ข้ามไปเนื้อหา

พระพรหมพิจิตร (พรหม พรหมพิจิตร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระพรหมพิจิตร
เกิด27 กันยายน พ.ศ. 2433
เสียชีวิต15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 (74 ปี)
อาชีพขุนนาง
สถาปนิก
อาจารย์
คู่สมรสพวงเพ็ญ
บุตรพันเอก สมฤทธิ์ พรหมพิจิตร
พันเอก กัมพล พรหมพิจิตร

ศาสตราจารย์ พระพรหมพิจิตร (พรหม พรหมพิจิตร) (27 กันยายน พ.ศ. 2433 - 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508) ขุนนางและสถาปนิกชาวไทย ผู้ควบคุมการก่อสร้างพระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ออกแบบพระเมรุมาศทั้งในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ก่อตั้งและคณบดีคนแรกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (เดิมชื่อคณะสถาปัตยกรรมไทย) และเป็นบุคคลท่านแรกที่นำคอนกรีตเสริมแรงมาประยุกต์ใช้กับงานสถาปัตยกรรมไทย

พระพรหมพิจิตร (พรหม พรหมพิจิตร) ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นบูรพศิลปิน สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2558

ประวัติ

[แก้]

พระพรหมพิจิตรมีนามเดิมว่า อู๋ ลาภานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2433 เป็นบุตรของนายเฮง จบการศึกษาจากโรงเรียนมหาพฤฒาราม และเป็นนักเรียนช่างเขียนในกรมโยธาธิการ กระทรวงโยธาธิการ ใน พ.ศ. 2447

ได้รับพระราชทานนามสกุล ลาภานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2460 ขณะมียศและบรรดาศักดิ์เป็น รองเสวกตรี ขุนบรรจงเลขา [1] ก่อนจะกราบถวายบังคมลาออกจากบรรดาศักดิ์เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2485[2] ต่อมาท่านได้เปลี่ยนชื่อของท่านจาก อู๋ มาเป็น พรหม และได้ใช้ราชทินนามคือ พรหมพิจิตร เป็นนามสกุลแทนนามสกุลเดิมคือ ลาภานนท์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2485[3]

ด้านชีวิตและครอบครัว สมรสกับนางพวง พรหมพิจิตร (ชื่อเดิมพวงเพ็ญ) เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2460 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ พันเอกสัมฤทธิ์ พรหมพิจิตร และพันเอกกำพล พรหมพิจิตร

บั้นปลายชีวิตพระพรหมพิจิตร ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 สิริอายุได้ 75 ปี

ลักษณะงาน

[แก้]

ฝีมือการออกแบบของพระพรหมพิจิตร งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยของพระพรหมพิจิตร ผสานความทันสมัยในเชิงวัสดุก่อสร้างเข้ากับหลักการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมตั้งอยู่บนหลักการ พื้นที่ รูปทรง และเครื่องประกอบ ์รูปทรงรวมของอาคารออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ อาคารทรงจั่ว อาคารเครื่องยอด และเจดีย์ และอนุสาวรีย์ จำแนกตามรูปแบบได้ 2 แบบได้แก่ รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี และรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยแบบลดทอน วัสดุมีใช้ทั้งทรงไม้และทรงปูน[4]

ยศและบรรดาศักดิ์

[แก้]
  • 30 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ขุนบรรจงเลขา ถือศักดินา ๔๐๐[5]
  • 31 มีนาคม พ.ศ. 2457 รองเสวกตรี[6]
  • 17 ธันวาคม พ.ศ. 2463 หลวงสมิทธิเลขา ถือศักดินา ๖๐๐[7]
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2466 รองเสวกโท[8]
  • 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 พระพรหมพิจิตร ถือศักดินา ๘๐๐[9]

ผลงาน

[แก้]

ตำแหน่งพิเศษ

[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๗๔ (หน้า ๓๒๓๒)
  2. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการกราบถวายบังคมลาออกจากบรรดาศักดิ์ (หน้า ๖๔)
  3. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล (หน้า ๒๔๕)
  4. ภูวดล ภู่ศิริ. "แนวทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรม ของพระพรหม พิจิตร (อู๋ลาภานนท์)". คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  5. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ (หน้า ๒๔๔๓)
  6. พระราชทานยศ
  7. พระราชทานบรรดาศักดิ์ (หน้า ๓๑๔๑)
  8. พระราชทานยศ (หน้า ๓๒๒๒)
  9. "พระราชทานบรรดาศักดิ์ (หน้า ๒๗๓๖)" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 2020-06-21.
  10. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งราชบัณฑิต (หน้า ๒๕๙๕)
  11. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  12. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (หน้า ๒๑๖๑)
  13. "พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 (หน้า ๓๐๔๐)" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2011-11-09. สืบค้นเมื่อ 2020-06-22.
  14. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา: 3308. 25 มกราคม 1919.