พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะ
Pratap Singh Shah.jpg
พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเนปาล
ครองราชย์11 มกราคม พ.ศ. 231817 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320
รัชสมัย2 ปี
รัชกาลก่อนหน้าพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ
รัชกาลถัดไปพระเจ้ารณพหาทุร ศาหะ
พระมเหสีสมเด็จพระราชินีราเจนดราแห่งเนปาล
พระนางมาอิจูศาหะ[1]
พระราชบุตรพระเจ้ารณพหาทุร ศาหะ
เชร์ บะหะดูร์[2]
ราชวงศ์ราชวงศ์ศาหะ
พระราชบิดาพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ
พระราชมารดาพระนางนเรนทราลักษมี ศาหะ
ประสูติพ.ศ. 2294
สวรรคต17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320
กรุงกาฐมาณฑุ ราชอาณาจักรเนปาล
(พระชนมายุ 26 พรรษา)

พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะ (เนปาล: प्रतापसिंह शाह) (พ.ศ. 2294 - 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320)[3]เป็นพระมหากษัตริย์เนปาล เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ กษัตริย์ผู้รวมชาติเนปาล พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะะทรงราชย์อยู่ในช่วงพ.ศ. 2318 ถึง พ.ศ. 2320 และเสด็จสวรรคตด้วยไข้ทรพิษ

พระราชประวัติ[แก้]

พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะเป็นพระราชโอรสพระองค์โตในพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะกับพระนางนเรนทราลักษมีศาหะ หลังจากพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2318 เจ้าชายประทับสิงห์ พระราชโอรสองค์โตทรงครองราชย์สืบต่อ

พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะแม้จะทรงได้เป็นกษัตริย์แต่พระองค์ยังทรงระแวงว่าจะมีเจ้านายพระองค์อื่นแย่งชิงราชบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์ได้ดำเนินการกวาดล้างโดยทรงสั่งจับกุมพระปิตุลาพระองค์หนึ่งและเจ้าชายบะหะดูร์ศาหะ พระอนุชาแท้ของพระองค์ คุมขังหลังจากทรงทราบว่าทั้งสองพระองค์วางแผนก่อตั้งราชอาณาจักรเล็ก ๆ เป็นของพระองค์เอง ต่อมามีพระบัญชาให้เนรเทศเจ้านายทั้งสองออกนอกประเทศ โดยทั้งสองเสด็จลี้ภัยที่อินเดีย[4] ปัญหาที่พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะทรงก่อกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวภายในราชวงศ์ที่เรื้อรังในเวลาต่อมา

พระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะ

มูลเหตุแห่งปัญหาคือ พระนางราเชนทราลักษมีศาหะ องค์รานีพระอัครมเหสีของพระองค์ ที่พระองค์ทรงอภิเษกสมรสตามความเหมาะสม แต่พระองค์ทรงอภิเษกสมรสครั้งที่สองกับสตรีจากเผ่าเนวาร์นามว่า มาอิจู ทรงหลงใหลนางมากถึงกับสถาปนานางขึ้นเป็นองค์รานีหรือพระนางมาอิจูศาหะ พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะทรงหลงใหลพระนางมากถึงกับไม่ออกว่าราชการ รานีราเชนทรงทรงริษยารานีมาอิจูมากโดยเฉพาะเมื่อทรงทราบว่ารานีมาอิจูทรงพระครรภ์ พระนางจึงหวั่นว่าฐานะของพระนางถูกสั่นคลอน ในขณะนั้นรานีราเชนทรามีพระประสูติกาลเจ้าชายราณาพหาทูรศาหะ พระโอรสพระชนมายุ 2 ชันษาแล้ว[5]

พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะไม่ทรงสานต่อนโยบายรวมชาติต่อจากพระราชบิดาแต่ในเวลาต่อมาเจ้าชายบะหะดูร์ศาหะพระอนุชาของพระองค์ หลังจากพ้นโทษทัณฑ์หลังการสวรรคตของพระเชษฐาได้สานต่อนโยบายนี้และขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง

พระเจ้าประตาปสิงห์ ศาหะเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันหลังจากประชวรด้วยไข้ทรพิษในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320 ราชบัลลังก์ที่ว่างลงได้สืบต่อโดยเจ้าชายราณาพหาทูรศาหะ เป็นพระเจ้ารณพหาทุร ศาหะ พระชนมายุ 2 พรรษา รานีราเชนทราลักษมีในฐานะพระราชชนนีของยุวกษัตริย์ได้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงใช้พระราชอำนาจกำจัดศัตรุทุกคนของพระองค์ รานีราเชนทราทรงปล่อยให้รานีมาอิจูมีพระประสูติกาลพระโอรสนามว่า เชร์ บะหะดูร์ หลังจากนั้นมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารจับกุมองค์รานีมาอิจูออกจากพระราชวังและบังคับให้พระนางกระทำพิธีสตี พระนางสิ้นพระชนม์ในกองเพลิง หลังจากนั้นรานีราเชนทราทรงกุมพระราชอำนาจทางการเมืองและกลายเป็นปัญหาในรัชกาลต่อมา[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. วราวุธ.หลังบัลลังก์เลือด,พิมพ์ครั้งที่ 1.(กรุงเทพฯ:กรุงเทพ, 2546) หน้า 25
  2. วราวุธ. หน้า 25
  3. "Royal Court of Nepal". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-11-10. สืบค้นเมื่อ 2012-07-26.
  4. วราวุธ. หน้า 23
  5. วราวุธ. หน้า 24
  6. วราวุธ. หน้า 25