาการ[แก้]

ในขณะที่กรณีโดยมากของภาวะเสียการระลึกรู้ทางตา พบในผู้ใหญ่ที่มีความเสียหายในสมองอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังมีกรณีในเด็กเล็กๆ ที่มีความเสียหายในสมองในระดับที่น้อยกว่า ที่เกิดอาการของภาวะนี้ในวัยพัฒนา[14]

บ่อยๆ ครั้ง ภาวะนี้ปรากฏโดยอาการที่ไม่สามารถรู้จำวัตถุโดยรูปร่าง โดยปราศจากประเด็นปัญหาอย่างอื่นๆ เช่นปัญหาการเห็น นี่เห็นได้ง่ายที่สุดในภาวะบอดใบหน้า ที่คนไข้สามารถเห็นใบหน้าของคนอื่นๆ ใกล้ๆ แต่ไม่สามารถเชื่อมข้อมูลที่มีอยู่ แล้วรู้จำคนๆ นั้นได้ อาการอีกอย่างหนึ่งที่มีบ่อยๆ ก็คือ ความลำบากในการบ่งชี้วัตถุที่มีรูปร่างเหมือนๆ กัน ในภาพวาดที่มีรายละเอียดน้อย และรู้จำวัตถุที่มองจากมุมมองที่ไม่คุ้นเคย[14]

ภาวะนี้เกิดขึ้นหลังจากความเสียหายต่อคอร์เทกซ์สายตาสัมพันธ์ (visual association cortex)[10] ซึ่งเกิดขึ้นแม้เมื่อไม่มีความเสียหายต่อตาหรือใยประสาทตาที่นำข้อมูลสายตาไปยังสมอง ภาวะนี้เกิดจากความเสียหายต่อส่วนต่างๆ ของระบบสายตาในทางสัญญาณด้านล่าง[10] ซึ่งรู้จักกันว่า วิถีประสาทสายตาบอกว่าอะไร เพราะว่า วิถีประสาทนี้ ยังบุคคลให้สามารถบ่งชี้วัตถุที่เห็นได้ ทางสัญญาณอีกทางหนึ่งที่เรียกว่า ทางสัญญาณด้านหลัง หรือวิถีประสาทบอกว่าที่ไหนหรืออย่างไร ซึ่งไม่มีความเสียหายในภาวะนี้ ยังบุคคลผู้มีภาวะนี้ให้มีพฤติกรรมนำโดยตา (เช่นการเอื้อมมือออกไปหยิบวัตถุ) ที่ยังเป็นปกติ[15][16]

ความเสียหายต่อทางสัญญาณด้านล่างเฉพาะเขต ทำความสามารถในการรู้จำลักษณะเฉพาะอย่างๆ ของข้อมูลทางตาให้เสียหาย[10]

เขตต่างๆ ที่อาจะเป็นเหตุให้เสียการระลึกรู้[แก้]

ภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความเสียหายในเขตสัมพันธ์ของคอร์เทกซ์สายตา. เขตสมองต่างๆ ด้านข้างของสมองกลีบท้ายทอยปรากฏว่า ตอบสนองต่อวัตถุประเภทต่างๆ มากมาย[10].

ภาวะบอดใบหน้า (คือไม่สามารถรู้จำใบหน้าได้) เกิดขึ้นจากความเสียหายของเขตรับรู้ใบหน้าในรอยนูนรูปกระสวย (fusiform face area) งานวิจัยที่ใช้การสร้างภาพโดยกิจแสดงให้เห็นว่า มีเขตเฉพาะบางเขตที่มีหน้าที่โดยเฉพาะเกี่ยวกับการรู้จำใบหน้า เรียกว่า "เขตรับรู้ใบหน้าในรอยนูนรูปกระสวย" ซึ่งอยู่ในรอยนูนรูปกระสวย (fusiform gyrus) ของสมองกลีบขมับ[10] แต่ว่า เขตนี้ไม่ได้รับรู้ใบหน้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรู้จำวัตถุที่บุคคลมีความชำนาญ[17]อื่นๆ ด้วย

เขตสายตาที่เรียกว่า extrastriate body area เริ่มทำงานด้วยการเห็นอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่ในรูปถ่าย ภาพเงา หรือ stick figure[18][10]

มีการค้นพบว่า เขตรู้สถานที่รอบฮิปโปแคมปัส (parahippocampal place area) ในคอร์เทกซ์รอบฮิปโปแคมปัส เริ่มทำงานเมื่อเห็นทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมต่างๆ[10] ภาวะเสียการระลึกรู้สีเหตุสมอง (cerebral achromatopsia) คือความไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความเสียหายต่อเขตสายตา V8 ของคอร์เทกซ์สายตาสัมพันธ์ (visual association cortex)[10]

คอร์เทกซ์สายตาในสมองซีกซ้ายดูเหมือนว่าจะมีบทบาทสำคัญในการรู้จำความหมายของวัตถุสามัญ[19]

ในวัฒนธรรมนิยม[แก้]

ดู[แก้]

หมายเหตุและอ้างอิง[แก้]

  1. ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑
  2. Delvenne, J. F., Seron, X., Coyette, F., & Rossion (2004). "Evidence for Perceptual Deficits in Associative Visual (Prosop)agnosia: A Single-case Study". Neuropsychologia 42: 597–612. 
  3. "ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑" ให้ความหมายของคำว่า "aperception" ว่า "วิสัญชาน"
  4. Riddoch, M. J., Humphreys, G. W. (1987). "A Case of Integrative Visual Agnosia". Brain 110: 1431–1462. 
  5. Karnath H. O., Rüter J., Mandler A., Himmelbach M. (2009). "The anatomy of object recognition—Visual form agnosia caused by medial occipitotemporal stroke". The Journal of Neuroscience 29 (18): 5854–5862. doi:10.1523/JNEUROSCI.5192-08.2009. 
  6. 6.0 6.1 6.2 Kolb, B. & Whishaw, I. Q. (2009). "Fundamentals of Human Neuropsychology 6th ed. New York, NY., Worth Publishers. ISBN 978-0-7167-9586-5.
  7. 7.0 7.1 Heilman, K. M. (2002). "Matter of Mind. New York, NY., Oxford University Press. ISBN 978-0-19-514490-1.
  8. 8.0 8.1 Ferreira CT, Ceccaldi M, Giusiano B, Poncet M (September 1998). "Separate visual pathways for perception of actions and objects: evidence from a case of apperceptive visual agnosia". J. Neurol. Neurosurg. Psychiatr. 65 (3): 382–5. doi:10.1136/jnnp.65.3.382. PMC 2170224. PMID 9728957. 
  9. Wolfe, Jeremy (2012). "Sensation & Perception" 3rd ed. pp. 507 ISBN 978-0-87893-876-6.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 10.5 10.6 10.7 10.8 Carlson, Neil R. (2010). Physiology of behavior. Boston, Mass: Allyn & Bacon. ISBN 0-205-66627-2. OCLC 263605380. 
  11. Harris, I. M., Harris, J. A., Caine, D. (2001). "Object Orientation Agnosia: A Failure to Find the Axis?". Journal of Cognitive Neuroscience 13 (6): 800–812. doi:10.1162/08989290152541467. 
  12. Rothi LJ, Mack L, Heilman KM (April 1986). "Pantomime agnosia". J. Neurol. Neurosurg. Psychiatr. 49 (4): 451–4. doi:10.1136/jnnp.49.4.451. PMC 1028777. PMID 3701356. 
  13. Biran I. and Coslett H.B. (2003). Visual Agnosia.Current neurology and neuroscience reports, 3(6):508 - 512. ISSN 1528-4042. doi:10.1007/s11910-003-0055-4
  14. 14.0 14.1 Funnel, Elaine; John Wilding (2011). "Development of a vocabulary of object shapes in a child with a very-early-acquired visual agnosia: A unique case". The Quarterly Journal Of Experimental Psychology. 2 64: 261–282. doi:10.1080/17470218.2010.498922. 
  15. Goodale MA, Milner AD, Jakobson LS, Carey DP (1991). "A neurological dissociation between perceiving objects and grasping them". Nature 349 (6305): 154–6. doi:10.1038/349154a0. PMID 1986306. 
  16. Goodale MA, Milner AD (1992). "Separate visual pathways for perception and action". Trends Neurosci. 15 (1): 20–5. doi:10.1016/0166-2236(92)90344-8. PMID 1374953. 
  17. ในบุคคลที่มีความชำนาญพิเศษในวัตถุอย่างหนึ่ง เช่นกรรมการประกวดสุนัขใช้เขตนี้ในการรู้จำสุนัข
  18. เป็นรูปวาดอย่างง่ายๆ ตัวอย่างเช่นรูปมนุษย์ที่เด็กวาด มีกายแขนขาเป็นเพียงแต่เส้นเท่านั้น
  19. McCarthy RA, Warrington EK (November 1986). "Visual associative agnosia: a clinico-anatomical study of a single case". J. Neurol. Neurosurg. Psychiatr. 49 (11): 1233–40. doi:10.1136/jnnp.49.11.1233. PMC 1029070. PMID 3794729. 

อ้างอิงอื่นๆ[แก้]

  • Cant JD, Goodale MA (March 2007). "Attention to form or surface properties modulates different regions of human occipitotemporal cortex". Cereb. Cortex 17 (3): 713–31. doi:10.1093/cercor/bhk022. PMID 16648452. 
  • Cavina-Pratesi C, Kentridge RW, Heywood CA, Milner AD (February 2010). "Separate processing of texture and form in the ventral stream: evidence from FMRI and visual agnosia". Cereb. Cortex 20 (2): 433–46. doi:10.1093/cercor/bhp111. PMID 19478035. 
  • Goodale MA , Milner AD (2004). Sight Unseen: An Exploration of Conscious and Unconscious Vision. Oxford UK: Oxford University Press. p. 139. ISBN 978-0-19-856807-0. OCLC 54408420.